ภายในห้องทุกคนต่างเงี่ยหูรอฟังคำตอบจากแอเรียสด้วยใจจดจ่อ โดยเฉพาะไอรีนที่รอคอยคำตอบจากแอเรียสด้วยความหวัง หัวใจของนางเต้นตึกตักอย่างไม่เป็นจังหวะ ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีราวกับผ่านไปนับชั่วโมง นางอยากจะไปเขย่าตัวแอเรียสแล้วให้เขาตอบมาทันทีที่นางถามเลยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงรอคอยคำตอบอย่างสงบ
“ ทางเลือกอีกทาง คือแก้ไขคัมภีร์บ่มเพาะในส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ “
แอเรียสเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทำให้สีหน้าของไอรีนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จิตใจของนางห่อเหี่ยวลงในทันใด ความรู้สึกอันหนักอึ้งถาโถมเข้ามาในจิตใจทันทีที่ได้ยิน แก้ไขคัมภีร์บ่มเพาะอย่างนั้นน่ะเหรอ บอกให้นางไปตามหาขนฟินิกส์ยังง่ายเสียกว่า ผู้ที่แก้ไขคัมภีร์บ่มเพาะได้ก็ต้องเป็นผู้ที่เขียนมันขึ้นมาเท่านั้น นางเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้ที่เขียนคัมภีร์บ่มเพาะนี้ขึ้นมา ถึงจะรู้ว่าเป็นใครแล้วอย่างไรกัน เขาคนนั้นก็คงจะตายไปนานแล้ว นี่เท่ากับว่าเป็นเรื่องที่จะแก้ไขคัมภีร์บ่มเพาะส่วนที่ขาดหายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริง
“ ทั่วอาณาจักรยังไม่รู้เลยว่าจะหาผู้ใดที่มีความรู้พอจะแก้ไขกายาเพลิงให้สมบูรณ์อย่างที่เจ้าบอกได้ โชคชะตาเล่นตลกกับข้านัก เป็นนักเวทแต่ไม่สามารถบ่มเพาะพลังเวทได้ ช่างน่าอดสูจริงๆ “
ไอรีนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันแสนเหนื่อยล้า แววตาของนางเต็มไปด้วยความผิดหวังและเศร้าโศก สิ่งที่นางจะทำได้คงมีเพียงการทำใจเท่านั้น
“ อย่าพึ่งหมดหวังสิท่านไอรีน คัมภีร์บ่มเพาะใช่ว่าจะมีเพียงหนึ่งเสียเมื่อไหร่ คัมภีร์บ่มเพาะที่ซ้ำกันก็มีให้เห็นอยู่ทั่วอาณาจักร อย่างเช่นคัมภีร์บ่มเพาะหรือทักษะระดับต่ำก็ถูกคัดลอกเอาไว้นับพันนับหมื่น แค่หาตามหาคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิงเล่มอื่นที่มีเนื้อหาสมบูรณ์จากนั้นท่านก็บ่มเพาะและฝึกฝนพลังเวทตามแนวทางที่ถูกต้อง เท่านี้ท่านก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการปั่นป่วนของกระแสพลังเวทจนล้มป่วยอีก“
คำพูดของแอเรียสเป็นดั่งน้ำทิพย์ที่ชโลมลงในจิตใจอันแสนห่อเหี่ยวของไอรีน ดวงตาของนางเริ่มประกายแห่งความหวังในทันที ทำไมนางถึงลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปได้นะ ใช่ว่าคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิงจะเป็นของนางจะมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกเสียเมื่อไหร่ แม้คัมภีร์บ่มเพาะระดับสูงจะเป็นสิ่งหายากแต่ก็อาจจะมีคนอื่นที่ครอบครองอยู่เหมือนกับนาง ด้วยอำนาจของดยุคโคเว่นเพียงตามหาคัมภีร์บ่มเพาะระดับสูงก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไป นางเชื่อว่าต้องมีใครสักคนที่ครอบครองคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิง ถึงความหวังจะมีน้อยแต่ก็ใช่จะไม่มีอยู่เลย
ทั้งไอรีนและดยุคโคเว่นรีบขอบคุณแอเรียสเป็นการใหญ่ แอเรียสราวกับแสงสว่างที่มันส่องประกายท่ามกลางเส้นทางอันมืดมิดสำหรับพวกเขา ทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของแอเรียสจนไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้หมด แต่ด้วยความเร่งรีบที่อยากจะค้นหาคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิงให้ได้โดยเร็ว เพียงครู่เดียวทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็รีบจากตระกูลสการ์เชียไปทันที
“ แอเรียส มันจะมีจริงๆเหรอคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิงฉบับสมบูรณ์ที่เจ้าว่า บางทีคัมภีร์บ่มเพาะกายาเพลิงมันอาจจะหลงเหลืออยู่เพียงเล่มเดียวในโลกก็ได้นะ“
