59 :เรื่องราวในคืนรอ
[1]
ร่างบางของเด็กสาวนั้นดิ้นไปตลอดทาง ถึงแม้จะโดนชายที่ร่างใหญ่กว่าตัวเองถึงสองคนจับตัวไว้ก็ยังแทบจะเอาไว้ไม่อยู่ แส้...อาวุธประจำตัวของเธอถูกคนพวกนี้เอาไปแล้ว แต่กระนั้นเธอก็ไม่มีวันยอมง่ายๆ หรอก
จนกระทั่งเธอถูกพาตัวมาที่ห้องห้องหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากห้องอื่นๆ มากนัก ด้วยมันเป็นห้องทำงานพร้อมกับห้องพักผ่อนรวมกันของใครบางคน และการตกแต่งก็ดีกว่าที่อื่นๆ นัก ถึงขนาดปูพื้นด้วยพรมสีเหลืองมะนาวสดใส
“ยังพยศเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ เกลลีนา”
เสียงผู้ชายในห้องนั้น ส่งผลให้เกลหยุดดิ้นโดยพลันเมื่อเสียงนั้นช่างคุ้นเคย พร้อมกับที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนเงาผู้ชายที่กำลังผละจากโต๊ะทำงานตรงมาที่เธอ ใกล้มาก...จนเธอเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลแก่คู่นั้นเช่นกัน
“ท่าน...ท่านตนัย” เกลมีสีหน้าหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด จนลืมที่จะดิ้นรนต่อ แม้ตนัยจะสั่งให้คนของเขาปล่อยตัวเธอแล้วออกไปจากห้องนี้แล้วก็ตาม
“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ” ตนัยส่งยิ้มให้เธอที่ตัวสั่นหงึกราวกับจะเป็นไข้
“ทำไมล่ะ” เกลพยายามเอ่ยถาม เพราะนี่คือการเผชิญหน้ากันครั้งแรก หลังจากเหตุการณ์นั้น “ท่านทำแบบนั้นทำไม พาพวกเรามาทำไม”
“ก็พรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์แล้วไม่ใช่เหรอ” คำตอบเหมือนไม่ตรงกับคำถาม ทำให้เกลมองตนัยอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่เขาเดินไปที่โต๊ะซึ่งมีเครื่องทำกาแฟแล้วพวกเครื่องดื่มอย่างอื่นอีก
“ฉันเคยสอนเธอแล้วไม่ใช่เหรอ เกลลีนา” ตนัยฉีกซองชาสำเร็จรูปขณะพูดอยู่ ตอนที่กำลังรินน้ำร้อนใส่ลงไปในกา “วันสงกรานต์ของประเทศนี้คือวันที่ครอบครัวจะกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา”
“ท่านทิ้งเราไปแล้ว!” เกลตะโกนออกมา ตอนที่อีกฝ่ายเทชาในกาลงถ้วยสองถ้วย แล้วยังหันมายื่นถ้วยให้เธอพลางถามว่าเธอจะเอาชามั้ยอีก เหมือนไม่สนใจในสิ่งที่เกลพูดอยู่แม้แต่น้อย “ท่านทิ้งเกลไปแล้ว...” พูดจบก็เหมือนตอกย้ำตัวเอง ราวกับถูกอดีตนั้นทับถมลงมาให้ความรู้สึกเหล่านั้นหวนกลับมาอีก จนเกลทรุดลงไปตรงพื้นพรม
ตนัยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขายืนพิงกับโต๊ะข้างหลัง “ไม่ต้องห่วงนะ อีกสักพัก กีเลนอลก็จะมาถึงนี่แล้วล่ะ”
“พี่กิล?” แล้วเกลก็รู้ได้ในทันที “หมายความว่าเนียร์ก็...”
ตนัยตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเย็นเยือก
“แล้วยังเด็กโรงเรียนนิรารักษ์อีก ท่านตนัย ท่านทำอะไรกับพวกเขา ท่านหลอกใช้แบบที่ทำกับเนียร์งั้นเหรอคะ หรือว่า...ท่านสามารถควบคุมจิตใจของพวกเขาได้”
“ควบคุมจิตใจ? หึๆ จะใช้วิธีนั้นให้ยุ่งยากทำไม กับแค่เครื่องมือกระจิ๊บกระจ้อยพวกนั้น” ตนัยว่า “บอกแล้วไงเกลลีนา ว่านี่มันช่วงที่ครอบครัวควรจะอยู่ด้วยกัน”
“ไม่จริง” เกลรู้สึกว่าเสียงตัวเองเบาโหวงเหลือเกิน รับรู้ได้ว่าสิ่งที่ตนัยสื่อมานั้นคืออะไร “ท่านทำแบบนั้นได้ไง ท่านจับตัวครอบครัวของพวกมางั้นเหรอคะ วิธีแบบนี้มัน...” เล็บนั้นจิกเข้าไปในพรม ร่างสั่นสะท้านด้วยความไม่อยากเชื่อว่าเขาจะกล้าทำวิธีชั่วข้าขนาดนี้
ผู้ชายสองคนที่เป็นคนพาตัวเกลมา กลับเข้ามาในห้องอีกครั้งเมื่อถูกเรียก แล้วจับตัวเด็กสาวที่นั่งอยู่ให้กลับออกไปอีกหน คราวนี้เกลยิ่งดิ้นแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา
“ท่านตนัย! ทำไมท่านถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ ทำไมกัน!” เกลกรีดร้อง มือไขว่คว้าคิดอยากจับตัวอีกฝ่ายไว้ สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำ เมื่อตนัยยังมีท่าทีนิ่งเฉย เกลจึงตัดสินในเรียกเขาด้วยคำนั้น อย่างหวังว่าจะทำให้เขาคนเดิมที่เธอรู้จักนั้นหวนกลับมา
“ท่านพ่อคะ!!”
