ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 141 : จุดอ่อนของนักล่าตัวจิ๋ว

    จารึกที่ 141 : จุดอ่อนของนักล่าตัวจิ๋ว (ความโศกเศร้าภายใต้แสงจันทร์)


    รัตติกาลล่วงเลยเข้าสู่ยามโฉ่ว (ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสาม) ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมยอดเขาเมฆา มีเพียงเสียงหริ่งหเรไรกรีดปีกร้องระงมสอดประสานกับเสียงสายลมที่พัดผ่านดงไผ่ม่วง จนเกิดเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตพราย


    ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางนภากาศ สาดแสงสีเงินยวดยิ่งลงมากระทบผิวน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบไผ่ สะท้อนประกายระยิบระยับดุจดั่งอัญมณีล้ำค่าที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น บรรยากาศโดยรอบเรือนไผ่ม่วงในยามนี้ช่างดูสงบสุขและงดงาม ผิดกับความวุ่นวายและอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อช่วงบ่ายดั่งคนละโลก


    ภายในเรือนไม้ไผ่ที่ดูภายนอกเก่าคร่ำครึแต่ภายในสะอาดสะอ้าน แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างวูบวาบ ขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่นไปอยู่ที่มุมห้อง


    อาเจีย ชายหนุ่มผู้มีแววตาเฉลียวฉลาดและรอยยิ้มที่อ่านยาก นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูด้วยหนังเสือดาวหิมะ (ของเทียมเกรดเอที่ซื้อมาจากตลาดมืดในราคาถูกแสนถูก) เขากำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบสมบัติชิ้นใหม่ที่เพิ่งแลกมาจากหอศัสตราด้วยความเห่อของ


    บนมือทั้งสองข้างของเขา สวมใส่ "ถุงมือไหมอัคคีสวรรค์" สีแดงเพลิงที่ถักทอจากใยแมงมุมไฟและเส้นเอ็นมังกร เนื้อผ้าของมันบางเบาราวกับปีกจั๊กจั่นแต่เหนียวแน่นทนทานยิ่งกว่าเกราะเหล็ก เมื่อสวมใส่แล้วมันแนบสนิทไปกับผิวหนังราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ส่งผ่านความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ชีพจรข้อมือ ทำให้การโคจรลมปราณที่ฝ่ามือลื่นไหลและรวดเร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์


    "ของดี... ของดีจริงๆ..." อาเจียพึมพำ พลางพลิกฝ่ามือไปมา ชื่นชมลวดลายอักขระโบราณที่ปักด้วยด้ายทองคำบนถุงมือ ลวดลายเหล่านั้นเปล่งแสงจางๆ ตอบรับกับลมปราณของเขา "สมกับเป็นของจากคลังสมบัติหอศัสตรา ตาแก่หลี่ถึงจะขี้งกไปหน่อย แต่ของที่คัดมาให้ก็ไม่เคยย้อมแมวขาย... ด้วยถุงมือคู่นี้ ต่อให้ต้องจับกระบี่วิญญาณด้วยมือเปล่า ข้าก็คงไม่นิ้วขาดง่ายๆ แน่"


    เขาลองกำหมัดแน่น แล้วคลายออก อัดฉีดพลังปราณธาตุไฟลงไปเล็กน้อย


    พรึ่บ!


    เปลวเพลิงสีส้มอ่อนๆ ลุกโชนขึ้นรอบถุงมือ แต่ทว่ามือของเขากลับไม่รู้สึกร้อนเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกอบอุ่นสบายเหมือนแช่น้ำอุ่น


    "เยี่ยมยอด! การควบคุมธาตุไฟทำได้สมบูรณ์แบบ!" อาเจียยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ ความสุขของคนงกคือการได้ของดีมาฟรีๆ โดยไม่ต้องควักเนื้อ


