ฝ่ายหวังเจิ้งเมื่อเห็นกองทัพมองโกลถอยกลับไปแล้วก็รู้สึกฮึกเหิมใจเป็นอันมาก
แต่เมื่อมีทหารมาแจ้งว่าน้ำดื่มเริ่มจะขาดแคลนหนัก หนำซ้ำแม้จะขุดบ่อน้ำไปตลอดทั้งคืนก็ยังไม่เห็นน้ำซึมขึ้นมาเลยสักหยดเดียว ซึ่งหลายคนต่างวิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะป้อมถู่มู่แห่งนี้เป็นที่สูงย่อมขาดแคลนน้ำ และน่าจะเป็นสาเหตุที่ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นได้
แต่ฝ่ายมหาขันทีหวังเจิ้งย่อมไม่ยอมรับข้อผิดพลาดนี้โดยนิสัย แล้วสั่งการไปว่า
“จงขุดลงไปให้ลึกยิ่งกว่านี้อีก และจงสั่งให้ทหารขุดบ่อน้ำใหม่อีกอย่างน้อย 5 บ่อด้วยทหารเรามีจำนวนมาก!!”
มนุษย์สามารถขาดอาหารได้นานนับเดือน แต่ขาดน้ำได้มากที่สุดคือ 3 วัน ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดจะโง่เขลาสักเพียงใด ย่อมจะต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำไว้สำหรับการบริโภคในกองทัพหลวง
..แต่เมื่อผ่านไปอีกวันบ่อดินทั้งเก่าและใหม่จำนวนกว่า 7 บ่อ ก็ยังแห้งผากและไร้วี่แววของน้ำแม้เพียงหยด
ฝ่ายราชครูราชครูเหย่เซียนก็เคลื่อนทัพใหญ่อีก 4 หมื่นมาสมทบ พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัย
แต่ก็น่าเสียดายด้วยชัยภูมิของทหารหมิงซึ่งอยู่บนเนินดินสูงกว่านั้นได้เปรียบกว่าเป็นอันมาก แม้จะสั่งให้ตั้งปืนใหญ่ยิงสวนขึ้นไปเช่นเดียวกัน แต่ระยะยิงนั้นสั้นกว่าจนปืนใหญ่ของฝ่ายมองโกลก็ถูกทำลายด้วยกระสุนเพลิงทำลายไปหลายสิบคัน ซึ่งในระหว่างนั้นก็ยังได้ส่งทหารม้าเข้าตีประชิดจากหลายทิศทาง แต่พบก็พบอุปสรรคใหญ่เมื่อจะลุยขึ้นเนินเขาไปอยู่ดี จนในที่สุดจึงทำได้เพียงการก่อกวนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จนเอเซนข่านก็เริ่มจะถอดใจกลับออกไปนอกกำแพงใหญ่ ด้วยเกรงจะมีทัพหนุนของฝ่ายศัตรูตีกระหนาบเข้ามาในสักวัน
ส่วนฝ่ายต้าหมิงซึ่งมีงานหลักคือการรบและมีงานที่สำคัญกว่าคือการหาน้ำดื่มกลับทุกข์ทนทรมานมากยิ่งกว่า จึงต้องเริ่มจำกัดการใช้น้ำอย่างเข้มงวด จนไม่ทราบว่าความลำบากนี้จะยืนยาวไปอีกสักเท่าใด ซึ่งอย่างน้อย ๆ ก็จนกว่าพวกเขาจะขุดพบตาน้ำสักแห่งกระมัง ? แต่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อบ่อเก่าที่ทหารช่วยกันขุดลึกลงไปเป็นอย่างมาก จนก้นบ่อก็ปราศจากอากาศใช้หายใจ จึงเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นไปอีก
ทหารทุกหน่วยจึงเริ่มขาดแคลนน้ำดื่มประทังชีวิต และหากมนุษย์ไม่ได้ดื่มน้ำ เหล่าสัตว์ที่น่าสงสารไม่ว่าจะเป็นวัวควายหรือแม้แต่ม้าอันเป็นสัตว์สำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างสงครามก็เริ่มล้มตายลงเรื่อย ๆ และเหล่าทหารเมื่อเห็นสัตว์ตายก็ต้องเชือดเอาเลือดสด ๆ ออกมาดื่มกินกันตาย
ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมตกอยู่ภายใต้การสังเกตของหน่วยเงา !!
