เหลียนฮวาได้ยินเด็กน้อยถามก็หัวเราะออกมา คงจะคิดว่านางซื้อมาทำอาหารกินสินะ แต่เปล่าเลย นางไม่กล้ากินมันเพราะได้มาจากคนตรงหน้านี่แหละ จึงให้บ่าวเลี้ยงดูมันอย่างดี ตอนนี้พวกมันตัวอ้วนกลมมากทีเดียว แถมยังออกไข่ให้เก็บไปทำอาหารอีกด้วย
"ป้าเอามันมาเลี้ยงจ้ะ เสี่ยวหลินอยากไปดูหรือไม่"
เสี่ยวหลินเงยหน้ามองเห็นดวงตาพราวระยับของคนตรงหน้าก็ยืนเงียบไป ท่านป้าคงอยากจะอวดเจ้าเป็ดอ้วนแน่ๆ เสี่ยวหลินไม่อยากให้นางเสียใจจึงตอบตกลง
บ่าวหลายคนที่กำลังทำงานอยู่ระหว่างทางที่ทั้งสองคนเดินผ่านก็ต่างหันมามองอย่างสนใจ ปกติฮูหยินของบ้านเป็นคนใจดี แต่ก็ไม่ใช่คนช่างพูด แต่วันนี้นางเดินมาพร้อมเด็กน้อยตัวอ้วนกลม อีกทั้งยังพูดแนะนำบ้านของตนให้เด็กคนนั้นฟังไม่หยุด
"ด้านหลังมีสระบัวด้วยนะจ๊ะ แต่ป้าไม่ได้ให้พวกมันลงไปเล่นน้ำในสระหรอก เพราะบางครั้งต้องใช้พื้นที่บริเวณสระบัวเพื่อจัดงาน ป้าเลยให้คนไปสร้างคอกไว้หลังจวน แล้วก็ให้ช่างมาทำอ่างน้ำขนาดใหญ่ให้พวกมันลงเล่นแทน"
เสี่ยวหลินได้แต่พยักหน้าเออออไปกับท่านป้าคนงาม ดูเหมือนนางจะเหงามากทีเดียว เลยพูดคุยกับเด็กแปลกหน้าอย่างออกรส สามีก็ทำงานทุกวัน บุตรก็ออกไปเรียนไกลบ้าน หากนางมีชีวิตเช่นนี้คงจะรู้สึกเหงามากๆ เลยล่ะ
ว่าแต่ทำไมท่านป้าถึงไม่มีบุตรอีกสักคนล่ะ ทั้งท่านป้าและท่านลุงก็ยังไม่ได้แก่เลยนี่นา
เด็กอ้วนครุ่นคิดไปตลอดทาง หูก็ฟังเสียงเจ้าของบ้านพูดแนะนำหลายๆ อย่างภายในบ้าน ให้ฟัง ทั้งต้นไม้เอย ดอกไม้เอย มีเรือนกี่เรือน มีคนใช้เท่าไหร่ มีสัตว์เลี้ยงอะไรบ้าง แต่เท่าที่ฟังมาดูเหมือนท่านลุงจะไม่มีอนุ ต่างจากที่นางเคยรับรู้มาว่าคนโบราณมักมีเมียเต็มบ้าน
"ถึงแล้วจ้ะ ดูสิ พวกมันกำลังอยู่ในอ่างน้ำ"
เสี่ยวหลินมองดูตามนิ้วเรียวที่ชี้ให้เห็น เจ้าเป็ดอ้วนสองตัวกำลังเล่นน้ำอย่างสบายอารมณ์ ดูเหมือนพวกมันจะอยู่ดีกินดีกว่านางเสียอีก เพราะตัวอ้วนมากภายในเวลาไม่กี่วัน
"นั่นเป็ดหรือหมูเจ้าคะ"
"คิกคิก เจ้านี่ล่ะก็ เป็ดสิจ๊ะ" เหลียนฮวาปิดปากหัวเราะเมื่อได้ยินเด็กน้อยเอ่ยถาม
"ถ้าพวกมันเป็นคนต้องอ้วนกว่าเสี่ยวหลินแน่นอนเลยเจ้าค่ะ" เด็กแก้มกลมเงยหน้ามองคนงาม
"เสี่ยวหลินไม่ต้องอ้วนมากหรอก เท่านี้กำลังพอดีแล้ว มีพุงน้อยๆ มีแก้มกลมๆ น่ารักมากจ้ะ" เหลียนฮวาบีบแก้มกลมๆ สองข้างอย่างมันเขี้ยวก่อนจะพาเด็กน้อยเดินกลับไปยังส่วนหน้าของจวน
