หลายปีผ่านไป เลอาร์ในวัยสิบขวบกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์วาเลนเทีย มือเรียวเล็กกำลังปักผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยด้วยท่วงท่าสง่างามและอ่อนช้อย ดวงตาสีฟ้าใสก้มมองลายปักรูปดอกไม้ด้วยความตั้งใจ ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางเบาดูไร้เดียงสา สมกับบทบาทคุณหนูผู้อ่อนโยนที่เธอสวมใส่อยู่เสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น
ทันใดนั้น ประตูห้องนั่งเล่นก็เปิดผางออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงในชุดเครื่องแบบอัศวินสีขาวสะอาดตา ขลิบด้วยด้ายสีทองอร่าม ผมสีทองตัดสั้นขับเน้นใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาสีฟ้าทอประกายอบอุ่น รูปร่างกำยำใต้ชุดเกราะบ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนัก เขาคือ 'ลอเรนซ์ เดอ วาเลนเทีย' พี่ชายคนรองของเลอาร์และเป็ถึงหัวหน้ากองพันอัศวินหลวงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักร
ทันทีที่สายตาของลอเรนซ์จับจ้องมายังร่างเล็กริมหน้าต่าง รอยยิ้มกว้างอย่างดีใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
"เลอาร์น่า!" เขาอุทานเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ไม่รอช้า สองแขนแกร่งช้อนร่างน้องสาวสุดที่รักขึ้นอุ้มจนตัวลอย หมุนไปรอบหนึ่งด้วยความเอ็นดู
"คิดถึงพี่ชายคนนี้บ้างไหม หืม? เ้าหญิงน้อยของพี่" ลอเรนซ์ถามพลางใช้แก้มคลอเคลียแก้มเนียนนุ่มของเลอาร์อย่างหยอกล้อ
เลอาร์หัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ยกมือเล็กๆ ขึ้นโอบรอบคอพี่ชายอย่างรู้งาน ใบหน้าเงยขึ้นสบตาพี่ชายด้วยรอยยิ้มหวาน "คิดถึงสิคะ ท่านพี่ลอเรนซ์! คิดถึงที่สุดเลย!" เธอยังคงตีบทคุณหนูน้อยผู้น่ารักได้อย่างไร้ที่ติ
‘เหวอ! ไอ้พี่บ้าซิสค่อนนี่! จู่ๆ ก็มาอุ้มกันได้ไงวะ อึดอัดนะเฟ้ย! ปล่อยลงเดี๋ยวนี้!’ เสียงกรีดร้องโวยวายดังอยู่ในใจ แตกต่างจากท่าทางภายนอกโดยสิ้นเชิง แม้จะคุ้นเคยกับนิสัยรักน้องสาวเข้ากระดูกดำของพี่ชายคนนี้ แต่การถูกอุ้มแบบไม่ทันตั้งตัวก็ยังทำให้มาวินในร่างเลอาร์รู้สึกหงุดหงิดอยู่ลึกๆ
เลอาร์กัดฟันอดทนกับความอึดอัดที่ถูกอุ้มอยู่ แต่ในใจก็รู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่หาได้ยาก เธอซบหน้าลงกับไหล่กว้างของพี่ชาย ทำเสียงออดอ้อนเหมือนลูกแมว
"ท่านพี่ลอเรนซ์... เอ่อ... เลอาร์มีเื่อยากจะขอร้องท่านพี่หน่อยได้ไหมคะ?" ดวงตาสีฟ้าใสช้อนมองพี่ชายอย่างมีความหวัง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างประหม่า
ลอเรนซ์คลายวงแขนลงเล็กน้อยแต่ยังคงอุ้มเธออยู่ เขายิ้มกว้างอย่างใจดี
"ได้สิจ๊ะ! เ้าหญิงน้อยของพี่อยากได้อะไรบอกมาได้เลย ต่อให้เป็หัวัหรือดาวบนฟ้า พี่ก็จะหามาให้!" เขาประกาศอย่างมั่นใจตามสไตล์พี่ชายผู้พร้อมทำทุกอย่างเพื่อน้องสาว
"ไม่ได้อยากได้อะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอกค่ะ..." เลอาร์ส่ายหน้าเบาๆ แก้มขึ้นสีระเรื่อ "คือ... เลอาร์แค่อยากให้ท่านพี่... สอนวิชาดาบให้หน่อยได้ไหมคะ?"
