ตอนที่ 36
“กะ… กะ… เกี่ยวกับการปิดตัวลงของเกทคุกทองคำ พวกเราทีมวิจัยที่เจ็ดอยากจะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าผลงานนี้เป็นความสำเร็จของเหล่าทีมวิจัยทุกคนที่ร่วมแรงร่วมงานกันเพื่อหาวิธีรับมือกับมอนสเตอร์ในนั้น..” เสียงของมะลิที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้านักข่าวนั้นสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ดูจากท่าทีสติแตกของเธอแล้ว การที่เธอยังสามารถพูดตามบทต่อไปได้ก็ถือว่าเธอเก่งมากแล้ว
“ขอโทษนะครับ คุณจะบอกว่าคนที่ปิดเกทคุกทองคำสำเร็จคือทีมวิจัยที่เจ็ดเหรอครับ” แค่แง้มปากพูดอะไรออกไปนิดหน่อย พวกนักข่าวก็พากันจับประเด็นแล้วทำการเชื่อมโยงอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว แค่มะลิบอกว่าเธอมาจากทีมวิจัยที่ 7 ก็โดนโยงว่าผลงานเป็นของทีมเธอซะแล้ว
[ ไม่! ตอนที่เกทปิดพวกเรายังเอ๋อกันทั้งห้องอยู่เลย มันจะเป็นผลงานของทีมพวกเราได้ยังไง ]
“ค่ะ… ทีมวิจัยที่เจ็ดของพวกเราได้ค้นพบวิธีจัดการกับมอนสเตอร์ภายในเกทที่มีรูปลักษณ์เหมือนนกอินทรีที่มีความเร็วสูงมากได้สำเร็จ เพื่อที่จะรับมือกับพวกมันทีมของเราได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับโจมตีและลดความเร็วของพวกมันขึ้นมาค่ะ” มะลิที่ทำได้แค่พูดตามสคริปต์แทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว ยิ่งได้เห็นเลนส์กล้องและไมโครโฟนจำนวนมากก็ทำเอาขนลุกไปหมดแล้ว
“ด้วยอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดที่มีความแม่นยำสูง พวกเราสามารถเล็งโจมตีเข้าที่ปีกของพวกมันได้อย่างแม่นยำจนสามารถปิดจุดเด่นของพวกมันได้สำเร็จค่ะ พอพวกมันไม่สามารถบินได้แล้วการจัดการกับพวกมันก็ง่ายขึ้นมาก” มะลิฉายภาพของอุปกรณ์โจมตีระยะไกลขึ้นมาพร้อมๆกับภาพของอินทรี 4 ปีกที่จูนเคยวาดเอาไว้ให้กับโอปอล แถมในภาพยังมีขั้นตอนการสาธิตอีกต่างหากว่าใช้เครื่องมือกับอินทรี 4 ปีกยังไง
[ ใหม่ล่าสุดก็แย่ละ ไอ้เครื่องนี้เคยลองเอาไปทดสอบตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว อย่าว่าแต่ยิงโดนเลย ขนาดติดกล้องเอาไว้เครื่องยังโดนทำลายทั้งๆที่จับภาพอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ]
จัสมินที่รู้ข้อมูลทุกอย่างดีพอๆกับมะลิยักไหล่อย่างเหนื่อยใจกับเรื่องที่สมาคมสั่งให้เธอออกมาพูด ไม่รู้ทำไมเบื้องบนถึงไม่ยอมบอกความจริงแล้วเลือกที่จะปั้นเรื่องขึ้นมาแล้วโยนหน้าที่การอธิบายกับสังคมให้กับทีมวิจัยที่ 7 เสียอย่างนั้น และที่แย่ที่สุดก็คือ พวกคนใหญ่คนโตพวกนั้นดันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ถึงได้เจาะจงเลือกให้เธอออกมาเป็นคนให้สัมภาษณ์แบบนี้