คำสุดท้ายนั้นหายไปเมื่อบานประตูปิดลงสนิท สีหน้าคนถูกเรียกนั้นเฉยชามากกว่าเดิม ราวกับว่าคำนั้นไม่อาจทำให้คนที่เกลรู้จักกลับมาได้
“ฉันไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่เธอไม่เคยเห็นด้านนี้ของฉันเท่านั้นเอง” ตนัยพึมพำ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
พวกโมตกใจ เมื่อจู่ๆ ประตูห้องก็เปิดผางเข้ามา พร้อมกับร่างๆ หนึ่งถูกโยนมาด้วย เป็นคนที่พวกเธอกำลังเป็นห่วงอยู่พอดี
“เกล!” โมกับเพียวเข้าไปดูว่าเธอบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า เพราะท่าทางเกลดูสภาพย่ำแย่เหลือเกิน ถึงกระนั้นเกลก็ยังฝืนลุกขึ้นมาเล่าเรื่องทั้งหมดว่าทำไมพวกเล็ทถึงได้ทำแบบนี้ นั่นยิ่งทำให้พวกเขากังวลหนักขึ้นไปอีก ว่าอาจไม่ได้มีแค่พ่อแม่ของพวกเล็ทเท่านั้นที่ถูกจับตัวมา
ฟิวส์ทุบผนังห้อง “ไอ้บ้านั่น” สีหน้าของเขาไม่อาจบอกได้ว่ากำลังเป็นห่วงหรือว่าอะไรกันแน่
“ขอโทษนะคะ” เกลพูดเสียงแหบแห้ง “มันเป็นเพราะพวกฉัน พวกคุณถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้”
ทว่าการทำแบบนั้น ฟิวส์กลับยิ่งหงุดหงิด “ไม่ได้มีใครโทษเธอซะหน่อย จะมาขอโทษทำไม”
“ใช่แล้วเกล พวกเราไม่ได้คิดว่าเธอผิดเลยนา” โมพยายามจะปลอบ แต่ก็ล้มเหลวเต็มที เมื่อตอนนี้เกลกำลังตั้งต้นร้องไห้ไม่หยุด
“ปัดโธ่เว้ย! พวกผู้หญิง” ฟิวส์สบถ
“ฟิวส์ นายอย่าเพิ่งหงุดหงิดได้มั้ย ไม่ได้มีอะไรบอกซะหน่อยว่าแม่ของนาย...”
“เหมือนกันหมดนั่นแหละ” ฟิวส์ไม่ได้ฟัง “ทำอะไรไม่ได้ก็เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว ฉันยังไม่ได้โทษเธอเลยสักคำ” แล้วเขาก็เข้าไปกระชากแขนเกล จนเพียวถลึงตาใส่ แต่เขาไม่สนใจ ตวาดใส่ “จะเลิกร้องได้รึยัง!”
“ขอโทษค่ะ” เกลยังพูดคำเดิม น้ำตาไหลพรากก่อนจะกำเสื้อฟิวส์ไว้แน่น “มันเป็นเพราะฉัน ถ้าวันนั้นฉันรั้งท่านตนัยเอาไว้ได้ ถ้าฉันหยุดเขาเอาไว้ได้...มันคงไม่เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ฮึ่ก! ขอโทษนะคะ”
ฟิวส์ทำตัวไม่ถูกเมื่อมีผู้หญิงเข้ามาร้องไห้แบบนี้ จับตัวไว้แน่นราวกับต้องการแหล่งที่พักพิง เขาทำท่าจะผลักเธอออกไป แต่โชลกลับยั้งมือเขาไว้แล้วส่ายหน้า ราวกับจะบอกให้เขาปล่อยให้เกลทำแบบนั้นต่อไปเถอะ
คนหัวส้มก้มลงมองร่างเล็กที่ยังส่งเสียงสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด แล้วพยายามปล่อยตัวให้เด็กสาวยึดเขาเป็นหลักตามสบาย ทั้งที่ในใจรู้สึกสับสนว่าหากผู้หญิงคนนั้นถูกจับมาจริงๆ เขาควรจะทำอย่างไรดี
“...เธอ...นี่หนู...”
ความหนักหัวจนแม้แต่ตาก็ยังลืมไม่ขึ้น สติมึนงงแต่ก็ยังพอจะจับได้ว่ามีใครกำลังเรียกอยู่ แล้วไม่กี่วินาทีต่อมา ก็เกิดเสียงตบดังฉาด ทำเอาคนที่เพิ่งได้สติรับรู้ว่าตัวเองถูกใครบางคนตบหน้า
“คุณอรรคเดช!” เสียงผู้หญิงที่คอยปลุกเขาเมื่อกี้ร้องด้วยความตกใจ
“ก็ถ้าปลุกดีๆ ไม่ได้ผล ก็ต้องรุนแรงหน่อยล่ะ” เสียงเข้มของผู้ชายพูด น้ำเสียงนิ่งนั้นแฝงไปด้วยความหึงหวง ทำให้คนที่ยังหลับตาอยู่รู้ตัวว่ากำลังนอนตักใครสักคนอยู่
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ยอมลืมตา พร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้น มือจับลูบหัวที่ยังคงหนักอยู่
“ตื่นแล้วเหรอ พวกเรากำลังเป็นห่วงเธออยู่พอดีเลยว่าเป็นอะไรรึเปล่า” เสียงผู้หญิงคนเดิมพูดด้วยความอารี แต่ทินมั่นใจว่าคำว่า ‘พวก’ เราที่เธอพูดถึงนั้น คงไม่ได้รวมไปถึงคนที่ตบหน้าเขาเมื่อกี้
หนุ่มผมสองสีสะบัดหัวไล่ความมึนงงออกไป ก่อนจะลืมตามองสิ่งรอบตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือ ใบหน้าดุ นิ่งราวกับรูปปั้นสลักของชายตรงหน้าที่ชันเข่ามองเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร ก่อนจะมองเลยไปรอบๆ เห็นผู้ใหญ่อีกหลายคนอยู่ด้วยเช่นกัน ภายในห้องรับรองที่เหมือนห้องบอลลูนเวลามีงานเลี้ยง มีโต๊ะยาวจัดวางอาหารเรียงราย แล้วก็บาร์เครื่องดื่มอยู่ตรงกันข้ามกัน ทั้งโต๊ะและรอบห้องถูกตกแต่งด้วยผ้าสีขาวมุกและครีมนวลตา เป็นสถานที่ที่ดูดี ทว่าแต่ละคนกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายกับสิ่งที่เป็นอยู่เลยสักคน
“ที่นี่...”