    ข้างกายของเขา เจ้าสัวทมิฬ หุ่นเชิดคู่ใจในร่าง "หยกทมิฬ" ที่ได้รับการวิวัฒนาการจนสมบูรณ์แบบ ยืนสงบนิ่งดั่งรูปปั้นเทพพิทักษ์ ร่างกายสูงใหญ่กำยำของมันสะท้อนแสงตะเกียงเป็นมันวาว ลวดลายอักขระสีทองที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหยกสีดำดูราวกับเส้นเลือดที่มีชีวิต แขนซ้ายสีดำทมิฬที่มีลวดลายสีแดงจางๆ พาดผ่านดูน่าเกรงขามและลึกลับ


    ดวงตาที่เป็นช่องแสงบนใบหน้าหยก ส่องประกาย "สีฟ้าคราม" วูบวาบอยู่ภายใน แสดงถึงการทำงานของจิตวิญญาณจิ้งจอกมายาที่กำลังใคร่ครวญและสังเกตการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา


    [ นายท่าน... ชีพจรหัวใจของท่านเต้นแรงผิดปกติ... ]


    เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเก่าแก่แต่แฝงความกวนประสาทดังขึ้นในจิตของอาเจีย


    [ หากท่านยังไม่หยุดลูบคลำถุงมือนั่นด้วยสายตาหื่นกระหายเยี่ยงนั้น ข้าเกรงว่าน้ำลายของท่านจะหกเลอะเทอะหนังเสือดาวจนเสียราคา ]


    "หุบปากไปเลยเจ้าหุ่นผีสิง!" อาเจียส่งกระแสจิตตอบกลับพลางถลึงตาใส่ "ข้าไม่ได้เห่อ ข้าแค่ตรวจสอบความเรียบร้อยของอุปกรณ์... เจ้าไม่เข้าใจหัวอกของผู้ฝึกตนที่ขาดแคลนทรัพยากรมาทั้งชีวิตหรอก กว่าจะได้ของดีระดับนี้มา ข้าต้องเสี่ยงตายไปกี่รอบ!"


    [ ข้าเข้าใจดีขอรับ... เพราะข้าเองก็ต้องเสี่ยงไปรับตีนอสูรเงาแทนท่านตั้งหลายครั้ง... ] เจ้าสัวตอบกลับอย่างไม่ลดละ [ ว่าแต่... นายท่านไม่คิดจะแบ่งปันความปีติยินดีนี้ให้แก่สมาชิกอีกหนึ่งรายบ้างหรือ? ]


    "สมาชิกอีกราย?" อาเจียชะงัก


    เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง... จริงสิ ปกติแล้วเวลามีของใหม่ หรือเวลาเขาหยิบสมุนไพรออกมา เจ้าถุงเงิน สัตว์อสูรแมงมุมทมิฬจอมตะกละ จะต้องวิ่งแจ้นออกมาขอส่วนแบ่งแล้ว แต่วันนี้กลับเงียบเชียบผิดปกติ


    สายตาของอาเจียเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่มุมห้อง ด้านใต้โต๊ะไม้ไผ่ที่วางตำราเก่าๆ


    ในมุมมืดที่สุดของห้อง มีเงาตะคุ่มเล็กๆ ขดตัวอยู่


    เจ้าถุงเงิน แมงมุมทมิฬตัวน้อย กำลังหดตัวลีบอยู่ในซอกมืด ขาแปดข้างของมันหุบเข้าหากันจนร่างกายกลายเป็นก้อนกลมๆ เหมือนก้อนถ่านไร้ค่า ดวงตาสีแดงก่ำของมันที่เคยสุกใสด้วยความอยากรู้อยากเห็น บัดนี้กลับหรี่ลงจนแทบปิดสนิท


    "เจ้าถุงเงิน?" อาเจียร้องเรียกเสียงอ่อน "เป็นอะไรไป? วันนี้ข้ามีสมุนไพรเหลือจากโรงครัวมาด้วยนะ เป็นรากบัววิญญาณกรอบๆ ที่เจ้าชอบไง ไม่มากินเหรอ?"