“คุณมะลิคะ แล้วเครื่องนี้สามารถจัดการบอสของเกทได้เลยเหรอคะ แบบนี้พวกเราจะเอามันไปใช้ในเกทอื่นได้หรือเปล่า” เหล่านักข่าวดูกระตือรือร้นมาก เพราะข่าวการปิดตัวของเกทคุกทองคำถือเป็นข่าวใหญ่ที่ทำเอาคนทั้งประเทศต่างเพ่งมองมาที่จุดจุดเดียวเลย เกทคุกทองคำกินพื้นที่กลางประเทศไปเยอะมาก แม้จะเชื่อใจกรงทองของท่านธิดาสวรรค์แต่ในใจลึกๆทุกคนต่างก็หวาดกลัวว่ากรงทองจะพังลงมาเมื่อไหร่ การได้รู้ข่าวดีว่าเกทที่เป็นภัยอันตรายร้ายแรงของประเทศได้ปิดตัวลงแล้วทำเอายอดคนดูไลฟ์สดของแต่ละช่องข่าวพุ่งเกินล้านกันเกือบทุกช่องเลย
[ บ้าเหรอ พวกทีมวิจัยเป็นแค่ฮันเตอร์แรงค์ดีกันทั้งนั้น แค่จะทุบขนของพวกมันที่เป็นตัวอย่างให้แตกยังทำไม่ได้เลย ต่อให้ไอ้พวกนกนั่นบินไม่ได้แล้วพวกฉันก็ไม่มีปัญญาทำอะไรมันหรอก ]
“แน่นอนค่ะ พวกเราสามารถเอาอุปกรณ์ชิ้นนี้ไปใช้งานในเกทอื่นได้ แต่พวกเราทีมวิจัยก็ไม่สามารถจัดการมอนสเตอร์จากเกทคุกทองคำได้ด้วยตัวเองหรอกนะคะ แต่พวกเราได้รับความร่วมมือจากหน่วยพิเศษที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่านเกษม รองผู้บัญชาการของหน่วยวิรูปักษ์โดยตรงค่ะ” ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ของนักข่าว มะลิก็รีบตอบคำถามของเธออย่างรวดเร็วเพราะการตอบคำถามนี้จะทำให้เธอสามารถโยนภาระไปให้กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆเธอได้นั่นเอง
“สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉัน เคธ เป็นตัวแทนของหน่วยกัณหา จะมาเป็นผู้ให้ข้อมูลกับทุกท่านในวันนี้ค่ะ” หญิงสาวที่สวมหน้ากากรูปอสรพิษคล้ายๆกับของเกษมแต่กลับปิดเอาไว้เพียงครึ่งใบหน้าด้านล่างเท่านั้นออกมาพูดด้วยท่าทีที่นิ่งสงบกว่ามะลิหลายเท่า ถึงแม้เคธจะเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาภายในเกทเมืองรกร้าง แต่เพราะฐานะที่เป็นพระสหายขององค์ราชินี ชีวิตของเคธก็เลยไม่ค่อยจะเหมือนเด็กสาวธรรมดามาตั้งนานแล้ว กับอีแค่ตอบคำถามกับนักข่าวมันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรสำหรับเธอเลย
“หน่วยกัณหา… ขอโทษนะครับ แต่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อหน่วยของพวกคุณมาก่อนเลย” แน่นอนว่าพวกเขาต้องไม่เคยได้ยินอยู่แล้ว เพราะหน่วยของพวกเธอเพิ่งจะตั้งกันเมื่อวานเลยด้วยซ้ำ แถมชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่และหน้ากากก็เพิ่งทำมาสดๆร้อนๆเลยด้วย
“พวกเราเป็นหน่วยที่ท่านเกษมสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเกทคุกทองคำโดยเฉพาะ พวกเราก็เลยไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นมาก่อนนอกจากเกทแห่งนี้เท่านั้นค่ะ” นอกจากเคธแล้ว ที่โต๊ะแกลงยังมี เมลล์ เจสซี่ เอมิล และ คามิเลีย ที่สวมใส่เครื่องแบบเหมือนกันกับเคธยืนอยู่ด้วย ถึงพวกเขาจะมีกันแค่ 5 คนแต่พวกนักข่าวคงจะคิดว่าพวกเธอเป็นตัวแทนของหน่วยทั้งหน่วยแน่ๆ
“ขอโทษนะครับ ดูจากรูปลักษณ์ของพวกคุณแล้ว พวกคุณคงจะไม่ใช่คนไทยสินะครับ” เป็นเพราะหน้ากากของพวกเคธไม่ได้ปกปิดรูปลักษณ์ส่วนบนของใบหน้า พวกนักข่าวก็เลยมองออกได้ทันทีว่าพวกเคธไม่ได้เหมือนคนไทยนัก โดยเฉพาะเมลล์ที่มีเส้นผมสีขาวโพลนเหมือนกับขนกระต่ายของเธอก่อนจะได้ร่างมนุษย์มาด้วยซ้ำ
