บทที่ 6 แขกใหม่มาเยือน (รีไรต์)
เช้าวันใหม่มาเยือน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาหลังจากนอนหลับเต็มอิ่ม ก็พบเห็นกลุ่มคนที่ยืนรออยู่ด้านนอก พลันรู้สึกได้ทันทีว่า เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
“เถ้าแก่ คุณตื่นสักที!” อาสยงะโทักทายด้วยความคุ้นเคย “ผมหิวจะตายอยู่แล้ว”
เสียงท้องร้องดังลั่นเหมือนฟ้าผ่า ราวกับจะยืนยันคำพูดของเขา
เธอคลี่ยิ้ม รีบพับแขนเสื้อและสวมผ้ากันเปื้อน “ฉันกำลังจะเตรียมของพอดี วันนี้มีเนื้อตุ๋นด้วยนะคะ จานละห้าคริสตัล รับไหมคะ”
ก่อนที่กู้ไฮว่ถิงจะทันเอ่ยปาก อาสยงก็รีบตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น “เอา ๆๆ!”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัว หันไปถามด้วยท่าทางน่าสงสาร “ลูกพี่ ผมกินได้ไหม”
“...ได้ เอามาห้าสิบที่”
เจียงอี้อิ่นแอบยิ้ม มองออกว่ากู้ไฮว่ถิงรู้สึกจนใจ
วันนี้พวกเขาสั่งอาหารมากกว่าเดิม แต่เธอก็ยังคงทำงานอย่างเป็ระเบียบไม่ยุ่งเหยิง
เธอซื้อเนื้อวัวมายี่สิบห้ากิโลกรัม หลังจากล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็เอาลงไปตุ๋นในน้ำพะโล้ จากนั้นก็ผสมแป้งทำเจียนปิ่ง ตั้งกระทะให้ร้อน แล้วก็เปิดเครื่องทำน้ำเต้าหู้ทั้งหมด
ไม่นานนักเจียนปิ่งร้อน ๆ ก็ถูกยกออกจากเตา ชายฉกรรจ์ที่กำลังรออาหารก็เริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ไม่นานนัก กลิ่นหอมรุนแรงก็แผ่เข้าครอบคลุมโสตประสาทของทุกคน อาสยงขยับจมูกฟุดฟิดสูดดมอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข “พระเ้า กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมหอมจัง ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเมาเลย”
แม้คนอื่น ๆ จะพยายามทำตัวเป็ปกติ แต่ดวงตาก็เป็ประกาย สายตามองไปรอบ ๆ เหมือนหมาป่าที่หิวโหย
ทุกคนมองไปที่หม้อพะโล้ อาสยงกลืนน้ำลายพลางบ่นพึมพำ “เถ้าแก่ เนื้อตุ๋นจะเสร็จเมื่อไหร่ครับ”
“อีกนานค่ะ” เธอส่ายหัวพร้อมคลี่ยิ้ม “อีกสักสี่ชั่วโมงเห็นจะได้”
จริง ๆ แล้วสี่ชั่วโมงสำหรับผู้มีพลังพิเศษที่ต้องออกไปทำภารกิจนานหลายวันนั้น ไม่นับว่านานเลย แต่ในขณะนี้ กลิ่นหอมที่ลอยอยู่ในอากาศก็ราวกับตะขอเล็ก ๆ ที่คอยเกี่ยวกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว ทุก ๆ นาทีเป็เหมือนการทรมาน
เมื่อวานยังรู้สึกว่าเจียนปิ่งเป็ของที่อร่อยที่สุดในชีวิต แต่วันนี้มองดูเจียนปิ่งในมือก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่ากินเลย
กู้ไฮว่ถิงเป็คนที่สุขุมที่สุดในบรรดาชายหนุ่มทั้งสาม แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังหม้อพะโล้หลายครั้ง
ครู่หนึ่งกลิ่นหอมของน้ำพะโล้ก็ยิ่งหอมเข้มข้นขึ้น เขาจึงพูดอย่างหนักแน่นว่า “ไปเดินเล่นแถว ๆ นี้กันก่อนเถอะ ภารกิจของเรายังไม่มีเบาะแสอะไรเลย”
พวกเขาบอกกับเธอว่า “เถ้าแก่ อีกสี่ชั่วโมงพวกเราจะกลับมานะ”
เธอรู้ว่าการออกไปทำภารกิจของพวกเขาเป็เพียงข้ออ้าง หลัก ๆ แล้วคือหาทางหนีจากความทรมานนี้ เธอจึงยิ้มรับคำ
กู้ไฮว่ถิงรีบต้อนทุกคนออกไปราวกับฝูงเป็ด พอเดินห่างออกมาได้หน่อยก็พูดขึ้นว่า “กลิ่นหายไปแล้ว”
พอทุกคนกลับมาได้สติ ก็เป็ซุนเฮาที่ใร้องออกมาว่า “เป็ไปได้ยังไง”
อาสยงพยายามสูดจมูกดมกลิ่น เพราะพลังพิเศษของเขาคือจมูกดีกว่าคนทั่วไป ครู่ต่อมาเขาก็สรุปว่า “ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย”
กู้ไฮว่ถิงหัวเราะเบา ๆ “ร้านขายเจียนปิ่งนี่ช่างมหัศจรรย์เสียจริง”
