การเดินทางจากรัฐฉีมุ่งหน้าลงใต้ไปยังรัฐฉู่ต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน ขี่ม้าเร็วสุดก็สองสัปดาห์แต่แค่เพียงอึดใจหากใช้ผงอันตรธานไปเป็นระยะๆ แต่ผงอันตรธานในถุงเอกภพไม่พอไปถึงรัฐฉู่ กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งรถม้าออกนอกชานเมืองให้ไกลที่สุด ก่อนจะใช้ผงอันตรธานที่ได้คืนมาเพื่อกลับสำนัก คิดว่าจะกลับไปปรึกษากับอาจารย์กู้ก่อนว่าเอายังไงดี เพราะหากไปเปล่าๆ โดยไม่มีแผนการ ก็ไม่น่าจะรอด
ทว่าตอนที่กลับไปยังสำนัก อาจารย์กู้ก็บอกข่าวร้ายที่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่อยากฟังที่สุด...ผงอันตรธานหมดลงแล้วและยังไม่ได้ผลิตออกมาเติมด้วยที่มีอยู่ในคลังถูกอาจารย์อาและอู๋เยี่ยนกวาดไปหมดเกลี้ยง สำนักคุ้มภัยหอนักปราชญ์ที่เป็นเจ้าของไอเท็มเด็ดได้รับคำสั่งให้ควบคุมการผลิต อีกทั่งกู้เลี่ยงรุ่ยยังโดนทัณฑ์บนจากฝ่าบาทว่าห้ามตนใช้ผงอันตรธานอีกเป็นเวลาสามเดือนเพื่อลงโทษในการละเมิดกฎหมาย
แต่นั้นก็ยังพอรับได้ ยังไงก็ยังขี่กระบี่ได้จริงมั๊ย แต่ทุกคน อย่าลืมสิว่ากูก็เลี่ยงรุ่ยใช้กระบี่ไม่ได้! อีกทั้งกฎหมายระหว่างรัฐก็ห้ามขี่กระบี่ข้ามรัฐหรือห้ามใช้ผงอันตรธานข้ามเขตเเดนด้วย หากใครฝ่าฝืนจะโดนลงโทษตามสมควรจากสมาคมเฟิงซานเล่อปู้ตัดสิน
สรุปแล้วก็คือกู้เลี่ยงรุ่ยต้องนั่งรถม้าอย่างเดียว ทั้งยังต้องนั่งถึงหนึ่งเดือนเลยด้วย แค่คิดภาพก็รู้สึกสยดสยองอย่างที่สุด
วันที่กู้เลี่ยงรุ่ยจะออกเดินทางก็เป็นวันที่สองนับจากกลับจากจวนฉีอ๋อง อาจารย์กู้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมทั้งยังให้ปันน่ามากับเขาด้วยเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าปันน่าไม่เป็นภัย เป็นแต่เป็นปีศาจที่ควรค่าแก่การช่วยเหลือ
"รุ่ยเอ๋อร์ เมื่อเจ้าไปถึงแล้ว ฝากจดหมายนี้ไปให้เจ้าสมาคมเฟิงอวี้ บอกว่าเป็นอาจารย์กู้ฝากมา"
"ขอรับอาจารย์ ข้าจะส่งให้ด้วยมือข้าแน่นอน"กู้เลี่ยงรุ่ยเก็บจดหมายไว้ในถุงเอกภพ รับรองปลอดภัยไม่มีหาย
"รุ่ยเอ๋อร์ ระยะทางยาวไกลนัก เจ้าควรจะพกกระบี่ติดตัวถึงจะดี แล้วไหนเล่ากระบี่ของเจ้า"
พูดถึงเรื่องกระบี่แล้วกูก็เลี่ยงรุ่ยก็แอบเลิ่กลักตามประสาคนมีอะไรซ่อนเร้น แต่ก็ถูไถไปก่อนว่าเขายังไม่สะดวกพกกระบี่ เพราะยังจำอะไรไม่ค่อยได้
"อาจารย์ข้ายังจำอะไรไม่ค่อยได้ เกรงว่าถือไปก็หนักเปล่าๆ ข้าเลยฝากอู๋เยี่ยนไว้"
กู้ไฉอี้คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดและเปลี่ยนเรื่องเอง
"รุ่ยเอ๋อร์ เดินทางครั้งนี้เจ้าต้องระวังให้มาก แท้จริงข้าไม่อยากให้เจ้าไป แต่ทำอย่างไรได้ เจ้าทำผิดแล้วต้องกล้ารับ หากยังอยากช่วยปันน่าก็มีแต่ต้องไปแสดงตัวว่าบริสุทธิ์ กระนั้นข้ายังไม่สบายใจ เมื่อคืนเลยตรวจดูดวงชะตาของเจ้า...ผลออกมาไม่ดีนัก ทั้งยังคลุมเครือ"