“พวกเราส่วนใหญ่ในหน่วยเป็นคนที่มีหลายๆสัญชาติผสมกันค่ะ ต้องขอบคุณท่านเกษมที่ช่วยดูแลพวกเราและมอบโอกาสให้พวกเราได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศค่ะ” คำตอบของเคธทำท่ายืนของเกษมที่ซ่อนอยู่หลังเวทีแอบเบี้ยวไปเล็กน้อยเหมือนกัน มันก็จริงที่ตัวเขาเป็นคนยินยอมให้พวกเคธเข้ามาในประเทศได้ และเป็นคนอนุญาตให้พวกเธอเข้าไปจัดการเกทคุกทองคำด้วย แต่เรื่องทั้งหมดมันเกิดมาแค่วันเดียวเองนะ ไม่นึกเลยว่าเคธจะใช้คำพูดแค่นั้นเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดไปขนาดนี้
“ตอนนี้พวกนักข่าวคงกำลังจินตนาการว่าท่านเกษมไปรับเอาเด็กกำพร้าที่ไร้ที่ไปมาฝึกฝนและสร้างหน่วยลับขึ้นมาแน่ๆเลย” รอยยิ้มขบขันของโอปอลทำเอาเหงื่อถึงกับหยดลงมาบนลำคอของเกษมเลยทีเดียว ไม่นึกเลยว่าจูนจะใช้การแถลงครั้งนี้เพื่อแทรกตัวตนของพวกเคธเข้ามาในสังคมเอาดื้อๆแบบนี้
“แต่ก็ไม่เห็นต้องทำหน้ากากแบบนั้นเลยนี่นา นี่คุณคิดว่าผมอยากจะใส่หน้ากากนี้มากเลยหรือไง” เกษมถอนหายใจอย่างจนใจก่อนจะหันไปบ่นเรื่องหน้ากากกับจูน ก็เข้าใจหรอกว่าจูนตั้งใจจะใช้ชื่อเขาออกมาอ้างตามที่ตกลงกันไว้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากเป็นสัญลักษณ์เลยนี่นา
“ก็คุณเกษมไม่เคยเล่าให้ฟังนี่คะว่าทำไมถึงต้องใส่หน้ากาก ฉันก็นึกว่าคุณชอบเพราะมันเท่ดีซะอีก” จูนหัวเราะเบาๆออกมาระหว่างมองการให้สัมภาษณ์อย่างพึงพอใจ เท่านี้คนของเธอก็จะมีข้ออ้างในการเข้ามาในประเทศได้แล้ว ขอแค่ใช้ชื่อหน่วยกัณหาเป็นข้ออ้าง คนของเกทเมืองรกร้างก็สามารถแสดงตัวภายในประเทศได้อย่างแนบเนียนแล้ว
.
.
.
“...” อีกด้านหนึ่งท่ามกลางความตึงเครียดเบื้องหน้าของเกทขนาดใหญ่ใจกลางเมืองของประเทศลีนิน รินรดาหรือธิดาสวรรค์ที่กำลังฟังข่าวจากมือถือของตัวเองก็มีท่าทีตื่นตระหนกเสียยิ่งกว่าพวกนักข่าวที่เข้าไปสัมภาษณ์มะลิเสียอีก ในฐานะที่เป็นคนผนึกมอนสเตอร์ของเกทบานนั้นเอาไว้ เธอมั่นใจเลยว่าระดับฝีมือของฮันเตอร์ในตอนนี้ไม่มีทางรับมือกับพวกมันได้แน่ๆ แถมเรื่องที่เกษมแอบไปสร้างหน่วยลับขึ้นมาเธอก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
“ปิดได้จริงๆเหรอ” ความรู้สึกสับสนปะปนไปกับความยินดีจนกลายเป็นอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก อย่างน้อยประเทศก็ปลอดภัยขึ้นแล้ว แถมหน้าที่ของเธอก็เบาลงไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นรินรดาก็ไม่อาจวางใจจากหน่วยพิเศษที่อยู่ๆก็โผล่มาได้อยู่ดี
“ท่านธิดาสวรรค์ มีรอยร้าวปรากฏแล้วครับ” ระหว่างกำลังสับสนอยู่นั้น อยู่ๆคนของประเทศลีนินก็เข้ามาเรียกเธอเพื่อออกไปตรวจสอบผนึกที่เธอสร้างปิดทางเข้าเกทเอาไว้ ตอนนี้ภายในซี่กรงของผนึกเริ่มปรากฏรอยร้าวแล้ว อีกไม่นานเกทบานนี้ก็จะกลายเป็นเกทเบรคและปล่อยให้มอนสเตอร์หลุดออกมาสินะ
แกร๊ก!