ทินจัดเรียงความคิดใหม่ นึกทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าที่เขาจะหมดสติ จำได้ว่าพวกเล็ทนัดไปเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เตรียมอาหารคอยไว้อย่างดี พวกเขาก็กินกันอย่างไม่ทันได้ระวัง มานึกสงสัยเอาก็ตอนที่สังเกตเห็นว่าพวกนั้นไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเลย กว่าจะตั้งตัวได้ทันก็หมดสติลงแล้ว
“ไอ้เจ้าเตี้ยแคระนั่น!” ทินหงุดหงิด ตระหนักได้ว่าตัวเองถูกหลอก
“นั่น...หมายถึงเล็ทรึเปล่า” ผู้หญิงข้างตัวเขาเอ่ยถาม ทินหันมองแล้วพบว่าเธอมีเค้าหน้าแบบเดียวกันกับเจ้าเตี้ยนั่นชัดๆ แบบที่แค่มองก็รู้ได้ว่ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแน่นอน ส่วนคนที่ทำท่าหวงก้างอยู่นั่นก็คงจะเป็นพ่อสินะ
“อย่าบอกนะว่าลูกชายคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” น้ำเสียงกล่าวหาของผู้ชายอีกคนที่เดินวนไปวนมาหันมามองสองสามีภรรยาแบบจะกินเลือดกินเนื้อ “นึกไว้แล้วไม่มีผิด ว่าที่บอกว่าจะไปเข้าค่ายอะไรนั่นมันโกหกทั้งเพ ผมไม่น่าให้ลูกสาวคบกับลูกชายคุณเลยจริงๆ”
“แล้วคิดว่าผมอยากให้ลูกชายตัวเองไปคบกับเด็กผู้หญิงที่ไปย้อมผมเป็นสีม่วงประหลาดๆ นั่นหรือไง คุณเลิศฤทธิ์”
“ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายคุณ คิดเหรอว่าริสของฉันจะกล้าทำอะไรแบบนั้น” ถึงคราวภรรยาของเลิศฤทธิ์ออกมาโต้บ้าง แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อทินเห็นผู้หญิงข้างตัวเขาลุกขึ้นตอบกลับ
“ความจริงแล้วฉันชอบนิสัยของลูกสาวคุณนะ แต่ถ้าคุณไม่รู้จักยอมรับตัวตนของลูกตัวเอง ก็อย่ามาโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นสิคะ”
ตอนนี้เองที่ทินเห็นชายร่างใหญ่บึกบึนผิวเข้ม รอยสักเต็มตัวก้าวเข้ามากลางวง ทินเห็นพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมายังลูกอย่างชัดเจน ไม่บอกก็รู้ว่านี่คือพ่อของโลมอย่างไม่ต้องสงสัย เสียงห้าวนั้นดังกลบคนอื่น
“งั้นที่ลูกชายข้าทำตัวหน่อมแหน้มแบบนั้น ก็เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเอ็งสินะ”
มันคงทำให้ใครหลายคนกลัวมากกว่านี้ หากไม่ใช่เพราะทุกคนนั้นอารมณ์เสียกันอยู่ จึงได้แต่จ้องตาไม่ยอมลดละ ไม่ยอมแพ้แก่กัน
ทินมองเหล่าบรรดาผู้ปกครองแต่ล่ะคนเถียงกันไป ข้ามหัวกันมา... เขาว่าถ้าเจอคนบ้ากว่า ก็จะบ้าไปออก ถ้าเจอคนหงุดหงิดมากกว่าแบบนี้ ทินก็ชักจะเริ่มมองว่าฉากตรงหน้าก็ดูสนุกดีเหมือนกัน เมื่อแต่ล่ะคนต่างพากันโทษว่าที่ลูกตัวเองเป็นแบบนี้ก็เพราะคนอื่น..ลูกคนอื่น..พ่อแม่คนอื่น โดยไม่มีใครคิดโทษตัวเองที่มีอิทธิพลต่อลูกของตัวเองมากที่สุดเลยสักคน
เห็นผู้ปกครองพวกนี้แล้ว หนุ่มผมดำแซมทองก็พอจะเดาแผนการของคนที่จับตัวพวกเขามาได้...ไม่ได้มีวิธีเดียวที่จะสามารถควบคุมเด็กพวกนี้ได้นี่นะ...ในเมื่อมีครอบครัวอันเป็นที่รักมาไว้ในกำมือ ใครมันจะไปกล้าหือใส่...ยังดีที่ตัวเขาอยู่ร่วมทางด้วย ไม่อย่างนั้นมีหวังกุลกับสันคงต้องมาประสบชะตากรรมเดียวกันกับคนพวกนี้
จากเท่าที่เห็น รู้สึกจะมีพ่อแม่องเล็ทและของริส พ่อของโลมเท่านั้นที่ถูกจับตัวมา...ทินคิดในใจ หันมองรอบๆ ก่อนได้เจอผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง ทำให้เขานึกสงสัย จะว่าเป็นแม่ของโลมก็ไม่น่าใช่ จึงลองเข้าไปใกล้ๆ เพื่อสังเกต
ยิ่งเข้าไปใกล้ ทินยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ ผมยาวรุงรังปิดหน้าตา ผิวขาวซีด ร่างผอมบางเหมือนคนอดอาหารนั้นโยกตัวเองไปมา เมื่อมองผ่านเส้นผมยาวนั้น ก็เจอกับขอบตาดำลึกเหมือนอดนอนมาหลายอาทิตย์ สายตาที่ดูล่องลอยและล่อกแล่กไม่อยู่สุข ริมฝีปากก็พึมพำบางอย่างไม่หยุด ที่ทินได้ยินแต่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซ้ำไปซ้ำมาราวกับปลอบตัวเองอยู่