    ปกติแล้ว เพียงแค่ได้ยินคำว่า "กิน" เจ้าถุงเงินจะพุ่งตัวออกมาด้วยความเร็วแสง แต่ครั้งนี้มันเพียงแค่ขยับหนวดเล็กน้อย แล้วส่งเสียงร้อง จี๊ด... เบาๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับคนป่วยที่หมดอาลัยตายอยาก


    อาเจียขมวดคิ้ว ลุกจากแคร่แล้วเดินเข้าไปหามัน เขาย่อตัวลงแล้วยื่นมือที่สวมถุงมือไหมอัคคีออกไป


    "มานี่สิเจ้าตัวเล็ก... ใครแกล้งเจ้า? หรือว่าเจ้าบาดเจ็บตรงไหน?"


    เจ้าถุงเงินค่อยๆ ไต่ขึ้นมาบนฝ่ามือของเขาอย่างเชื่องช้า ขาของมันสั่นเทาเล็กน้อย มันเงยหน้ามองอาเจีย แล้วหันไปมองเจ้าสัวทมิฬที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง แสงสีฟ้าในตาเจ้าสัวส่องสว่างดูทรงพลังและน่าเกรงขาม


    สายตาของเจ้าถุงเงินเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน... ทั้งชื่นชม หวาดกลัว และที่ชัดเจนที่สุดคือ... ความน้อยเนื้อต่ำใจ


    อาเจียสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้นผ่านพันธะสัญญาโลหิตที่เชื่อมโยงกันอยู่ ความรู้สึกขมขื่นแล่นเข้ามาในอกของเขา


    "เจ้ารู้สึก... ไร้ค่า... งั้นรึ?"


    เจ้าถุงเงินก้มหน้าลง ใช้ขาหน้าคู่หน้าถูกันไปมา ส่งเสียงร้องในลำคอที่ฟังดูเศร้าสร้อย


    มันจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่น้ำตกมรณะ... ในขณะที่เจ้าสัวสามารถเข้าไปต่อกรกับอสูรเงา สามารถรับการโจมตี และดูดกลืนพลังงานเพื่อปกป้องนายท่านได้


    ตัวมันกลับทำได้เพียงเกาะไหล่อาเจียสั่นกลัว เพราะพิษของมันเจาะเกราะศัตรูระดับนั้นไม่เข้า ใยของมันก็เปราะบางดั่งสายไหมเมื่อเจอกับดาบเลือด


    มันเป็นเพียง "ตัวถ่วง" ในสนามรบระดับสูง


    "โธ่เอ๊ย..." อาเจียถอนหายใจยาว ใช้นิ้วลูบหัวมันเบาๆ ด้วยความสงสาร


    "เจ้าไม่ใช่ตัวถ่วงหรอกนะ เจ้าช่วยข้าหาของดีๆ มาตั้งเยอะ ถ้าไม่มีจมูกของเจ้า ข้าคงพลาดสมบัติไปหลายชิ้นแล้ว... เราแค่ถนัดคนละอย่างกัน เจ้าสัวเขาเป็นสายบู๊ เจ้าเป็นสายบุ๋นไง"


    แต่คำปลอบโยนนั้นดูเหมือนจะไม่ช่วยให้จิตใจของนักล่าตัวจิ๋วดีขึ้น มันรู้ดีว่าโลกของผู้ฝึกตนนั้นโหดร้าย ความแข็งแกร่งคือสัจธรรม หากมันไม่แกร่งขึ้น สักวันมันอาจจะถูกทิ้ง หรือแย่กว่านั้น... อาจจะตายเปล่าในการต่อสู้และทำให้นายท่านต้องลำบาก


    "เจ้าสัว... ลองใช้เนตรมารของเจ้า ตรวจสอบร่างกายของเจ้าถุงเงินให้ละเอียดซิ" อาเจียสั่งการเสียงเครียด "ข้าอยากรู้ว่าทำไมพัฒนาการของมันถึงหยุดชะงัก ทั้งที่ข้าก็ป้อนสมุนไพรดีๆ ให้ตลอด"


    เจ้าสัวเดินเข้ามาใกล้ ก้มหน้าลง แสงสีฟ้าจากดวงตากราดไปที่ร่างของแมงมุมตัวน้อย


    [ รับทราบ... กำลังเพ่งจิตตรวจสอบ... ]