ฟาร์ฮานเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก็ใช่อยู่ที่คัมภีร์บ่มเพาะอาจจะมีโอกาสถูกคัดลอกเป็นหลายเล่มที่เหมือนกัน แต่ควรรู้ว่าคัมภีร์บ่มเพาะถือว่าเป็นความลับที่แต่ละตระกูลต่างเก็บซ่อนเอาไว้ คัมภีร์บ่มเพาะโดยมากก็เกิดจากเหล่าบรรพบุรุษที่คิดค้นคัมภีร์บ่มเพาะเหล่านี้ขึ้นมา หรือไม่ก็เป็นสมบัติที่ได้รับมาจากที่ไหนสักแห่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันจะถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับภายในตระกูลเท่านั้น แล้วกายาเพลิงมันจะมีอีกเล่มจริงๆน่ะเหรอ
“ เรื่องนั้นก็คงแล้วแต่โชคชะตาของนางเอง“
แอเรียสเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ แววตาเหม่อมองไปยังที่อันแสนไกล บางครั้งก็ต้องปล่อยให้โชคชะตาทำหน้าที่ของมัน
…………………………………
ณ ห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาทำให้มองเห็นภาพต่างๆภายในห้องอย่างชัดเจน ที่ขวามือของห้องมีชั้นวางหนังสือสีน้ำตาลเข้มที่เรียงรายไปด้วยหนังสือเล่มหนาๆจนชวนให้ง่วงนอนเพียงแค่เหลือบสายตามอง ส่วนด้านซ้ายมือเป็นชั้นวางของที่เต็มไปด้วยของจิปาถะต่างๆเต็มไปหมด มันมีตั้งแต่โหลแก้วที่มีน้ำยาแปลกๆใส่เอาไว้ตลอดจนขนของสัตว์อสูรสีสันแปลกตา ที่บริเวณใกล้ๆกับหน้าต่างมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้ บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารกองโตที่รอให้เจ้าของห้องต้องจัดการให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ มีหนังสือเล่มใหญ่ที่ถูกคั่นหน้าเอาไว้เพราะยังอ่านไม่จบ บนเก้าอี้สีแดงมีหญิงสาวที่หน้าตางดงามนั่งอยู่ ใบหน้าของนางช่างดูเย้ายวนและมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามเป็นอย่างมาก รูปร่างอันอวบอัดของนางทำให้ชุดสีม่วงที่นางใส่อยู่ดูคับแน่นไปในทันที แม้หญิงสาวคนนี้จะมีเสน่ห์งดงามมากเพียงใด แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีชายหนุ่มที่ไหนกล้าจะมาส่งสายตาหรือหยอดคำรักหวานๆให้กับนางหรอก
“ ข้าอยากจะเห็นนักว่าเด็กที่เจ้าชื่นชมนักชื่นชมหนาหน้าตาจะเก่งกาจสมกับที่เจ้าบอกข้าหรือไม่”
หญิงสาวคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเล็กๆ นางวางแก้วน้ำชาในมือลงกับโต๊ะก่อนจะหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาตรวจตราดูความถูกต้อง
“ ข้าก็บอกไปแล้วไงว่าเด็กที่ชื่อแอเรียสคนนั้นเขาสามารถใช้พลังเวทได้ถึงสองธาตุเชียวนะ ไหนจะความสามารถในการปรุงยาของเขาอีก แต่เจ้าก็ไม่ยอมเชื่อถือคำพูดของข้าอยู่ดี “
จอร์แดนที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีเหลืองกล่าวออกมาด้วยความชื่นชม
“ นักเวทสองธาตุในตำนานน่ะเหรออย่าว่าข้าไม่เชื่อถือคำพูดของเจ้าเลยนะจอร์แดน เด็กอายุสิบเจ็ดที่มีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาล้ำเลิศหนำซ้ำยังมีธาตุประจำตัวสองธาตุทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเลยเล่า หากเขามีธาตุประจำตัวถึงสองธาตุจริงมันก็น่าจะเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุสิบสองขวบแล้วสิ แล้วเหตุใดพวกเราจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าที่เมืองเบอเนียร์มีนักเวทที่ใช้ธาตุได้สองธาตุ ข้าว่าบางทีเจ้าอาจจะโดนเด็กคนนั้นหลอกเอาก็ได้นะ“
หญิงสาวยิ้มเล็กๆอย่างไม่ค่อยเชื่อถือข่าวที่จอร์แดนแจ้งแก่นางมากนัก นางได้ยินชื่อของเด็กหนุ่มที่ชื่อแอเรียสจากปากของจอร์แดนมาหลายครั้งแล้ว นางเองก็อยากจะพบเจอเด็กที่มีพรสวรรค์ขนาดนั้นสักครั้งเหมือนกัน แต่ด้วยพรสวรรค์ที่เก่งกาจเกินกว่าเด็กธรรมดาทั่วไปทำให้นางไม่อาจจะทำใจเชื่อได้เลยว่าสิ่งที่จอร์แดนพูดมาคือเรื่องจริง