ใคร?...คำถามนี้ผุดขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้เป็นคนสำคัญของใครกัน ถึงได้ถูกพาตัวมา
จะหันไปถามคนที่เหลือก็ยังเอาแต่ทะเลาะกันไม่หยุด....เป็นเรื่องปกติ เจอสถานการณ์แบบนี้เข้าไป สภาพจิตใจจะแปรปรวนง่าย ยิ่งโดยเฉพาะพ่อแม่ของพวกนี้ คงจะไม่รู้แน่นอนว่าลูกของตัวเองกำลังเจอกันอะไรอยู่
ทินมองภาพตรงหน้าแล้วก็ถอนหายใจออกมา บางทีเขาควรจะบอกความจริงว่าตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับอะไร เผื่อจะมีสติช่วยคิดหาทางกันบ้าง ไม่ใช่มาทะเลาะโทษนู่นโทษนี่กันอยู่ได้
“ขอโทษนะครับ” ทินตะโกน หวังว่าจะมีสักคนรับฟัง แต่กลายเป็นว่าลองเรียกอีกเป็นครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ก็ยังไม่มีใครหันมอง จนทินชักจะคิ้วกระตุก...คิดว่าเขาเป็นเด็ก เลยไม่คิดสนใจกันเลยรึไง
ห้ามผู้ใหญ่มันยากกว่าการไปปราบปรามเด็ก แต่สายตาของทินก็เหลือบไปเจอของดีเข้าพอดี ทินยิ้มมุมปาก ก่อนเดินตรงไปหามันอย่างไม่ลังเล
เวลาต่อมาอีกเพียงไม่นาน ระหว่างที่พวกผู้ใหญ่เถียงกันอยู่ ซึ่งเหมือนจะข้ามเรื่องไปเรื่องธุรกิจกันไปแล้ว จู่ๆ ทั้งหมดก็หยุดโดยพลันแล้วเอามือปิดหูแทน เมื่อเสียงเพลงดังกระหึ่มออกมาจากลำโพง
“อะไรเนี่ย!” เลิศฤทธิ์ตะโกน ทุกคนต่างหันไปที่ต้นเหตุทันที แล้วก็ได้เจอเด็กหนุ่มที่ตอนนี้คว้าไมค์ขึ้นมาร้องเพลงเรียบร้อยแล้ว ความจริงเสียงมันก็ดีอยู่หรอก แบบที่ว่าพวกวัยรุ่นได้ยินต้องร้องเฮแล้วเต้นตามด้วยความันส์ แต่ด้วยในห้องนี้มันมีแต่ผู้ใหญ่ในยุคสมัยสุนทราภรณ์ ทำให้เสียงร็อคกลองรัวแบบนี้เป็นเสียงนรกกวนประสาทดีๆ นี่เอง
“หยุด! นี่เธอ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” เลิศฤทธิ์สั่งด้วยความเคยชิน
ทินยอมหรี่เสียงเพลงลงพลางตีหน้าซื่อถามกลับ “มีอะไรเหรอครับ เห็นกำลังคุยกันอยู่เลยไม่อยากเข้าไปรบกวน นี่แค่ร้องเพลงฆ่าเวลาเฉยๆ ก็พูดกันต่อสิครับ”
“แต่ไอ้เสียงเพลงบ้าๆ นั่นมันรบกวน”
“เอ๋?” หญิงสาวข้างอรรคเดชทำหน้าประหลาดใจ “แต่เพลงเมื่อกี้นี้ก็มันส์ดีนะ เล่นต่อเถอะ ฉันชอบ”
“...พิม” อรรคเดชสะกิดแขนเธอ เมื่อใครต่อใครพากันหันมามอง นั่นรวมไปถึงทินด้วย
“เออ แล้วตกลงเธอมีอะไรจะพูดก็ว่ามา” เลิศฤทธิ์ถาม
คราวนี้ทินยิ้มพราย
“ก็แค่อยากจะบอกน่ะครับ ว่าตอนนี้ลูกๆ ของพวกคุณกำลังเจอปัญหาอะไรอยู่ แล้วสถานะของพวกคุณตอนนี้มันอยู่ในระดับไหน”
“ปัญหาอะไร” อรรคเดชเดินออกมาข้างหน้า “หรือว่าเล็ทค้ายาอยู่งั้นหรือ”
ยังไม่ทันให้ทินได้แก้ความเข้าใจผิด เลิศฤทธิ์ก็เอาทันที “งั้นริสก็ถูกลูกคุณชักชวนให้ไปค้ายาด้วยใช่มั้ย หรือพาไปขายตัว” เลิศฤทธิ์ทำท่าจะเข้าไปชกอรรคเดชอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ภรรยารั้งตัวไว้เสียก่อน ทว่าพ่อของโลมกลับรู้สึกภูมิใจลูกชายขึ้นมาหน่อย
“ถึงจะไม่สนับสนุนให้ค้าเองก็เถอะ แต่ก็ดี ต่อไปจะได้รู้จักมาคุมไอ้พวกนี้ให้อยู่ในขอบเขตซะบ้าง”
ทินพยายามวกกลับมาเรื่องเดิมก่อนที่เรื่องจะเลยเถิด “ผมไม่ได้จะบอกว่าลูกพวกคุณมีปัญหาอะไรแบบนี้ แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ...เอ้อ ความจริงก็เป็นเรื่องของธรรมชาติน่ะแหละ…เอาเป็นว่าลูกพวกคุณมีพลังความสามารถที่มนุษยะรรมดาไม่มีแล้วกัน และตอนนี้พวกเขาก็คิดต่อต้านไอ้คนที่คิดจะล้างโลกนี้อยู่ ซึ่งตอนนี้พวกคุณถูกไอ้ตัวร้ายที่ว่านั่นจับมาเป็นตัวประกัน”
เรื่องราวถูกลดย่อให้สั่นที่สุด
“นี่เธอคิดว่าพวกฉันงี่เง่าหรือไงกัน ถึงมาพูดเรื่องล้อเล่นแบบนี้” เลิศฤทธิ์ตอนนี้หน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
ก็น่าอยู่หรอก เมื่อเรื่องที่เกิดมันอย่างกับการ์ตูนยอดมนุษย์ดีๆ นี่เอง และยิ่งเขาไม่มีใครสักคนมาช่วยยืนยันสิ่งที่พูดไปว่ามันเป็นความจริงอีก คำพูดของเขามันก็ไร้น้ำหนักเหลือเกิน