คำขอที่ไม่คาดคิดทำให้รอยยิ้มของลอเรนซ์ชะงักค้างไปทันที เขาค่อยๆ วางเลอาร์ลงบนพื้นอย่างแ่เบา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความแปลกใจและไม่เห็นด้วย "สอนวิชาดาบ? น้องจะเรียนไปทำไมกันเลอาร์น่า? มันไม่จำเป็สำหรับคุณหนูอย่างน้องเลยนะแถมยังอันตรายอีกด้วย พี่นะไม่อยากเห็นน้องต้องาเ็แม้แต่น้อยนะ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง
เห็นพี่ชายเริ่มมีท่าทีปฏิเสธ เลอาร์ก็ใช้ไม้ตายทันที ดวงตาสีฟ้าใสเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ริมฝีปากเบะออกเล็กน้อยพร้อมเสียงสั่นเครือ "แต่... แต่ท่านพี่เพิ่งบอกเองว่าจะหาทุกอย่างมาให้เลอาร์... ท่านพี่โกหกเลอาร์เหรอคะ?" น้ำตาหยดใสค่อยๆ ไหลลงอาบแก้ม
ภาพน้องสาวสุดที่รักกำลังร้องไห้เพราะตนเอง ทำให้ลอเรนซ์ร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้น้องสาวอย่างอ่อนโยน
"โอ๋ๆๆ ไม่เอานะคนดี พี่ไม่ได้โกหกนะ ไม่ได้โกหกจริงๆ" เขารีบปฏิเสธทันควัน "ก็ได้ๆๆ พี่สอนให้ก็ได้! แต่แค่พื้นฐานพอนะ! เอาแค่พอให้น้องใช้ป้องกันตัวได้ในยามฉุกเฉินก็พอ ตกลงไหม?"
เลอาร์หยุดร้องไห้ทันที เปลี่ยนเป็รอยยิ้มกว้างอย่างดีใจ สวมกอดคอพี่ชายแน่น "จริงนะคะ! ท่านพี่ใจดีที่สุดเลย! เลอาร์รักท่านพี่ที่สุดในโลก!"
‘หลอกง่ายชะมัด! ไอ้พี่ชายซิสค่อนเอ๊ย แค่บีบน้ำตานิดหน่อยก็ยอมหมดแล้ว เหอะๆ แผนขั้นแรกสำเร็จ!’ แม้ภายนอกจะแสดงความรักและความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง แต่ในใจของมาวินกำลังหัวเราะเยาะในความง่ายดายของการควบคุมพี่ชายผู้คลั่งไคล้น้องสาวคนนี้
"โอเค งั้นตามพี่มาที่สนามฝึกซ้อมเลย" ลอเรนซ์ยืดตัวลุกขึ้น ยื่นมือไปจูงมือน้องสาว
"แต่สัญญากับพี่ก่อนนะ ถ้าเหนื่อยหรือรู้สึกไม่ไหวเมื่อไหร่ ต้องบอกพี่ทันที ห้ามฝืนเด็ดขาด เข้าใจไหม?" เขาเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"ค่า ท่านพี่" เลอาร์ตอบรับเสียงใส เดินตามแรงจูงของพี่ชายไปยังสนามฝึกซ้อมส่วนตัวของตระกูลที่อยู่ด้านหลังคฤหาสน์
เมื่อมาถึงสนามฝึกซ้อมที่กว้างขวาง ลอเรนซ์ก็เดินตรงไปยังชั้นวางอาวุธ หยิบดาบไม้สำหรับฝึกซ้อมออกมาสองเล่ม ส่งเล่มที่เล็กกว่าให้เลอาร์ ก่อนจะจับดาบของตัวเองมั่น
"เอาล่ะ ดูพี่ให้ดีนะ นี่คือท่าตั้งการ์ดพื้นฐาน" ลอเรนซ์เริ่มสาธิตท่าทาง เขายืนแยกขาเล็กน้อยก่อนย่อตัวลงถือดาบไม้ด้วยสองมือในระดับอก "จากนั้น ลองเหวี่ยงดาบลงตรงๆ แบบนี้" เขาเหวี่ยงดาบไม้ในมือเป็แนวตั้งตรงลงมาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น "จำไว้นะ ต้องควบคุมน้ำหนักดาบและรักษาสมดุลของร่างกายให้ดี ลองทำตามดูสิ พี่จะคอยดูอยู่ใกล้ๆ เอง"
เลอาร์พยักหน้ารับ จับดาบไม้ในมือตามที่พี่ชายบอก ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ เล็กน้อยในตอนแรก แต่เพียงชั่วพริบตา เธอก็ปรับท่าทางได้อย่างถูกต้อง ยืนตั้งการ์ดได้มั่นคงราวกับฝึกฝนมานาน จากนั้นจึงลองเหวี่ยงดาบลงตามที่เห็น
ฉับ!