เป็นภาพที่รินรดาได้เห็นจนเคยชินตรงกันข้ามกับพวกคนของลีนินที่กำลังเฝ้าระวังอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาเคยส่งคนเข้าไปและเสียฮันเตอร์ฝีมือดีไปมาก แม้แต่ฮันเตอร์ระดับพิเศษของประเทศเขาก็ยังไม่รอดกลับมา พวกเขาก็เลยหวาดกลัวมากถึงขั้นยอมทิ้งศักดิ์ศรีเข้าไปขอร้องฮันเตอร์ของประเทศเพื่อนบ้านให้มาช่วยแบบนี้
เคร๊ง!!
ทันทีที่ประตูมิติแตกออกเป็นชิ้นๆ ภาพภายในเกทที่แตกสลายไปแล้วก็ปรากฏร่างของมนุษย์หมาป่าขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 4 เมตรกำลังเดินเข้ามาใกล้เกทเพื่อจะข้ามมายังฝั่งนี้ แต่เพราะผนึกของรินรดาคอยปกป้องเอาไว้มันก็เลยไม่สามารถข้ามมายังฝั่งนี้ได้ แถมกรงเล็บขนาดใหญ่ที่น่าจะตัดร่างของมนุษย์ให้กลายเป็นชิ้นๆอย่างง่ายดายก็โจมตีใส่กรงทองไม่ได้ผลอีกต่างหาก
“โล่งอกไปที” ตัวแทนของชาวลีนินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่กรงทองของรินรดาสามารถป้องกันพวกมอนสเตอร์เอาไว้ได้จริงๆ
“เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว พวกคุณพาฉันกลับไปประเทศไทยได้แล้ว ถ้าฉันหายไปนานเกินไปจะเป็นปัญหาเอาได้” รินรดาลดท่าทีระมัดระวังลงก่อนจะหันไปคุยเรื่องของการส่งตัวเธอกลับประเทศในทันที ตอนนี้คงจะมัวซื้อของฝากให้ยูไม่ได้แล้ว เพราะถ้าเกทคุกทองคำสามารถปิดลงได้เธอก็สามารถถอนกรงทองที่คลุมภูเขาตั้งหลายลูกออกไปได้…
เพล้ง!!
เสียงแตกร้าวที่ไม่คุ้นหูทำเอารินรดาต้องรีบหันกลับไปมองผนึกที่เธอทำเอาไว้อย่างรวดเร็ว และภาพที่เธอหวาดกลัวจนต้องเก็บเอาไปฝันมาตลอดก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้าเข้าจนได้ ร่างของมนุษย์หมาป่าตัวหนึ่งกำลังเดินออกมาจากกรงทองที่ถูกทำลายเป็นชิ้นๆทำเอารินรดาหนาวสั่นไปทั้งตัว เจ้ามนุษย์หมาป่าตัวนี้ต่างออกไปจากมนุษย์หมาป่าตัวก่อนหน้านี้ เพราะที่มือของมันถือดาบดูทรงพลังมาด้วยเล่มหนึ่ง หรือว่าเจ้านี่จะใช้ดาบเล่มนั้นทำลายกรงทองของเธอ..
หมับ!!
ความคิดในหัวของรินรดาสั่งให้ใช้สกิลสร้างกรงทองขึ้นมาอีกครั้งทันที แต่ความเร็วของมนุษย์หมาป่าก็มากกว่ารินรดาจนน่าตกใจ เผลอเพียงชั่วอึดใจเจ้ามนุษย์หมาป่าก็เข้ามาประชิดตัวเธอ ทั้งยังใช้มือของมันคว้าคอของรินรดาและยกขึ้นมาอีกต่างหาก
ฉึก…
ไม่มีการพูดจากันก่อนด้วยซ้ำ เพราะทันทีที่มันจับตัวรินรดาเอาไว้ได้มันก็แทงดาบเข้าไปที่ท้องของเธอซะแล้ว ความรู้สึกเย็นวาบที่ท้องและภาพรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเขี้ยวอันแหลมคมของมนุษย์หมาป่าตรงหน้าทำเอารินรดารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจากขั้วหัวใจ หรือว่าเธอจะต้องมาตายตรงนี้อย่างนั้นเหรอ
“ยู…”