เหลียนฮวาพาเด็กน้อยไปนั่งพูดคุยกันที่ศาลา นางเล่าเรื่องต่างๆ ให้สหายตัวน้อยฟัง เสี่ยวหลินได้แต่พยักหน้ารับ นางฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะท่านป้าคนงามเล่าเยอะเหลือเกิน จนบางครั้งก็ฟังแทบไม่ทัน
นั่งฟังจนแทบจะหลับก็มีเสียงสวรรค์ดังขึ้น บ่าวรับใช้เดินมาบอกว่ามื้ออาหารกลางวันพร้อมแล้ว เหลียนฮวาเห็นดวงตากลมๆ วาววับก็รีบพากลับไปยังเรือน เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะหิวแต่ไม่กล้าบอกเพราะความเกรงใจ
เดินมาถึงห้องอาหารเหล่าบุรุษก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เสี่ยวหลินถูกอุ้มมานั่งด้านข้างท่านป้าคนงาม เจ้าเด็กตะกละรีบมองดูจานอาหารที่วางอยู่หลากหลายจาน พอเห็นแล้วก็หน้าซีด
"วันนี้มีแขกจึงทำอาหารมากหน่อย ฮูหยินเจ้าแนะนำอาหารให้แขกหน่อยเถิด" โจวหมิงเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่มีคนมาร่วมโต๊ะอาหาร
"จานนี้เป็นหมูตุ๋นน้ำแดงเจ้าค่ะ หมูตุ๋นเกาลัด ไก่แช่เหล้าแดง ปลานึ่งราดน้ำบ๊วย กะหล่ำปลีผัดน้ำมัน แล้วก็หมูสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยวเจ้าค่ะ"
สองพี่น้องบ้านถังดูชอบใจในจานอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อ และเป็นอาหารที่ถูกทำขึ้นจากพ่อครัวในจวนใหญ่ รสชาติต้องอร่อยมากแน่นอน ต่างจากเสี่ยวหลินที่แค่มองก็รู้สึกเลี่ยนแล้ว
มีแต่สามชั้นและน้ำมันทั้งนั้นเลย!
"เชิญๆ กินให้เต็มที่เลยไม่ต้องเกรงใจ คราวก่อนข้าไปฝากท้องที่บ้านพวกเจ้าอาหารอร่อยมาก วันนี้ก็ลองกินอาหารบ้านข้าดูก็แล้วกันนะ อ้อ เดี๋ยวเจ้าไปบอกพ่อครัวทำอาหารเพิ่ม ห่อใส่กล่องให้แขกด้วยนะ" โจวหมิงหันไปบอกกับบ่าวรับใช้ที่ยืนรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกล
"เอ่อ ท่านเจ้าเมืองขอรับ" เทียนหรงอยากจะเอ่ยค้าน ถึงจะนั่งคุยกันมานานแต่คนตรงหน้าก็เป็นถึงเจ้าเมืองเจียงหนาน เขาไม่กล้าสนิทสนม
"อย่าปฏิเสธเลย ข้าเต็มใจ กินกันเถอะ เสี่ยวหลิน กินเยอะๆ เลยนะ"
เสี่ยวหลินได้แต่ยิ้มแห้งๆ มองดูจานอาหารมันเยิ้มอย่างหวาดกลัว ถึงนางจะชอบกินมากแต่ถ้าต้องสู้กับมันหมูฉ่ำๆ หลายจานขนาดนี้นางก็ขอยอมแพ้ดีกว่า
แต่ดูเหมือนคนด้านข้างจะไม่เข้าใจ...