“ เจ้าหนูนั่นได้รับจดหมายเชิญจากข้าแล้วอีกไม่นานเจ้าคงได้พบเจอกับเขาแน่ชาร์ลอต หากเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้เมื่อไหร่ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าเขาต้องกลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ของโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสแน่”
จอร์แดนยังคงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ในการถกเถียง เขาเชื่อได้เลยว่าหากวันใดที่แอเรียสปรากฎตัว หญิงสาวผู้นี้ก็คงจะตกตะลึงและตื่นเต้นไม่ต่างจากเขาในวันนั้น ในฐานะของอาจารย์ใหญ่แห่งโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัส หากนางได้พบเจอเด็กที่มีพรสวรรค์แบบแอเรียส นางย่อมไม่ยอมอยู่เฉยแน่ เผลอๆนางเองอาจจะเป็นฝ่ายที่ต้อนรับแอเรียสถึงหน้าประตูโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ
“ จดหมายอย่างนั้นเหรอ ..มันนานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษจากจดหมายเชิญของเจ้า ถ้าหากเด็กคนนั้นเข้ามาเรียนอยู่โรงเรียนแห่งนี้จริง หวังว่าผู้คุมกฎแบบเจ้าคงจะไม่บังคับใช้กฎอย่างลำเอียงหรอกนะจอร์แดน“
ชาร์ลอตวางเอกสารในมือลงก่อนจะจ้องมองมายังจอร์แดนด้วยดวงตาที่ราวกับทะลุไปถึงข้างในจิตใจของผู้คน ในฐานะอาจารย์ใหญ่นางไม่ยอมให้จอร์แดนบังคับใช้กฎอย่างหย่อนยานแน่ แม้รอยยิ้มจะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทำให้จอร์แดนรู้สึกเสียวสันหลังเล็กๆ สมแล้วที่นางคือผู้ที่อยู่เหนือโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัส เพียงแค่ดวงตาของนางก็สัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายแล้ว
“ ข้ารู้หน้าที่ของข้าดี“
จอร์แดนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเงียบขรึม ในฐานะผู้คุมกฎแห่งโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสเขาย่อมรู้ถึงสิ่งที่ควรทำดี ด้วยการคุมกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดของเขา นี่คือเหตุผลที่ทำให้ในโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีนักเรียนคนไหนเลยที่ไม่รู้จักนามของอาจารย์จอร์แดน
“ แล้วข่าวลือเรื่องมังกรเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่ามีพวกขุนนางเองก็ส่งคนไปตามล่ามันเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากจะให้โรงเรียนของเราเป็นพวกแรกที่จัดการมันได้ “
ชาร์ลอตเริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องมังกรที่ได้ข่าวลือว่าค้นพบที่เขตชายแดนของเมือง นี่เป็นข่าวลือที่สร้างความฮือฮาให้กับเมืองโพริอัสเป็นอย่างมากเพราะไม่มีใครพบสัตว์อสูรจำพวกมังกรมานานแล้ว
“ โมร่าออกไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว อีกไม่นานก็คงจะได้เรื่องเองนั่นแหละ แต่มันจะมีจริงๆน่ะเหรอมังกรน่ะ “
จอร์แดนไม่ค่อยจะเชื่อถือข่าวลือเรื่องมังกรมากนัก
“ ไปค้นหาดูก่อนก็ไม่เสียหาย หากเจอไข่มังกรเข้าคงดีไม่ใช่น้อย “
“ ถ้าได้เรื่องยังไงข้าจะรีบมาแจ้งแล้วกันนะ งั้นวันนี้ข้าขอตัวก่อน “
จอร์แดนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“ นักเวทสองธาตุกับมังกร สิ่งใดน่าสนใจกว่ากันนะ “
หญิงสาวเคาะนิ้วไปกับโต๊ะด้วยความเคยชิน ดวงตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่ประดับเอาไว้บนมุมปาก แม้ใบหน้าของนางจะดูราวกับหญิงสาวงามในวัยสาวสิบ แต่กลับมีข่าวลือที่ว่าชาร์ลอตผู้นี้มีอายุมากกว่าเก้าสิบปีไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรอกว่าแท้จริงแล้วนางมีอายุเท่าใดกันแน่ เพราะไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีใบหน้าของนางก็ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ด้วยความงดงามเสมอ