ครั้นเอเซนข่านทราบข่าวแล้วก็ยินดีนัก จึงคิดจะรอคอยสัก 2-3 วัน เพื่อให้กองทัพหมิงอดน้ำแล้วล้มตายกันไปเอง แต่ราชครูเหย่เซียนกลับไม่คิดเช่นนั้น พร้อมตักเตือนไปว่า
“หากแม้นทหารหมิงอดน้ำถึงขีดสุดย่อมจะตีฝ่าออกมาอย่างไม่คำนึงชีวิต แม้ในที่สุดฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะแต่ก็ต้องพบความสูญเสียอยู่ไม่น้อยเลย เอาไว้พรุ่งนี้ขอให้ท่านข่านเปิดการเจรจาเถิด ข้าพเจ้าจะมิให้ทหารมองโกลต้องล้มตายเลยแม้แต่เพียงผู้เดียว”
พอรุ่งเช้าก็มีทหารมองโกลถือสาสน์เพื่อขอเจรจาสงบศึก โดยเสนอให้ต้าหมิงส่งเครื่องบรรณาการเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง ได้แก่ทองคำ 1,000 ตำลึง และสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ อีก 20 เกวียน เพื่อแลกกับการถอยทัพกลับออกไปนอกกำแพง
ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้เมื่อทราบเงื่อนไขเช่นนั้นก็ทรงดีพระทัยนัก โดยเฉพาะหวังเจิ้งที่อดน้ำเช่นเดียวกันและยอมจะจ่าย 100 ตำลึงเพื่อน้ำสะอาดเพียงแก้วเดียวก็พอ ย่อมต้องตอบรับไมตรีนี้อย่างไร้เงื่อนไข
ครั้นเห็นทหารมองโกลเปิดทางอันเป็นแหล่งน้ำใกล้ ๆ นั้น หวังเจิ้งก็ร้องตะโกนขึ้นมาว่า
“อ้ายพวกโง่ จงเร่งไปตักน้ำมาถวายจักรพรรดิ(และเรา)เสียสิ พวกเจ้าจะรอคอยไปอีกเมื่อไรกันเล่า!!”
เมื่อเห็นคน 5 คน 10 คน รีบวิ่งไปยังแหล่งน้ำนั้น ทหารที่เหลืออีกนับหมื่นนับแสนก็ไม่อาจทนต่อความกระหายน้ำได้อีก จึงรีบวิ่งกรูออกไปจากป้อมถู่มู่เช่นเดียวกัน
..หลังจากทหารคนแรกวิ่งผ่านเนินลาดชันลงไปก็เป็นป่ารก ถัดลงไปอีกสัก 50 เส้น (2 กิโลเมตร) ก็เป็นที่ราบลุ่ม อันเป็นแหล่งน้ำซึ่งเคยถูกทหารมองโกลปิดทางเอาไว้
แต่พอเจอน้ำแล้วตักขึ้นมาดื่มได้เพียงคำเดียว ก็ไม่ทราบว่ามีลูกเกาทัณฑ์ลอยมาจากทิศใดปักเข้าที่ต้นคอของนายทหารผู้นั้นเข้าอย่างจัง!!
ฆ่าให้เรียบ!!
ทหารหมิงซึ่ง ณ ตอนนี้ไร้ระเบียบวินัยอย่างที่สุด ทั้งไม่มีจิตใจในการรบพุ่งเพราะคิดไปเองว่าสงครามจบลงแล้ว จึงพลอยลดการระมัดระวังตัวลงไปจนถึงขีดสุด ..ดังนั้นทุกคนก็ต่างถอดเกราะเพื่อความคล่องตัวในการวิ่งหาน้ำดื่ม และไม่มีแม้สักคนเดียวที่ถือศัสตราวุธออกมาด้วย !!
มันจึงเป็นการฆ่าเพียงฝ่ายเดียวจากทหารมองโกล และปรากฏเพียงเสียงทหารหมิงราวแสนนายที่ร้องระงมไปทั่วบริเวณป้อมถู่มู่ โลหิตนั้นเจิ่งนองแดงฉานดุจดังแม่น้ำซึ่งถูกย้อมไปด้วยน้ำเลือด
ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายและเสียงกรีดร้องแห่งความตายนี้ ย่อมมีเพียงรถม้าหรูหราประจำพระองค์เท่านั้นที่ยังเงียบสงบอยู่ก็ด้วยความตกใจของทุกชีวิตที่คอยฟังข่าวอยู่ในนั้น
ฝ่ายหวังเจิ้งเมื่อเห็นสถานการณ์เลวร้ายอย่างที่สุดแล้วก็เกิดความรักตัวกลัวตาย จึงถือกระบี่แล้ววิ่งเข้าไปในรถพระที่นั่ง เพื่อจะถวายรายงานและหวังจะหลบภัยได้สักครู่หนึ่ง
แต่พอเข้าไปแล้วก็เห็นอิงจงฮ่องเต้กำลังกอดนางสนมทั้งสองคนอยู่ หวังเจิ้งจึงยังมิได้ถวายรายงานแต่ประการใด
แต่ฝ่าย ‘พานจง’ ผู้เป็นแม่ทัพรักษาพระองค์ก็เดินเข้ามาข้างใน แล้วตั้งข้อหาแก่มหาขันทีว่า
“ถือกระบี่บุกรุกรถพระที่นั่งมีโทษตาย!!”