เขาหันกลับไปมองด้านหลัง ความจริงถ้ามองลอดช่องว่างของต้นไม้ไปก็ยังเห็นราง ๆ ว่ามีร้านขายเจียนปิ่งตั้งอยู่ แต่เหมือนกับมีกำแพงโปร่งใสมากั้นพวกเราเอาไว้ กู้ไฮว่ถิงรู้สึกเหมือนกับร้านเล็ก ๆ นั่นอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
แต่ไม่ทันขาดคำภาพของเจียงอี้อิ่นที่กำลังยุ่งวุ่นวายก็ปรากฏขึ้น ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจริงขึ้นมา
กู้ไฮว่ถิงตั้งสติแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ ไปหาเบาะแสกัน”
ทุกคนรีบเดินเข้าไปในป่าทันที อาสยงบ่นพึมพำ “พวกชางซิ่งคงจะรับงานนี้เหมือนกัน พวกเราจะยอมแพ้ไม่ได้”
“แปลกชะมัด นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ภารกิจยังไม่มีความคืบหน้าเลย” ซุนเฮาพูดพลางขมวดคิ้ว
“ตราบใดที่ภารกิจยังไม่ถูกยกเลิก แปลว่าเรายังมีโอกาส” กู้ไฮว่ถิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกเราแค่พยายามให้เต็มที่ก็พอ”
อาสยงเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “ทางนั้นบอกว่าเด็กหาย พวกเขาเห็นเราเป็เด็กอมมือหรือไง ผมว่ามันต้องมีเงื่อนงำแน่!”
ซุนเฮาหัวเราะเยาะ “ถุย...คุณอาสยงของพวกเราฉลาดขึ้นแล้วเหรอเนี่ย”
ทั้งสองคนเล่นหยอกล้อกันทันที
“พอได้แล้วน่า ที่นี่พื้นที่อันตรายระดับ C เราอย่าประมาท” กู้ไฮว่ถิงปรามพวกเขาก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ป่าอันเงียบสงบอย่างระแวดระวัง
……
เจียงอี้อิ่นตักเนื้อวัวที่เปลี่ยนสีขึ้นจากหม้อตุ๋น รอจนเย็นแล้วค่อยนำกลับไปตุ๋นเป็ครั้งที่สอง
น้ำเต้าหู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องทำน้ำเต้าหู้ที่อัปเกรดใหม่สามารถทำน้ำเต้าหู้ได้ปริมาณมากขึ้นในคราวเดียว ช่วยเธอประหยัดเวลาไปได้เยอะ
แต่เจียนปิ่งยังเหลืออีกหลายสิบแผ่น เธอตักแป้งเตรียมจะเทลงบนกระทะ ร่างของคนหลายคนก็ปรากฏขึ้นบนถนนเล็ก ๆ
เมื่อสังเกตดู เธอก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เบื้องหน้าคือผู้หญิงสี่คน เพราะเธอไม่กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย จึงนับเป็ครั้งแรกที่เธอได้พบกับเพศเดียวกัน
พวกเธอคงสังเกตเห็นบ้านหลังน้อยที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางป่าเช่นกัน ดวงตาของทุกคนฉายแววประหลาดใจและระแวดระวัง
ดูเหมือนพวกเธอจะปรึกษากันสักพัก ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะ!” เจียงอี้อิ่นเอ่ยทักทายก่อน “ยินดีต้อนรับสู่ร้านเจียนปิ่งเมืองอาหารอวี้ซานไห่ นี่คือประเภทและราคาของอาหารที่ร้านมีขายค่ะ พวกคุณอยากพักผ่อนกินอาหารสักหน่อยไหมคะ”
ระหว่างที่ทักทายก็แอบสำรวจอีกฝ่ายไปด้วย
ทั้งสี่คนอายุแตกต่างกัน คนที่ดูอายุมากที่สุดน่าจะอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว ส่วนคนที่อายุน้อยที่สุดแก้มยังอวบอิ่มราวกับเด็กทารก อีกสองคนดูเหมือนจะอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ
พวกเธอมีรูปร่างสูงโปร่งและแข็งแรง กล้ามเนื้อขึ้นลอนสวยงามเวลาเคลื่อนไหว ราวกับเป็การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน
เมื่อเทียบกับร่างกายที่ดูบอบบางของตัวเองแล้ว ชวนให้รู้สึกอิจฉาอย่างที่สุด
เด็กสาวทั้งสามคนที่เหลือต่างรู้สึกอยากกินเช่นกัน แต่ความหวาดระแวงของพวกเธอค่อนข้างสูง มีเพียงหญิงที่อายุมากที่สุดเท่านั้นที่เมื่อเห็นอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์ ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
“พี่เจิ้ง!”