เสี่ยวหลินนั่งไว้อาลัยให้ตัวเองเมื่อเห็นเหลียนฮวาคีบอาหารจากหลายๆ จานมาใส่จานแบ่งให้นางจนกองเท่าภูเขาน้อยๆ เด็กอ้วนต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกพลังให้ตนก่อนจะคีบเจ้าหมูตุ๋นมันเยิ้มเข้าปาก
คำแรกก็อร่อยอยู่หรอก..แต่พอกินเยอะเข้าก็รู้สึกเลี่ยนจนอยากเอาออกทางเดิม
"เป็นเด็กต้องกินเยอะๆ นี่กินปลาด้วย ไก่ด้วยจ้ะ" เหลียนฮวาเพลิดเพลินกับการคีบอาหารให้เด็กน้อย โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าเด็กข้างตัวแทบจะหน้าเขียวอยู่แล้ว
"อร่อยมากเลยขอรับ" เทียนเฉินเองก็ชอบอกชอบใจ เขาคีบอาหารเข้าปากไม่หยุด เทียนหรงเห็นท่าทางน่าอายของน้องชายก็รีบสะกิด แต่เจ้าเด็กหน้าเหม็นก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลย
โจวหมิงเห็นภาพของสองพี่น้องก็หัวเราะอย่างชอบใจ เขาใช้ตะเกียบคีบอาหารให้สองพี่น้องจนพูนจาน เทียนหรงเห็นอาหารที่แสนยั่วยวนก็ไม่รักษามารยาทแล้ว เดี๋ยวเจ้าน้องชายจะกินหมดเสียก่อน
สุดท้ายเสี่ยวหลินก็กินข้าวไม่หมด ทั้งข้าวทั้งอาหารยังเหลืออยู่เกือบครึ่งจานแบ่ง เหลียนฮวาดูเสียใจมากเพราะนางอยากให้เด็กน้อยชอบอาหารที่บ้านของนาง แต่กลายเป็นว่าเด็กน้อยกินไม่หมดเสียได้
"อาหารไม่อร่อยหรือ"
"อร่อยเจ้าค่ะ แต่ว่าเสี่ยวหลินกินขนมเยอะเลยอิ่มก่อนเจ้าค่ะ" เสี่ยวหลินเห็นใบหน้าเศร้าหมองของคนตรงหน้าก็รีบฉีกยิ้มประจบ มือป้อมจับมือเรียวสวยแน่น
"อาหารที่บ้านท่านป้าอร่อยมากๆ เลย เสี่ยวหลินไม่เคยกินมาก่อนเลยเจ้าค่ะ" พอได้ฟังคำยกยอของเด็กน้อย เหลียนฮวาก็รู้สึกดีขึ้นมากจนลืมความเศร้าเมื่อครู่หมดสิ้น
"อย่างนั้นหรือจ้ะ ดีเลย ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวหลินมาเยี่ยมป้าบ่อยๆ ได้หรือไม่"
"หลังจากนี้เสี่ยวหลินคงไม่ได้เข้าเมืองแล้วล่ะเจ้าค่ะ ยิ่งถ้าหิมะตกก็เดินลำบาก"
"อย่างนั้นเดี๋ยวป้าให้รถม้าที่จวนไปรับ"
"น้องหญิง"
เหลียนฮวาได้ยินเสียงสามีก็หน้าเศร้า พอได้เจอเด็กน้อยตัวกลมนางก็หลงลืมทุกอย่าง จนเผลอเอาแต่ใจขึ้นมา เด็กน้อยคงจะอึดอัดมากทีเดียวเพราะบางครั้งนางก็สังเกตเห็นใบหน้ากล้ำกลืนของเด็กน้อยด้วย
"อย่างนั้นถ้าป้าขอไปเยี่ยมเสี่ยวหลินที่บ้านได้ไหมจ๊ะ" นางกุมมือเล็กอย่างคาดหวัง
"ได้สิเจ้าคะ เสี่ยวหลินพร้อมต้อนรับท่านป้าเจ้าค่ะ"
เหลียนฮวายืนส่งเด็กน้อยอย่างเศร้าสร้อย มองดูเด็กตัวกลมนั่งอยู่บนรถเข็นแล้วโบกมือให้นาง รถเข็นคันน้อยค่อยๆ ห่างออกไปจนหายไปกับฝูงชน