เสียงดาบไม้แหวกอากาศดังฟังชัด การเคลื่อนไหวสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่ว่าจะองศาการเหวี่ยง การถ่ายน้ำหนักหรือการรักษาสมดุล ทุกอย่างเป๊ะเหมือนจับวางั้แ่ครั้งแรกที่ลอง!
ลอเรนซ์ที่ยืนดูอยู่ถึงกับตาค้าง อ้าปากหวอเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง
"ห...หา? ทำได้เลยเหรอ?" เขาไม่คิดว่าน้องสาวที่ไม่เคยจับดาบมาก่อนจะทำท่าพื้นฐานได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ เขาใช้เวลาเป็สัปดาห์กว่าจะทำได้แบบนี้ตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ
"เอ่อ... เก่งมากเลอาร์! น้องพี่หัวไวจริงๆ ด้วย!" เขาเอ่ยชม พยายามกลบเกลื่อนความทึ่ง "งั้น... ลองท่าต่อไปเลยแล้วกัน ลองรับดาบดูนะ"
ลอเรนซ์เริ่มสาธิตท่ารับดาบ การปัดป้องและการเคลื่อนไหวเท้าที่ซับซ้อนขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะสอนท่าไหน เทคนิคอะไร เลอาร์ก็สามารถเรียนรู้และทำตามได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์แบบจนน่าเหลือเชื่อ ท่วงท่าของเธอลื่นไหล เฉียบคมและแม่นยำราวกับปรมาจารย์ดาบมาเอง ไม่เหลือเค้าคุณหนูผู้อ่อนแอแม้แต่น้อย
ยิ่งสอน ลอเรนซ์ก็ยิ่งตกตะลึงในพร์อันน่าทึ่งของน้องสาว
'นี่มัน... อัจฉริยะชัดๆ!' เขาคิดในใจ
'การเรียนรู้เร็วขนาดนี้ ความเข้าใจในท่วงท่าดาบที่ลึกซึ้งขนาดนี้... หรือว่าเลอาร์จะมีพร์ด้านดาบยิ่งกว่าเราเสียอีก?' ความคิดนั้นทำให้เขาทั้งภูมิใจและเสียดายในเวลาเดียวกัน 'น่าเสียดาย... น่าเสียดายจริงๆ ที่น้องดันเกิดมาเป็ผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงได้เป็อัศวินที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์แน่ๆ'
แต่ในขณะผู้เป็พี่ชายกำลังชมน้องสาวอย่างภูมิใจ ตัดมาที่เลอาร์…
‘หึ... ค่อยสมกับที่แอบหนีไปฝึกซ้อมคนเดียวในป่าหลังคฤหาสน์มาตั้งหลายปีหน่อย’ เลอาร์คิดในใจพลางซ่อนรอยยิ้มพอใจไว้ภายใต้ใบหน้าที่แสร้งทำเป็เหนื่อยหอบเล็กน้อย ‘ดูท่าทางใของเ้าพี่ซิสค่อนนั่นสิ คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าน้องสาวสุดที่รักของแกไม่ได้จับดาบเป็ครั้งแรกอย่างที่คิด หลงทึ่งในพร์จอมปลอมนี่ไปซะเถอะ! แค่นี้ก็น่าจะเปิดประเด็นได้ง่ายขึ้นแล้ว’
เธอแกล้งปาดเหงื่อบนหน้าผาก หายใจหอบเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชายด้วยแววตาเป็ประกาย "ท่านพี่ลอเรนซ์... เป็ยังไงบ้างคะ? เลอาร์พอจะใช้ได้ไหม?"