อรรคเดชเองก็ไม่ชอบเรื่องแนวนี้ ถึงช่วงนี้เขาจะยอมปล่อยๆ เล็ทไปบ้างแล้ว แต่ถ้าสิ่งที่เลิศฤทธิ์พูดนั้นเป็นความจริง ก็ต้องเป็นเพราะเขาที่ไม่ดูแลลูกให้ดี
“เธอบอกออกมาตรงๆ เลยดีกว่า หัวหน้ากลุ่มพวกเล็ทคือเธอใช่มั้ย เธอเป็นคนพาเด็กพวกนั้นไปค้ายาใช่มั้ย”
คำกล่าวหานี้ทำให้ทินหมดความอดทนในที่สุด
“ปัดโธ่เว้ย! บอกให้รู้เอาไว้เลยนะ ไอ้เจ้าพวกนั้นมันไม่ได้ค้ายา ไม่ได้เล่นพนัน ไม่ได้ติดเซ็กส์แบบนั้นหรอก หัดไว้ใจลูกตัวออกซะบ้าง ความลับเพียงอย่างเดียวที่พวกนั้นมี ก็คือการที่มันมีพลังจากธรรมชาติ พลังที่ฆ่าคนอื่นได้ง่ายๆ เลยต่างหากเล่า รู้ไว้ซะ!”
หลังจากหมดธุระกับเด็กสาวชนเผ่าเอดีวาส เว้นระยะเป็นชั่วโมง ห้องของผู้บริหารสูงสุดของบริษัท NEW WORLD ก็เกิดความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ทั้งที่ตามปกติแล้ว ห้องนี้มักจะไม่มีใครอยู่ เพราะผู้บริหารคนที่ว่านี้ไปอยู่ตามสาขาอื่นที่ภาคอื่นเสียมากกว่า แต่บัดนี้เขาได้กลับมายังสาขาใหญ่ตามเดิมอย่างที่ควรจะเป็น เพียงแต่กลับมาในช่วงที่สาขาทางตะวันออกถูกระเบิดไปแล้ว ทำให้พวกพนักงานและคณะกรรมการหุ้นส่วนทั้งหลายเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสาขานั้นกันแน่
การกลับมาของผู้บริหารคราวนี้นำพาความสงสัยของทุกคนมาด้วย เมื่อเขาไม่แม้แต่จะสนใจทักทายใคร แถมยังมีกลุ่มคนแปลกๆ กลับมาด้วยอีก และยังเอาแต่เก็บตัวอยู่ในช่วงชั้นบนของตึกซึ่งกลายเป็นเขตหวงห้ามมิให้ใครเข้าไป
เด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งมาถึงถูกบังคับให้มาที่ห้องทำงานส่วนตัวของตนัย คุกเข่าลงบนพื้นพรมเหลืองมะนาวโดยที่มือสองข้างถูกมัดไว้ข้างหลัง ทั้งคู่มีปืนจ่ออยู่หลังหัวในระยะประชิดโดยบุคคลในชุดสูททางการที่ไม่ลังเลจะเหนี่ยวไก ทำให้เด็กทั้งสองไม่กล้าเข้าไปดูอาการของเด็กสาวอีกคนที่ยังคงไร้สตินอนสลบอยู่บนพื้นตรงหน้านี้
แอร์เย็นเฉียบ...ทว่าจิตใจกลับร้อนรุ่ม เมื่อความตายเข้ามาใกล้จนแทบรู้สึกได้ เพียงแค่ชายหนุ่มที่ยืนค้ำร่างพวกเขาตรงหน้านี้ออกคำสั่งเดียว ลมหายใจก็ดับลงได้ในพริบตา
กิลมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคยเป็น ส่วนเอลที่อยู่ข้างๆ ก็หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อดวงตาสีน้ำตาลแก่กำลังจ้องมาราวกับจะประเมินคุณค่าอยู่
“ท่านไม่มีวันทำสำเร็จหรอก” จู่ๆ กิลก็พูดขึ้นมาเรียกความสนใจ ในขณะที่สายยังจ้องร่างเนียร์
ความหวังในการรอดไปในครั้งนี้อาจเป็นเพียงรอให้เนียร์ฟื้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำเสียเหลือเกิน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอถูกยาสลบโปะมา
“สำเร็จสิ ทำไมมันจะไม่สำเร็จล่ะ” ตนัยถามกลับ บนหน้ามีรอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏอยู่ ปรายตามองมาที่เอลราวกับจะถาม “ไม่ใช่งั้นหรือ ในเมื่อองค์ประกอบทั้งหมดได้มาอยู่ที่นี่หมดแล้ว ทั้งทาสรับใช้ ทั้งผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ฉันก็ได้มาอยู่ในมือนี้แล้ว...เป็นคนที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะอยู่ใกล้ตัวมากขนาดนี้” สายตาที่จ้องมองมาที่เอลอย่างสื่อความนัย ทำให้เอลเบิกตากว้าง
“ไม่...อุ๊บ” มีผ้าเข้ามาคาดปากเอลไว้ไม่ให้เธอมีโอกาสพูดอะไรออกมาอีก นอกจากส่งเสียงร้องไร้ความหมายอยู่อย่างนั้น
เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเตรียมพร้อมหมดแล้ว กิลก็ยิ่งร้อนรน พยายามจะดิ้นแต่ก็ถูกปลายกระบอกปืนกดลงมาอย่างแรงจนเจ็บให้เขาอยู่เฉยๆ
“ท่านคิดว่าทำแบบนี้แล้ว เธอ จะดีใจงั้นเหรอครับ”
“แน่นอนสิ” ตนัยว่าแผ่วเบา เงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดาน “ดาวนำทางของฉันเป็นคนบอกมาแบบนี้เองนี่นา”