"ทำใจเถอะ เดี๋ยวเราค่อยทำลูกกันเองดีกว่านะ" โจวหมิงโอบไหล่ภรรยา
"เราก็พยายามกันมาหลายปีแล้วนะเจ้าคะท่านพี่"
"เอาน่า ซื้อของดีๆ มาบำรุงสักหน่อย แล้วลองดูกันอีกครั้ง"
ทั้งสองยืนมองดูทางที่ครอบครัวถังเดินจากไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพากันเดินเข้าจวน
ด้านรถเข็นคันน้อยที่เต็มไปด้วยกล่องอาหารนั้นก็กำลังแวะเข้าร้านขายธัญพืช เสี่ยวหลินอยากมาสั่งซื้อเมล็ดถั่วเขียวกับเมล็ดถั่วลันเตาสักหลายชั่ง นางจะลองเอาไปเพาะถั่วงอกกับต้นอ่อนดู
"เมล็ดถั่วเขียวชั่งละสิบอีแปะ ส่วนเมล็ดถั่วลันเตาสามสิบอีแปะ"
เสี่ยวหลินได้ยินราคาก็ทำหน้าเอ๋อ เหตุใดถั่วเขียวถึงราคาถูกเพียงนี้ หรือคนที่นี่ไม่กินถั่วเขียวกันนะ
"แล้วถั่วเหลืองล่ะเจ้าคะ"
"ถั่วเหลืองชั่งละสิบอีแปะ"
"หา!" เด็กตัวกลมร้องเสียงหลงจนเถ้าแก่ร้านธัญพืชกับเทียนหรงตกใจ
สุดท้ายเสี่ยวหลินก็สั่งซื้อถั่วเขียวกับถั่วลันเตามาอย่างละกระสอบเล็ก กระสอบละห้าสิบชั่ง จ่ายเงินไปทั้งสิ้นสองตำลึงเงิน แล้วยังแวะไปซื้อเมล็ดผักบุ้งมาอีกสองกระสอบเล็กในราคากระสอบละหนึ่งตำลึง เพราะนางมาซื้อในช่วงหน้าหนาวที่ไม่สามารถปลูกผักได้ ราคาเมล็ดผักจึงถูกลงมาก
เทียนเฉินต้องออกไปว่าจ้างเกวียน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นกัวเหวินนั่นเอง เสี่ยวหลินย้ายจากรถเข็นขึ้นไปนั่งห้อยขาที่ท้ายเกวียนกับท่านอาของนาง ก่อนออกจากเมืองยังแวะซื้ออ่างดินเผาขนาดใหญ่อีกสี่อ่าง
ถึงจะบอกว่าขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ปากอ่างกว้างราวๆ หกฉื่อ (60cm) เท่านั้น แต่ละอ่างนางจะใช้เพาะถั่วงอกจากถั่วเขียวและถั่วเหลือง ต้นอ่อนถั่วลันเตา และต้นอ่อนผักบุ้ง
หวังว่ามันจะงอกให้นางนะ..
กลับมาถึงบ้านเสี่ยวหลินก็ใช้ให้ท่านอาของนางแช่ถั่วเหลืองกับถั่วเขียวและเมล็ดผักบุ้งให้อย่างละหนึ่งชั่ง นางจะแช่ไว้ข้ามคืนให้เมล็ดอิ่มน้ำจะได้เพิ่มอัตตราการงอก
ส่วนที่ยากคือต้นอ่อนถั่วลันเตาหรือโต้วเหมี่ยว เพราะนางไม่เคยลองเพาะด้วยตัวเองมาก่อน แต่นางก็เอาเมล็ดถั่วลันเตามาหนึ่งกำมือแช่น้ำไว้ นางจะลองเพาะด้วยดินก่อนหากไม่ได้ผลค่อยลองวิธีอื่น
หลังจากแช่เมล็ดผักไว้แล้วเด็กตัวกลมก็เดินแอ่นพุงไปหยิบส้มในครัวมาแกะกินแก้เลี่ยน หมูตุ๋นน้ำแดงกับหมูตุ๋นเต้าเจี้ยวทำเอานางอิ่มน้ำมัน ยังดีที่มีปลานึ่งให้กิน ไม่อย่างนั้นนางคงขย้อนเอาอาหารออกมาทางเดิมแน่ๆ