ลอเรนซ์ยังคงอยู่ในอาการทึ่งไม่หาย เขาเดินเข้ามาหาน้องสาวก่อนตบไหล่เล็กๆ นั้นเบาๆ ด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง "ใช้ได้เหรอ? นี่มันเรียกว่าเก่งมากๆ ต่างหากเลอาร์! เก่งกว่านักเรียนนายร้อยทุกคนที่พี่เคยฝึกสอนมาเสียอีก! พี่ไม่เคยเห็นใครเรียนรู้ได้เร็วและทำได้ดีขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประทับใจอย่างปิดไม่มิด
ได้ยินคำชมขนาดนั้น เลอาร์ก็ฉวยโอกาสทันที ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมองพี่ชายอย่างแน่วแน่ "ถ้างั้น... ถ้าเลอาร์เก่งขนาดนี้..." เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะถามคำถามที่เตรียมไว้ "หนูสามารถเป็อัศวินที่เก่งกาจเหมือนท่านพี่ได้ไหมคะ?"
คำถามนั้นเหมือนน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่ลอเรนซ์อย่างจัง ความชื่นชมยินดีบนใบหน้าเขาชะงักงันไปทันที แววตาฉายความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาอึกอักเล็กน้อยก่อนพยายามหาคำพูดที่เหมาะสม
"เอ่อ... คือ... เลอาร์น่า เื่นั้นมัน..." เขาหลบสายตาน้องสาวเล็กน้อย
"มันคง... เป็ไปไม่ได้หรอกนะ" น้ำเสียงของเขาแ่ลง เต็มไปด้วยความเสียดายและเหมือนจะยอมรับในกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
"ทำไมล่ะคะ!?" เลอาร์แสร้งทำเสียงดังขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เข้าใจ ใบหน้าฉายแววไม่พอใจและสับสน
"ก็ท่านพี่บอกเองว่าหนูเก่ง! เก่งกว่าทุกคนที่ท่านพี่เคยสอน! แล้วทำไมจะเป็อัศวินเหมือนท่านพี่ไม่ได้ล่ะคะ!?" เธอใช้โทนเสียงเหมือนเด็กที่กำลังจะงอแงเต็มที่
ลอเรนซ์ถอนหายใจเบาๆ ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับน้องสาว พยายามเลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ฟังพี่นะ เลอาร์น่า..." เขาวางมือบนไหล่เล็กๆ อย่างปลอบประโลม "ที่น้องเป็อัศวินไม่ได้... ก็เพราะว่าน้องเป็ผู้หญิงนะ"
เขาเห็นแววตาต่อต้านในดวงตาน้องสาวจึงรีบอธิบายต่อ "ตามธรรมเนียมและกฎของอาณาจักรเรา มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับตำแหน่งอัศวิน มันเป็แบบนี้มานานแล้วและมันก็ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาลอยๆ นะ"
ลอเรนซ์พยายามอธิบายเหตุผล "ในแง่ของการรบ ผู้ชายมักจะมีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่ได้เปรียบกว่าในการต่อสู้ระยะประชิดที่ต้องใช้พละกำลังมาก รวมถึงความสะดวกในการเดินทางไกลหรือการตั้งค่ายพักแรมในสมรภูมิด้วย มัน... มันสะดวกกว่าสำหรับผู้ชายในหลายๆ ด้าน"
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าใสของน้องสาว "พี่รู้ว่าน้องมีพร์ด้านดาบที่น่าทึ่งมากจริงๆ พี่ไม่เคยเห็นใครเก่งเท่าน้องมาก่อนเลย แต่น่าเสียดายที่พร์เพียงอย่างเดียวก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่สืบทอดกันมานานนี้ได้" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างแท้จริง