“ไม่ใช่” กิลปฏิเสธเสียงแข็ง “เธอไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ ท่านลลันไม่มีวันอยากให้ท่านทำแบบนี้แน่”
นั่นเองที่ดวงตาของชายหนุ่มตวัดมองอย่างหาเรื่อง ราวกับไม่ต้องการให้ใครบังอาจมาเอ่ยชื่อของ เธอ ทั้งนั้น แต่ไม่นานเขาก็กลับมาคุมสติตัวเองได้
“คิดหรือว่าพูดชื่อนั้นออกมาแล้วฉันจะใจอ่อนน่ะ” ตนัยคลี่ยิ้มเหี้ยมกว่าเดิม ก้าวมาอยู่ตรงหน้ากิล ใช้มือกระชากผมให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น แล้วโน้มตัวลงไปพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “ขนาดเกลลีนาที่อุตส่าห์ยอมเรียกฉันด้วยคำนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ฉันเห็นใจพวกเธอขึ้นหรอกนะ”
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเบิกกว้าง ทั้งร่างเย็นยะเยือก “ท่านทำอะไร ท่านทำอะไรน้องของผม” กิลดิ้นแรงยิ่งขึ้น พยายามจะลุกไปหาแต่ก็โดนจับไว้แน่น “ถ้าท่านทำร้ายเกล ถ้าท่านทำร้ายจิตใจเกล...ถ้าท่านทำให้เกลต้องร้องไห้อีก ผมจะ...ผมจะ...” คำนั้นติดอยู่ที่ริมฝีปาก ไม่อาจเอ่ยออกมาด้วยรู้ว่าจิตใจต้องร้าวราน แต่ทันทีที่นึกถึงน้องสาวฝาแฝดกำลังร้องไห้แบบแทบเจียนตาย ทำให้กิลพูดออกมาได้ในที่สุด “ผมจะฆ่าท่าน”
ไม่ใช่เพราะคำสั่ง ไม่ใช่เพราะความจำเป็น แต่เป็นสิ่งที่ต้องการจากใจของตัวเอง
เสียงที่ประกาศออกไป แม้จะเรียบนิ่งเท่าใดก็มิอาจปิดบังความทุกข์ทรมานออกมาได้ “ผมจะเป็นคนฆ่าท่านเอง...ท่านพ่อ” ถ้อยคำเอ่ยย้ำ เป็นการบอกว่าเขาจะไม่เห็นใจคนตรงหน้านี้อีกต่อไป ในขณะที่เอลเบิกตากว้างขณะมองกิล เมื่อได้ยินคำที่เขาใช้เรียกชายตรงหน้า
คำประกาศฆ่า ทำให้ตนัยคลี่ยิ้มบางเบา ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
“ถ้าเธอรอดจากสถานการณ์ต่อจากนี้ไปได้ล่ะนะ” เขาทำมือไล่เป็นการบอกให้เอาตัวเด็กสองคนนี้ไปที่อื่น แต่เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขัดเสียก่อน
“ฉันขอยืมตัวเจ้านั่นไปเล่นก่อนได้มั้ย ท่านตนัย” เอมเดินก้าวเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ สายตามองไปที่กิล เข้าไปประคองหน้าเขาใกล้ๆ จ้องดวงตาสีน้ำเงินของเขา คลี่ยิ้มราวเจอของถูกใจ
“ฉันชอบเห็นผู้ชายหน้าตาดีๆ ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความทรมานน่ะ...ได้มั้ย?” เธอหันไปถามตนัยที่กำลังมองมาที่กิลอยู่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น ก่อนเอ่ยคำอนุญาตให้เอมรีบฉุดเด็กหนุ่มให้ตามมาด้วยกัน
“อย่าให้เละมากกับถึงตายแล้วกัน อรัญญา”
เอลหันมองกิลทันทีอย่างคิดอยากเข้าไปช่วย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ขณะถูกพาตัวไปอีกทาง ก่อนจะหันมองเนียร์ที่ยังสลบไม่รู้เรื่องราวบนพื้น แล้วเธอก็ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นใจที่ไม่อาจช่วยใครได้เลย ไม่ว่าจะเพื่อนหรือแม้กระทั่งตัวเอง
ตนัยที่ยังอยู่ในห้องกับเด็กสาวที่ไร้สติเพียงสองคน เขาหันมาให้ความสนใจเนียร์ จ้องมองเครื่องมือชิ้นเอกที่จะนำพาผลสำเร็จมาสู่เขา
‘ท่านลลันไม่มีวันอยากให้ท่านทำแบบนี้แน่’
สิ่งที่กิลพูดเมื่อครู่นี้หวนกลับมา ทำให้ตนัยหงุดหงิด
“อยากสิ ทำไมจะไม่อยากล่ะ” เขาเถียงในสิ่งที่ผู้พูดนั้นไม่อยู่แล้ว “ก็เธอเป็นคนบอกฉันอย่างนั้นเอง ใช่แล้ว..หึๆ รอก่อนนะลลัน อีกไม่นาน...” ตนัยชันเข่าลงลูบหัวเนียร์อย่างหมายมั่น “เมื่อฉันสร้างโลกที่เธอต้องการได้แล้ว อีกไม่นาน...เราจะได้พบกันอีก”
ห้องว่างที่กลายสภาพเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ ไม้เลื้อยคืบคลานไปทั่วห้องจนแทบไม่มีช่องว่างไหนอีก นั่นคือห้องเล่นส่วนตัวของผู้ใช้ไม้จากโรงเรียนเทพาพิทักษ์ ...เอม ที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากอยู่ให้ห่างจากเด็กสาวคนนี้ให้มากที่สุด เมื่อตระหนักได้ถึงความสนุกของเธอว่ามันคือการทรมานผู้คน