"เช่นนั้นดีหรือไม่เล่าขอรับ"ขอบอกว่าในอดีตตนเป็นสายมูเตลูขนานแท้ พออาจารย์กู้ทักก็เลยสนอกสนใจมาก
"อาจารย์บอกเเล้วว่าคลุมเครือ เพียงแต่ขอให้เจ้าใช้สติให้มาก อีกทั้งเรื่องราวบางอย่างได้ถูกลิขิตไว้แล้ว"
นั้นก็จริง แต่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ชอบเลย ไอ้คำว่าฟ้าลิขิตนะ ความมานะพยายามของคนบางคนเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตก็ไร้ความหมายนะสิ
"อาจารย์ท่านวางใจ ข้าจะระวังตัว"หลังกราบลาอาจารย์กู้พร้อมปันน่าแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยเดินตัวปลิวออกมาจากสำนัก มือก็จูงปันน่ามาด้วย ศิษย์สำนักคุ้มภัยสองคนจะไปด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ขัด ทั้งยังยินดีอย่างยิ่ง ยังไงระยะทางยาวไกลก็ยังมีศิษย์ยอดฝีมือคอยคุ้มกันตั้งสองคน
ด้านข้างรถม้ามีร่างในชุดสดใสยืนอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นผู้ใด
กู้เลี่ยงรุ่ยยังไม่ได้ขอบคุณป๋อหยวนเลยที่ช่วยพาปันน่าหนีมา ทั้งยังไม่รู้จะไปหาหรือติดต่อป๋อหยวนจากไหน เจ้าตัวก็ไม่อยู่ด้วยในวันที่ตนกลับมา พึ่งจะมาเห็นหน้าก็วันนี้แหละ ทั้งๆ ที่ได้ยินมาว่าทำการค้าจนไม่ยอมค้างหรือเข้าสำนักด้วยซ้ำเพราะกลัวเสียการเสียงาน แต่คนอย่างป๋อหยวนเนี้ยนะที่ตั้งอกตั้งใจทำงานขนาดนั้น คิดภาพไม่ออกเลยจริงๆ ในสายตาของกู้เลี่ยงรุ่ย ป๋อหยวนเป็นเหมือนน้องชายจอมซนคนหนึ่งที่ออกสาวหน่อยเท่านั้น แต่ก็พึ่งพาได้
"ป๋อหยวน ท่านเป็นพ่อค้าที่ว่างจริง"
ป๋อหยวนยิ้ม"ท่านก็เป็นเจ้าสำนักที่ว่างงานที่สุดเช่นกัน"
กู้เลี่ยงรุ่ยโดนย้อนสะแล้ว แอบจุกบาๆ แต่รับได้
"คุณชายป๋อ ท่านจะมากับพวกเราด้วยหรือเจ้าค่ะ"ปันน่าถามเสียงใส คงยินดีไม่น้อยที่มีป๋อหยวนไปด้วย สร้างสีสันให้การเดินทาง ด้วยนิสัยสนุกสนานร่าเริง ใครอยู่ด้วยก็สบายใจ
"เปล่า ข้าบอกแล้วไงว่ามีการมีงานต้องทำ จะเดินทางแรมเดือนไปไหนมาไหนได้อย่างไร ข้ามิใช่เจ้าสำนักกู้สักหน่อยที่ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากลอยตัวไปมา นี่ถ้าหากข้าไม่รู้มาก่อนว่าท่านเป็นเจ้าสำนัก ข้าคงนึกว่าท่านเป็นคนว่างงานผู้หนึ่ง"ป๋อหยวนยิ้ม นัยน์ตาพราวระยิบ เอนตัวพิงรถม้าจนขาลอย
กู้เลี่ยงรุ่ยรู้เลยว่าป๋อหยวนแกล้งพูดแดกดัน แต่มันก็คือความจริง "ท่านว่าข้านี่"
"ก็ท่านไม่เลี้ยงข้าวข้า ทั้งที่ตกปากรับคำแล้ว คนเช่นนั้นเชื่อใจไม่ได้จริงๆ ข้าไม่น่าหลวมตัวมาคบท่านเป็นสหาย มีแต่เรื่องราวไม่จบไม่สิ้น"