กล่าวจบก็ใช้ลูกตุ้มในมือเหวี่ยงใส่ศีรษะหวังเจิ้งที่กำลังถวายบังคมอยู่นั้น จนกะโหลกแตกมันสมองสาดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณด้วยแค้นใจที่หวังเจิ้งนำความพินาศฉิบหายมาสู่กองทัพของต้าหมิง
จากนั้นหยิบกระบี่ของหวังเจิ้งขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้นางสนม พร้อมกับกล่าวว่า
“บัดนี้ข้าพเจ้าสามารถคุ้มครองจักรพรรดิได้เพียงพระองค์เดียว หากพวกท่านต้องพบเจอกับทหารมองโกลย่อมไม่ต่างกับการตายทั้งเป็น จงรีบตัดสินใจด้วยตนเองเถิด”
นางสนมผู้หนึ่งก็รับเอากระบี่มาถือในมือไว้ ส่วนนางสนมอีกคนก็กล่าวขึ้นว่า
“หลายวันมานี้พวกเราทั้งสองรักใคร่กันดังพี่น้อง บัดนี้ขอวอนท่านลงมือให้กับข้าพเจ้าเสียก่อนเถิด”
นางสนมที่ถือกระบี่ก็พยักหน้าแล้วแทงกระบี่ข้อที่หน้าอกของนาง แล้วจึงเชือดที่คอของตนแล้วล้มลงไปนอนด้วยรอยยิ้ม
ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้เห็นความภักดีของพวกนางก็หลั่งน้ำพระเนตรแล้วเข้าไปจุมพิตที่หน้าผากของพวกนางอย่างรักใคร่ซาบซึ้ง แต่ขณะนั้นหยางเหมยซึ่งผลัดผ้าเป็นชุดสีเข้มทะมัดทะแมงทั้งรวบผมยาวเอาไว้ มองดูโดยรวมทั้งคล้ายดังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งก็ไม่ปาน ทั้งยังสะพายเอายามผ้าคาดไหล่เอาไว้ ในมือยังมีเสื้อผ้าหยาบอีกชุด แล้วเดินออกมาทูลขึ้นว่า
“พระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่เถิดเพคะ เพื่อมิให้เป็นการสะดุดตา”
เมื่อส่งชุดนั้นให้กับอิงจงฮ่องเต้แล้ว ก็ก้มลงไปหยิบกระบี่แล้วเก็บเข้าในฝักไว้ ด้วยสายตาที่มิได้หวั่นเกรงต่อสามศพที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
จากนั้นไปส่องที่หน้าต่างรถม้าอีกรอบหนึ่ง แล้วจึงกล่าวกับแม่ทัพพานจงว่า
“ด้านทิศเหนือนั้นทหารมองโกลเบาบางที่สุด ทั้งยังมีแนวเขาพอจะหลบซ่อนพระองค์ได้ ข้าพเจ้าคิดจะบุกฝ่าไปทางด้านนั้น ขอให้ท่านแม่ทัพช่วยแหวกทางให้กับเราด้วยเถิด”
พานจงซึ่งมีความประหลาดใจในกิริยาอาการของนางสนมผู้นี้อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายกล่าวมาก็ยังมิได้รับคำ แต่เมื่อเห็นจักรพรรดิอิงจงเมื่อฉลองพระองค์ใหม่ก็เสด็จออกมาแล้วตรัสว่า
“สนมหยางเช่นนี้แล้วใช้ได้หรือไม่ ?”
จึงได้ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นคนของตระกูลหยาง ก็คิดจะฝากความหวังสุดท้ายของแผ่นดินต้าหมิงเอาให้กับนางสนมผู้นี้ในที่สุด
เมื่อแม่ทัพพานจงพยักหน้ารับคำแล้วก็ได้ถือลูกตุ้มแล้ววิ่งออกไปประจันหน้าเข้ากับทหารมองโกลหลายสิบคน จากนั้นสังหารไปได้ราว 7-8 คนก็ล้มลงไปตายด้วยพิษบาดแผลที่ถูกลุมแทงนั้นสาหัสนัก แต่นั่นก็มากพอที่หยางเหมยจะใช้กระบี่ในมือตัดเชือกที่ผูกม้าเข้ากับรถ แล้วควบม้าพาอิงจงฮ่องเต้วิ่งม้าฝ่าทัพมองโกลที่ถูกแหวกจนสามารถผ่านออกไปได้
หยางเหมยนั้นโคจรพลังลมปราณกิเลนที่ถูกยกระดับขึ้นจากเคล็ดวิชาทานตะวัน จนสามารถป้องกันคนและม้าจากอันตรายต่าง ๆ ได้อย่างมากมายนัก โดยเฉพาะลูกธนูที่ระดมยิงเข้ามาหลายร้อยลูก แต่เมื่อพลังหยางที่หลายวันนี้ได้กักเก็บมาใช้จนหมดแล้วพลังลมปราณของนางอ่อนกำลังลง จนเกาทัณฑ์ดอกสุดท้ายจึงสามารถเจาะทะลุม่านพลังเข้ามาปักที่ขาหลังของม้าที่ขี่ได้สำเร็จม้าจึงล้มลง
แต่หญิงสาวกลับไม่ยอมแพ้แต่โดยง่าย จึงอุ้มเอาร่างอิงจงฮ่องเต้แล้ววิ่งเข้าป่าตีนเขาซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดได้สำเร็จ..