ขนาดว่าตอนเจอกันครั้งแรก ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าคนที่น่ากลัวที่สุดนั้นคงเป็น อั๊ค หนุ่มที่เอาผมม้าปิดตาข้างหนึ่งแบบเด็กมีปัญหา หรือไม่ก็ ธุม ที่มีผ้าคาดหัวราวกับนักเลงหัวไม้ ทว่า..คนที่เผลอฆ่าคนของตนัยไปถึงสองคนนั้นกลับเป็นเด็กสาวผมหยิกสยายคนนี้
ประตูของห้องที่เป็นทางออกเดียวที่ไม่ได้ถูกเถาไม้เลื้อยขวางไว้ถูกเปิดออกโดยคนข้างนอก ร่างของเด็กสาวอีกคนจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์ ที่ชอบมัดผมข้าง ก้าวเข้ามาข้างในด้วยการเหยียบพวกไม้ที่พันขดไปมาบนพื้น ดูน่าขยะแขยงราวกับงูเลื้อยไปมา
“เอม อยู่นี่รึเปล่า”
ความเงียบตอบคำถามเด็กสาวได้เป็นอย่างดี เสียงถอนหายใจจากผู้ใช้น้ำดังออกมาเมื่อไม่เจอคนที่ต้องการ กำลังจะหันกลับ ก็พอดีที่คนที่กำลังหาตัวอยู่เข้ามาในห้องพร้อมกับพาตัวผู้ชายอีกคนมาด้วยพอดี
“อ้าว เลียน มีธุระอะไรเหรอ” รอยยิ้มเป็นมิตรหาได้ยากจากเอมถูกมอบให้เพื่อนในกลุ่มอย่างง่ายดาย “ถ้าเรื่องเวรเฝ้ายามเจ้าพวกนั้นล่ะก็ ตอนนี้เวรของดีมมันนะ ไม่ใช่ฉัน”
เลียนละสายตาจากกิล “รู้อยู่แล้วล่ะ แค่อยากมาคุยกับเธอ เรื่องพิธีของท่านตนัย”
เมื่อเป็นเรื่องจริงจังเกินกว่าจะทำเป็นเล่น เอมจึงขอเวลาแป๊ปหนึ่งเพื่อจัดการกับกิล เธอโยนเขาเข้าไปในดงไม้ ที่พอมีเหยิ่อใหม่ก็ไม่รีรอรีบตะครุบพันแขนพันขากิลไว้แน่น ยึดตรึงกับกำแพง...กิลพยายามจะออกแรงดึงแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อเหลือบมองพื้น เห็นรอยเลือดเก่าจากเหยื่อคนก่อนปรากฏชัดส่งกลิ่นมา ยิ่งทำให้กิลพยายามออกไปจากนี่มากกว่าเดิม
“นั่นอะไรน่ะ” เลียนชี้ไปที่ดาบในมือเอม ท่าทางนิ่งๆ ของเธอนั้นเหมือนกับไม่ได้สนใจอยากรู้จริงๆ แต่มันก็เป็นท่าทีปกติเหมือนทุกครั้งอยู่แล้ว เอมจึงตอบกลับไป
“เห็นว่าเป็นอาวุธของหมอนี่น่ะ เฮ้อ สมัยนี้แล้วยังจะใช้ดาบอีก เฉิ่มชะมัด” เอมบ่น “แล้วเรื่องพิธีล่ะ”
“ตอนนี้องค์ประกอบทุกอย่างครบหมดแล้ว ฉันจึงอยากมาเตือนเธอว่าพยายามควบคุมผู้ใช้ไม้ของฝั่งนั้นให้ดี อย่ามัวแต่เล่นเพลิน แล้วไหนยังจะผู้ใช้ไม้อีกสองคนที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ไหนอีก อาจจะหาทางช่วยพวกนั้นทีหลังอยู่ก็ได้ อย่าประมาทนัก”
“ไม่ต้องห่วง พลังของฉันแข็งแกร่งกว่าไอ้พวกขยะนั่น เธอต่างหากที่ระวังไว้ ยิ่งตอนยัยนั่นตื่นยิ่งต้องระวัง”
คนคิดมาเตือนเพื่อนกลับถูกเตือนกลับเสียเอง เลียนหน้าหมองลง เมื่อรับรู้ได้ว่าตัวเองนั้นพลังด้อยกว่าเนียร์ ขนาดแม้ว่าเจ้าตัวกำลังหลับอยู่ เธอยังรู้สึกได้ว่าความสามารถในการควบคุมน้ำของทั้งตึกนี้มันด้อยลง ราวกับมีอะไรบางอย่างมารบกวน เหมือนกับเหล่าน้ำทั้งมวลจะรับรู้ได้ว่ามีใครอีกคนที่เหนือกว่าที่พวกมันยินยอมรับใช้ให้มากกว่า...ทั้งๆ ที่พวกน้ำไม่มีความคิดความรู้สึกแท้ๆ
หรือนั่นเป็นเพียงแรงกดดันที่เธอสร้างขึ้นมาเองกันแน่นะ...เลียนไม่เข้าใจ
“ไปพักก่อนเถอะเลียน” เอมวางมือบนบ่าเธอราวกับรู้ถึงความเครียดที่เธอมี “ส่วนฉัน ตอนนี้ขอจัดอะไรที่มันบันเทิงใจอีกนิดเถอะ” เธอว่าพลางมองกิลอย่างนึกสนุก
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ริสกับโลมก็เข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดอาหารเย็น เกลร้องไห้เหนื่อยจนหลับไปแล้ว จนเป็นเพียวเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายเริ่ม เมื่อทางนั้นยังคงก้มหน้าไม่พูดไม่จาอะไรอีกเช่นเคย
“ทำไมเธอถึงไม่บอกพวกเรา เรื่องที่พ่อแม่ถูกจับตัวมา”
“บอกไปแล้วพวกเธอจะทำอะไรได้รึไง” ริสถามกลับอย่างเย็นชา