    แสงสีฟ้าสแกนผ่านร่างของเจ้าถุงเงินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าสัวจะเงยหน้าขึ้น


    [ รายงานผล... นายท่าน... โครงสร้างทางกายภาพของเป้าหมาย มาถึงทางตันตามขีดจำกัดของสายพันธุ์แล้วขอรับ ]


    [ สัตว์อสูรแมงมุมทมิฬ เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำถึงระดับกลาง... ขีดความสามารถสูงสุดของพวกมันคือระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลาย... แกนอสูรภายในตัวมันไม่สามารถรองรับพลังงานที่มากกว่านี้ได้อีก หากฝืนอัดฉีดพลังเข้าไป ร่างกายของมันจะรับไม่ไหวและแตกดับ ]


    "ทางตัน..." อาเจียพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด "เหมือนกับถ้วยชาที่ใส่น้ำจนเต็มแล้ว เติมลงไปอีกก็ล้นทิ้ง..."


    สัตว์อสูรระดับต่ำอย่างแมงมุมทมิฬ แม้จะหายากในโลกมนุษย์ แต่ในโลกของผู้ฝึกตนระดับสูง มันเป็นเพียงสัตว์อสูรชั้นล่างที่มีขีดจำกัดชัดเจน ต่างจากมังกร กิเลน หรือสัตว์เทพที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด


    "ถ้าปล่อยไว้แบบนี้... เจ้าคงไปต่อกับข้าไม่ได้จริงๆ" อาเจียพูดความจริงที่เจ็บปวด


    เขาไม่ได้ต้องการทิ้งมัน เขาผูกพันกับมันเหมือนลูกหลาน (ที่ช่วยหาเงิน) แต่ถ้าเขาต้องไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างอสูรเงาโลหิต หรือพวกตระกูลหลิว การพาเจ้าถุงเงินไปเสี่ยงก็เหมือนพาไปตาย


    อาเจียลุกขึ้นยืน เดินวนไปมาในห้อง สมองอันชาญฉลาดของเขาทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางออก


    "ต้องมีวิธีสิ... ในตำราของหอศัสตรา หรือในบันทึกโบราณที่ข้าเคยอ่าน..."


    "การทะลวงขีดจำกัดสายเลือด... การวิวัฒนาการข้ามสายพันธุ์..."


    เขาหยุดเดิน นึกถึงของรางวัลที่เพิ่งได้มาจากเย่ปิงอวิ๋น


    มือล้วงเข้าไปในถุงมิติ หยิบ "ขวดหยกเย็น" และ "กล่องไม้จันทน์หอม" ออกมาวางบนโต๊ะ


    ไอความเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากขวดหยก และกลิ่นหอมสดชื่นที่ทำให้จิตใจสงบแผ่ออกมาจากกล่องไม้


    น้ำทิพย์วารีสวรรค์ - ของเหลวศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยชำระล้างไขกระดูก ขจัดสิ่งสกปรก และยกระดับสายเลือด


    เมล็ดบัวหิมะพันปี - สุดยอดสมุนไพรฟื้นฟูและเสริมสร้างพลังธาตุเหมันต์ที่บริสุทธิ์


    "ของพวกนี้... มูลค่ารวมกันหลายหมื่นแต้ม..." อาเจียกลืนน้ำลาย ความงกในกมลสันดานเริ่มทำงาน


    "ถ้าข้ากินเอง ข้าอาจจะทะลวงขั้นสร้างรากฐานได้เลย... หรือถ้าเอาไปขาย ข้าก็รวยเละเทะ ซื้ออุปกรณ์ระดับสูงได้สบายๆ..."