เห็นสีหน้าน้องสาวเริ่มไม่ดี ลอเรนซ์จึงรีบเสนอทางเลือกอื่น "แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าน้องชอบการต่อสู้จริงๆ น้องก็ยังมีทางเลือกอื่นนะ พี่ได้ยินมาว่าน้องก็มีพร์ด้านเวทมนตร์ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลยนี่นา ลองมุ่งไปทางสายจอมเวทดูสิ! ลองคิดดูสิ ใช้ทั้งเวทมนตร์โจมตีระยะไกล แล้วก็ใช้ดาบป้องกันตัวระยะใกล้ได้ด้วย มันต้องเท่มากๆ เลยนะ! ไม่แพ้อัศวินเลย!" เขาพยายามชี้ชวนให้น้องสาวเห็นถึงความน่าสนใจของเส้นทางอื่น
‘จอมเวทงั้นเหรอ? เหอะ! ไม่ใช่เฟ้ย! สิ่งที่ฉัน้าคืออัศวิน! อัศวินสาวในชุดเกราะเต็มยศ! ไม่ใช่จอมเวทถือไม้เท้า! ไอ้พี่บ้า แกไม่เข้าใจอะไรเลย!’ เลอาร์กรีดร้องอยู่ในใจ แม้ภายนอกจะเริ่มเงียบลง แต่ภายในความคิดกลับยิ่งต่อต้านข้อเสนอของพี่ชายอย่างรุนแรง
ก่อนที่เลอาร์จะได้ทันเอ่ยคำใดๆ เพื่อโต้แย้งเหตุผลของลอเรนซ์ เสียงทุ้มลึกที่ทรงอำนาจกว่าก็ดังแทรกขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของสนามฝึกซ้อม
"ลอเรนซ์พูดถูกต้องแล้ว เลอาร์น่า"
ทั้งเลอาร์และลอเรนซ์หันไปมองตามเสียงนั้นทันทีที่ทางเข้าสนามฝึกซ้อม ปรากฏร่างของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกมองมา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย มีเค้าโครงคล้ายคลึงกับลอเรนซ์อย่างเห็นได้ชัด แต่ดูเป็ผู้ใหญ่กว่าและมีผมสีดำเหมือนผู้เป็พ่อ ดวงตาสีอำพันฉายแววสุขุม ลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เขาสวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มปักด้ายทองอย่างประณีต บ่งบอกถึงยศถาบรรดาศักดิ์ที่สูงส่ง
เขาคือ 'อเลสเตอร์ เดอ วาเลนเทีย' พี่ชายคนโตสุดของเลอาร์และลอเรนซ์ เป็ทั้งผู้สืบทอดตำแหน่งดยุกแห่งวาเลนเทียคนต่อไปและยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอาณาจักร แม้จะอายุยังไม่ถึงสามสิบปีก็ตาม
อเลสเตอร์เดินเข้ามาหาทั้งสองคนด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นคง สายตาจับจ้องมายังเลอาร์ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันไปทางลอเรนซ์
"หน้าที่ของอัศวินนั้นหนักหนาและอันตรายเกินกว่าที่สตรีบอบบางจะแบกรับได้ กฎเกณฑ์ที่บรรพบุรุษตั้งไว้ย่อมมีเหตุผลเสมอ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
‘มาอีกคนแล้วเรอะ! พี่ชายจอมบงการ! มาถึงก็เข้าข้างไอ้พี่ซิสค่อนนั่นเลยนะ คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย!’ เลอาร์รู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าจนมุมยิ่งกว่าเดิม การปรากฏตัวของพี่ชายคนโตผู้ทรงอิทธิพลและมีเหตุผลเหนืออารมณ์เสมอ ทำให้สถานการณ์ดูจะยากลำบากขึ้นไปอีกขั้น