เด็กสาวอีกสามคนใมาก รีบกรูเข้าไปถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบากเพื่อปลอบใจเพื่อน ๆ “ฉันไม่เป็ไร แค่นึกถึงเื่ราวในอดีตขึ้นมาน่ะ”
เธอเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ จ้องมองที่เจียงอี้อิ่นครู่หนึ่ง “ก่อนวันสิ้นโลก ฉันก็มีร้านขายเจียนปิ่งเหมือนกัน ทุก ๆ เช้าฉันจะออกไปตั้งร้านตอนตีห้า มีลูกค้าประจำหลายคนที่บอกว่าถ้าไม่ได้กินเจียนปิ่งของฉันในตอนเช้า พวกเขาก็จะรู้สึกว่าวันนั้นไม่มีแรง”
ที่แท้ก็เพราะหวนคิดถึงอดีต
เจียงอี้อิ่นเข้าใจแล้ว คนหนุ่มสาวอาจจะเกิดหลังวันสิ้นโลก พวกเขาจึงไม่มีความรู้สึกอะไรมากนัก แต่สำหรับคนที่เคยผ่าน่เวลาที่สงบสุขมาก่อน พวกเขามักจะเฝ้าฝันถึงชีวิตที่มีความสุขในตอนนั้น
เธอรู้สึกปลงและหยิบเจียนปิ่งเบคอนเนื้อวัวส่งให้ “พี่สาว ลองชิมฝีมือของฉันหน่อยสิ”
จริง ๆ แล้วเจิ้งฮุ่ยเจวียนรู้ดีว่าเธอควรระมัดระวังร้านค้าที่ปรากฏขึ้นอย่างลึกลับในพื้นที่อันตรายระดับ C แต่เธอถูกความทรงจำที่ตายไปแล้วโจมตี กลิ่นหอมของอาหารที่คิดว่าลืมไปแล้วลอยเตะจมูก เธอจึงควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้จริง ๆ
เธอเลยรับถุงกระดาษมา
เจียนปิ่งที่วางทิ้งไว้ครู่หนึ่งมีอุณหภูมิพอดี นิ้วมือของเธอััได้ถึงความร้อนผ่านถุงกระดาษ เธอจึงยกขึ้นกัดโดยไม่รู้ตัว
“พี่เจิ้ง!” เด็กสาวคนหนึ่งรีบคว้าแขนเธอไว้ “อย่ากินมั่วซั่วสิ!”
เด็กสาวทั้งสามคนตอนแรกยังคงหลงใหลไปกับกลิ่นหอมของอาหาร แต่พอเห็นพี่เจิ้งผู้มากประสบการณ์ที่สุดถูก ‘ล่อลวง’ เข้าแบบนี้ พวกเธอก็รู้สึกถึงอันตรายของร้านขายเจียนปิ่งมากขึ้นเป็เท่าตัว สายตาที่มองเจียงอี้อิ่นจึงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เจียงอี้อิ่นเข้าใจความกังวลของพวกเธอ จึงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เอาแบบนี้ แบ่งเจียนปิ่งให้ฉันครึ่งหนึ่ง ฉันจะกินให้พวกคุณดูก่อน!”