“อย่างน้อยก็จะได้ช่วยหาทางกันไงล่ะ ถ้าถูกจับอยู่แบบนี้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้สิ” เพียวบอกในขณะที่คนอื่นเงียบ ราวกับจะเป็นปากเสียงให้พวกเขา
“ให้พวกเธอมาร่วมมือ ขณะที่พ่อแม่ถูกไอ้บ้านั่นจับตัวไว้อยู่เหรอ ไม่มีทาง เป็นเธอ จะยอมเสี่ยงเหรอ นั่นมันพ่อมันแม่ฉันนะ ถ้าเกิดเจ้านั่นรู้ว่าพวกฉันไม่ยอมทำตามคำสั่ง พวกท่านก็ตายน่ะสิ...เธอก็พูดได้นี่ ไม่ได้มีใครถูกจับตัวมาแบบนี้” ริสพูดด้วยความโมโห จนโลมต้องมาจับบ่าเธอไว้แล้วบีบแน่นเตือนสติ หากเนนอยู่ด้วย คงช่วยแปลภาษาของเขาให้ฟัง แต่...คงเป็นเรื่องดีแล้วที่เนนไม่ได้อยู่ให้พวกมันหลอกใช้แบบนี้
ริสสงบลงแล้วพูด “ฉันเสียใจที่ต้องทำกับพวกเธอแบบนี้ แต่ถ้าเธออยู่จุดเดียวกับฉัน พวกเธอก็คงจะทำแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น...อยู่เฉยๆ อย่างสงบต่อไปเถอะ เพราะฉันเองก็ไม่อยากจะลงมือทำร้ายหรือฆ่าเพื่อหยุดพวกเธอ” ริสเตือนด้วยความหวังดี แล้วเดินออกไปพร้อมกับโลม เจอเล็ทกับซีลยืนคอยอยู่ สีหน้าของทั้งคู่บอกว่าได้ยินที่พวกเธอคุยกับทางนั้นหมดแล้ว
ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไรออกมา ด้วยรู้ดี... แม้มีพลังแข็งแกร่งมากเพียงใด หากต้องนำคนรักไปเสี่ยงจะยังมีความกล้าเหลืออยู่อีกหรือ? ใครจะว่าขี้ขลาดหรืออะไรก็ช่าง สิ่งที่พวกเขาจะสนใจมีเพียงสิ่งเดียวนั้นคือ พวกเขาจะไม่ทำให้ครอบครัวของตนต้องเป็นอะไรไปเด็ดขาด
“พวกหมาเฝ้าหายหัวไปไหนหมดล่ะ” คำถามจากเด็กสาวที่ไปย้อมผมด้านหน้าเป็นสีม่วง หมาเฝ้าที่ว่านั้นคือ เด็กจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์
“เห็นว่าถูกคนเบื้องบนเรียกตัวไป” ซีลตอบ และ ‘คนเบื้องบน’ ที่ว่านั้นก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากตนัย แต่กระนั้นก็ยังมีพวกยามคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ดี
ไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหน ก็ต้องมีคนตามติดไปด้วยเสมอ กระทั่งห้องที่พ่อแม่ของพวกเขาถูกจับตัวมา ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงส่วนไหนของตึกนี่ เท่าที่รู้ ก็แค่ทั้งทางนี้และทางนั้นจะต้องมีคนคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลาโดยพวกเด็กเทพาพิทักษ์นั่น สองคนคอยคุมพวกเขา และอีกเท่าไหร่ไม่รู้ที่คุมตัวประกัน ผลัดเวรกันไปเรื่อย เมื่อกี้นี้เป็นเวรของหนุ่มผู้ใช้ไฟทั้งสองคน
ดีแล้วที่ถูกเรียกตัวไป ตัวเล็ทเองยังพอทนไหว แต่กับริส...ที่ดูจะเหม็นขี้หน้าอีกฝ่ายกว่าใคร ทำท่าจะเข้าไปมีเรื่องอยู่หลายครั้ง หากไม่ได้เขากับซีลคอยปรามไว้
คนหนึ่งเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงตลอดเวลาเตรียมพร้อมจะมอดไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ในขณะที่อีกคนกลับเป็นกองเพลิงที่สุมอัดแน่นปะทุอยู่ภายในกล่อง เฝ้ารอ...เงียบงัน รอคอยเวลาที่จะระเบิดออกมาในคราวเดียวราวกับภูเขาไฟ
อันตรายทั้งคู่... ทว่าสิ่งที่สร้างความรำคาญให้กับเล็ทมากที่สุดกลับไม่ใช่การถูกเด็กรุ่นคราวเดียวกันมาคอยเฝ้าหรอก แต่เป็นเพราะการถูกพวกผู้ใหญ่ที่เป็นคนของตนัยคอยโทรตามมาทั้งวันต่างหาก เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขายังคงรักษาหน้าที่ และเพื่อส่งคำเตือน ขู่มาเป็นระยะๆ ว่าครอบครัวของพวกเขายังอยู่ในมือพวกมัน
กรี๊ง!
นั่นไง พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็แผดร้องดัง แค่ชำเลืองดูเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นใคร วันนี้มันมีอยู่แค่พวกเดียวเท่านั้นแหละที่โทรหาเขา
เล็ทจึงรับสายแล้วตอบกลับเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์ที่สุดไปว่า
“คิดจะโทรมาจับผิดกันทุกชั่วโมงเลยรึไงวะ ฉันไม่ปล่อยให้พวกนั้นหนีไปหรอก”