"ท่านอาไปเก็บมะพร้าวแก่กันเจ้าค่ะ เอามีดไปด้วยนะเจ้าคะ" กินส้มเสร็จเด็กอ้วนก็หางานให้ท่านอาของนางทันที นางจะพาเขาไปออกกำลังกายจะได้ไม่อ้วนลงพุง
"เราเพิ่งกลับมาเองนะเสี่ยวหลิน" เทียนเฉินนอนอืดอยู่กลางห้องโถงตอบกลับอย่างเกียจคร้าน
ยามนี้ที่บ้านไม่มีใครอยู่ คงพากันไปอยู่ที่ชายหาดกันหมด บิดาของนางเองก็นอนหลับกรนเสียงดังอยู่ข้างๆ น้องชายของเขานั่นแหละ
"ไปเร็วเข้าเจ้าค่ะ เสี่ยวหลินจะพาปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน" เทียนเฉินได้ยินก็หูผึ่ง ปลูกผักที่ไหนจะไม่ใช้ดินกันเล่า แต่เขารู้ว่าถ้าหลานสาวพูดออกมานางจะต้องทำได้อย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มปลุกพี่ชาย เขย่าเขาจนหัวสั่นคลอนก็ไม่ยอมตื่น ทั้งสองคนจึงเข็นรถเข็นมุ่งหน้าไปยังสวนมะพร้าวกันเอง
มาถึงเสี่ยวหลินก็เลือกเอามะพร้าวแก่ลูกดีๆ มาสิบกว่าลูกตั้งใจเอาไปเก็บไว้ที่บ้าน แล้วก็เลือกลูกที่เสียหรือใกล้เน่าแล้วออกมาวางกองไว้
"แล้วพวกนี้จะเอาไปทำอะไรหรือ" เทียนเฉินมองดูกองมะพร้าวแก่กองใหญ่ที่บางลูกก็ถูกสัตว์เจาะเป็นรู บางลูกก็ลีบ บางลูกที่งอกต้นแล้วแต่ต้นของมันก็เหี่ยวแห้งไป
"เสี่ยวหลินจะเอาเปลือกของมันไปปลูกผักเจ้าค่ะ"
"ปลูกผักด้วยเปลือกมะพร้าวหรือ"
"ใช่เจ้าค่ะ ท่านอามาเร็ว เสี่ยวหลินจะสอนปอกเปลือกมะพร้าว" มือน้อยกวักเรียกท่านอาของนางมานั่งลง
นางบอกให้เขาเอามือหนึ่งจับมะพร้าว มือที่ถนัดถือมีด ใช้ปลายมีดเฉาะลงไปตรงส่วนหัวแล้วบิดมีดงัดเปลือกออกด้านข้าง ทำไปเรื่อยๆ จนรอบลูกมะพร้าว
"จากนั้นก็เฉาะตรงกลางลูกเจ้าค่ะ ให้ตรงรอยเฉาะบนหัวนะเจ้าคะ เวลาแกะจะได้ง่าย" เทียนเฉินพอจะมองภาพออกแล้วเลยลองทำดู
เสี่ยวหลินตบมือแปะๆ กระโดดดึ๋งๆ เมื่อเห็นว่าท่านอาของนางสามารถทำตามที่นางสอนได้อย่างสวยงาม ปากน้อยเอ่ยชมเขาจนเด็กหนุ่มอกยืด
"ท่านอาเก่งมากๆ เลยเจ้าค่ะ"
"แน่นอน อาเก่งที่สุด"
"ฮิฮิ"
พอทำเป็นแล้วเทียนเฉินก็เฉาะเปลือกมะพร้าวแห้งอย่างรวดเร็วโดยมีหลานสาวตัวน้อยคอยส่งเสียงให้กำลังใจเย้วๆ อยู่ด้านข้าง
"ท่านอาสู้ๆ ท่านอาสู้ตาย ท่านอาไว้ลายสู้ตายสู้ๆ" เด็กตัวกลมออกลวดลายเต้นจนพุงกระเพื่อม เทียนเฉินเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะจนปวดท้อง
"แค่ปอกเปลือกมะพร้าวอาจะต้องสู้จนตายเลยหรือ"
"ฮี่ฮี่ มันเป็นแค่เพลงนะเจ้าคะท่านอา เร็วเข้าท่านอาสู้ๆ"
"ฮ่าๆๆๆ!"