    เขามองไปที่เจ้าถุงเงินที่ยังนอนซึมอยู่บนฝ่ามือ


    แล้วมองกลับมาที่ของวิเศษบนโต๊ะ สลับกันไปมา


    [ นายท่าน... การลงทุนมีความเสี่ยง... ] เจ้าสัวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง [ การใช้วัตถุดิบระดับสวรรค์กับสัตว์อสูรระดับต่ำ โอกาสล้มเหลวมีสูงมาก... หากมันทนพลังยาไม่ได้ มันจะตาย... และท่านจะเสียของไปฟรีๆ ]


    "ข้ารู้..." อาเจียกัดฟันแน่น คิ้วขมวดเป็นปม "แต่ข้าไม่ใช่นักธุรกิจที่มองแต่กำไรเฉพาะหน้า... ข้ามองการณ์ไกลต่างหาก!"


    เขาหลับตาลง นึกภาพในอนาคต... ภาพที่เขามีสุดยอดนักลอบสังหารตัวจิ๋ว ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในค่ายกลที่แน่นหนาที่สุด ขโมยความลับและสมบัติออกมาได้โดยไร้ร่องรอย


    "ถ้าเจ้าถุงเงินวิวัฒนาการได้... มันจะไม่ใช่แค่แมงมุมธรรมดา... แต่มันจะเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่งที่ประเมินค่าไม่ได้!"


    อาเจียพยายามหาเหตุผลทางธุรกิจมาสนับสนุนความรู้สึกส่วนตัว


    แต่ลึกๆ แล้ว... เขาแค่ไม่อยากทิ้งเพื่อนตัวน้อยตัวนี้ไป ความผูกพันที่มีต่อกันมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นศิษย์สายนอกจนกรอบ มันมีค่ามากกว่าหินวิญญาณก้อนไหนๆ


    "เอาล่ะ ตัดสินใจแล้ว!" อาเจียตบโต๊ะเสียงดัง ปัง! จนตะเกียงสั่นไหว


    "คืนนี้... เราจะทำการทดลอง 'ผ่าตัดพันธุกรรม' กัน! ข้าจะเดิมพันด้วยของทั้งหมดที่มี!"


    เขาหันไปจ้องตาเจ้าถุงเงิน แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจังและดุดัน


    "ฟังนะเจ้าตัวเล็ก... ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ไปต่อ... แต่เส้นทางนี้มันเจ็บปวดและอันตรายมาก ราวกับต้องตายแล้วเกิดใหม่... เจ้าอาจจะร่างระเบิดตายได้เลย... เจ้ากล้าเสี่ยงไหม?"


    เจ้าถุงเงินเงยหน้าขึ้นมองอาเจีย ดวงตาสีแดงก่ำจ้องกลับมา


    มันสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของนายท่าน... และมันก็ไม่อยากเป็นเพียงภาระ


    มันไม่ลังเลแม้แต่น้อย... มันชูขาหน้าคู่หน้าขึ้น ส่งเสียงร้อง จี๊ด! อย่างหนักแน่นและกังวานกว่าครั้งไหนๆ


    ข้ายอมตายดีกว่าอยู่อย่างไร้ค่า!


    "ใจเด็ดมาก! สมกับเป็นสัตว์เลี้ยงของข้า!" อาเจียแสยะยิ้ม


    "เจ้าสัว! เตรียมห้อง! ปิดผนึกหน้าต่างและประตูทุกบาน ลงอักขระป้องกันเสียงและแรงสั่นสะเทือน... คืนนี้เรือนไผ่ม่วงจะมีแสงสีเสียงหน่อย!"


    [ น้อมรับบัญชา... เริ่มการเตรียมพื้นที่พิธีกรรม... ข้าจะเฝ้าระวังภายนอกให้เองขอรับ ]


    อาเจียสูดหายใจลึก รวบรวมสมาธิ


    การวิวัฒนาการข้ามสายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องง่าย... เขาต้องใช้ทุกศาสตร์ที่รู้ ทั้งการปรุงยา การจารึกอักขระ และพลังแห่ง "พู่กันนิรันดร์" เพื่อฝืนลิขิตสวรรค์ครั้งนี้


    "มาเริ่มกันเถอะ... สู่การกำเนิดใหม่ของราชันแห่งเงามืด!"