กว่าจะปอกหมดก็เล่นเอาหมดแรง หมายถึงคนเต้นนะไม่ใช่คนปอก สองอาหลานช่วยกันโยนเปลือกมะพร้าวใส่รถเข็นตามด้วยมะพร้าวแก่ที่เก็บกองไว้ตั้งแต่ตอนแรก
เสี่ยวหลินทิ้งตัวลงนอนแผ่บนกองลูกมะพร้าวแก่อย่างหมดแรง โดยมีท่านอาของนางเข็นรถพากลับบ้าน
"เหนื่อยล่ะสิ เต้นไม่หยุด เดี๋ยวก็ผอมแล้วล่ะ" เทียนเฉินมองหลานสาวที่นอนหมดสภาพ แก้มป่องๆ ขึ้นสีระเรื่อจากการออกแรง
"เสี่ยวหลินไม่อยากผอม เสี่ยวหลินจะเป็นหมูน้อยที่แข็งแรง"
เด็กหนุ่มส่ายหัวกับคำพูดของหลานสาว เดี๋ยวโตขึ้นก็อยากจะตัวผอม รักสวยรักงามเองนั่นแหละ ตอนนี้ให้นางตัวกลมๆ แบบนี้มันน่ารักที่สุดแล้ว
กลับมาถึงบ้านก็ยังได้ยินเสียงกรนลั่นบ้านของเทียนหรง สองอาหลานเข็นรถไปยังหลังบ้าน ก่อนจะพากันลงมือแกะเอากาบมะพร้าวออกจากเปลือกชั้นนอกมาแช่น้ำไว้
"ทำไมต้องแช่น้ำเล่า" มือทำไปปากก็ถามไม่หยุด
"เพราะว่าขั้นตอนต่อไปเราจะต้องนำมันไปสับให้ละเอียดเจ้าค่ะ การแช่น้ำจะช่วยให้สับง่ายขึ้น" พอได้ฟังหลานสาวเขาก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนเรียกตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของหลิวห้าว
"อ้าว ท่านอาห้าวเองหรือเจ้าคะ" เสี่ยวหลินหันมองชายหนุ่มตัวสูง ในมือของเขาถือตำรามาด้วย นางลืมไปเลยว่าท่านอาของนางต้องเรียนหนังสือ
"ทำอะไรกันสองอาหลาน" หลิวห้าวนั่งลงมองดูทั้งสองที่ดึงเอากาบมะพร้าวออกมา
"มันเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องใช้ในการลูกผักเจ้าค่ะ"
"ปลูกผัก ในหน้าหนาวหรือ"
"ใช่เจ้าค่ะ แต่ว่าค่อยทำก็ได้ ท่านอาไปเตรียมตัวเรียนเถอะเจ้าค่ะ เสี่ยวหลินจะไปนอนกลางวันรอ"
"เอาอย่างนั้นก็ได้" สองหนุ่มลุกไปนั่งที่แคร่หลังบ้าน เสี่ยวหลินเองก็ไปล้างมือแล้วเดินเข้าห้องไป เพราะบิดากรนเสียงดังเหลือเกิน นางนอนด้านนอกคงหลับไม่ลงแน่ๆ
ร่างกลมถอดชุดตัวนอกออกเพราะไปตะลุยป่ามะพร้าวมา เอาชุดใส่ตะกร้าไว้เตรียมซัก เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปปีนขึ้นเตียง หยิบผ้าห่มมาคลุมแล้วนอนหลับปุ๋ยไป
ตื่นมาอีกครั้งเพราะมารดามาปลุกไปทานมื้อเย็น สุดท้ายกาบมะพร้าวของนางก็ทำไม่เสร็จ คงต้องเริ่มทำพรุ่งนี้อีกครั้ง เพาะถั่วงอกกับผักบุ้งไปก่อนก็แล้วกัน อย่างไรโต้วเหมี่ยวก็ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง
"ท่านแม่ทำข้าวผัดให้เสี่ยวหลินได้ไหมเจ้าคะ" เสี่ยวหลินมองดูขาหมูตุ๋นฉ่ำเยิ้มแล้วก็รู้สึกเอียน จึงหันไปออดอ้อนมารดา
"ข้าวผัดหรือ"
"เดี๋ยวเสี่ยวหลินบอกวิธีเจ้าค่ะ"
สองแม่ลูกเดินเข้าครัว เสี่ยวหลินให้มารดาทุบกระเทียมแล้วนำลงไปผัดจนหอม ตามด้วยไข่เป็ดสองฟอง ขยี้จนสุก ใส่ข้าวสวยลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วและน้ำปรุงรสหอยนางรม ผัดให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ
เด็กอ้วนเดินถือจานข้าวผัดที่โปะไข่ดาวเยิ้มๆ ซึ่งมารดาทำเพิ่มให้เพราะกลัวบุตรสาวจะไม่อิ่ม สายตาของบุรุษแสนตะกละทั้งสามมองตามจานข้าวผัดกลิ่นหอมของเด็กหญิงตัวน้อยตาวาว แต่ก็ถูกเสียงกระแอมของจางรั่วดับฝันเสียก่อน
"ตะกละนัก ขาหมูตุ๋นนี่ไม่กินหรืออย่างไร"
"กินจ้ะๆ"
บุรุษทั้งสามมือคีบหมูตุ๋นแต่ตาก็เหลือบมองจานข้าวผัดกลิ่นหอม มองดูเด็กหญิงตัวกลมใช้ช้อนตักข้าวผัดเข้าปากเคี้ยวกินตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มป่อง
"อื้มม! อาหย่อยยย"
########################################