"นั้นมันเหตุสุดวิสัย ข้าจะเลี้ยงท่านอยู่เเล้ววันนั้นนะ เอาไว้วันหลัง หลังจากที่ข้ากลับมา ข้าจะเลี้ยงข้าวท่านแน่ เอาสองมื้อเลยก็ได้" เมื่อเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ตนจึงใจกว้าง ยังไงตั๋วเงินในถุงเอกภพก็ยังไม่ได้ใช้สักใบเลย อดเสียดายนะเนี้ย ชาติก่อนต้องอดมื้อกินมื้อ ชาตินี้จะใช้ให้คุ้มเลย อยากกินอะไรก็จะกิน อยากทำอะไรก็จะทำ
"เจ้าเลี้ยงข้าวข้าก่อนไปก็ได้นิ แต่เจ้าก็ไม่ทำ สองสามวันนี้อยู่กับฉีอ๋องทั้งวัน ลืมข้าแล้วกระมัง"
"พูดอะไรน่ากลัวแบบนี้ ฉีอ๋องมีอะไรให้น่าอยู่ด้วย ทั้งใจดำใจร้าย เย็นชาที่หนึ่ง"ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษาภาพลักษณ์เจ้าสำนัก กู้เลี่ยงรุ่ยต้องเผลอแบะปากใส่แน่ๆ คิดถึงวันนั้นที่ฉีอ๋องฟื้นขึ้นมาแล้วไล่ตนก็เจ็บยอดอก คนอุส่าห์ช่วยให้รอดตายกลับได้รับคำพูดจาร้ายกาจเป็นการตอบแทน ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ รู้ซึ้งเลยทีนี้
"ให้เป็นอย่างนั้นตลอดไปแล้วกัน เดินทางดีๆ ล่ะ ไม่ส่ง"
"คุณชายป๋อ ข้าไปก่อนนะเจ้าค่ะ"ปันน่าได้เรียนมารยาทกับอาจารย์อามาเยอะ ไปลามาไหว้เสมอ ป๋อหยวนยิ้มหวาน ส่งปันน่าขึ้นรถอย่างดี
ก่อนที่เขาจะตามขึ้นไปนั่ง แล้วยื่นหน้าออกมาลาป๋อหยวนตรงช่องหน้าต่าง"ข้าไปก่อนนะ"
"พี่รุ่ย.."
"ว่าไง มีอะไรรึ"เขาต้องยื่นหน้าออกมาอีกครั้งอย่างยากลำบากเพื่อคุยกับป๋อหยวนที่ยืนอยู่ที่เดิม ไม่รู้เขาเรียกมีอะไรอีก ทั้งยังเรียกพี่รุ่ยอีก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือแววตาต่างหาก ทำไมในแววตาของป๋อหยวนมีแววรู้สึกผิดได้ล่ะ น่าประหลาดจริง หรือจะคิดมากไปนะ
ป๋อหยวนยิ้มแล้วทำหน้าจริงจัง แววตาไม่มีประกายล้อเล่นดังเดิม “หากวันหนึ่งข้าทำไม่ดีกับท่าน ท่านจะอภัยให้ข้าสักครั้งได้หรือไม่ แค่ครั้งเดียวก็พอ”
“นี่เจ้าคงไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีมาใช่มั๊ย ถึงได้พูดจาเช่นนี้” กู้เลี่ยงรุ่ยฟังแล้วก็อดรู้สึกทะแม่งๆ ไม่ได้ ทั้งยังต้องหรี่ตาครุ่นคิดว่าเจ้าเด็กบ้าป๋อหยวนไปทำความผิดอะไรไว้ถึงได้มาพูดจาเช่นนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โดยนิสัยแล้วเขาไม่ใช่คนคิดมาก หรือคิดลึกคิดซับซ้อน ทั้งชีวิตนี้และชีวิตก่อนเพียงแต่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่เบียดเบียนใคร เวลามีใครมาเบียดเบียนก็ช่างมัน ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรืออะไร แต่ชีวิตเขาไม่ค่อยได้เจอคนมาเอาเปรียบหรือหักหลังแบบจริงจัง ร้ายสุดก็แค่เคยถูกแกล้งดักตีทีหนึ่งตอนอยู่บ้านเด็กกำพร้าเก่า ที่เหลือก็มีแต่ความลำบากซึ่งๆ หน้าเท่านั้น ยิ่งหลังจากย้ายบ้านไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเอเดนก็ยิ่งมีแต่คนรัก ทั้งยังถูกสอนให้เชื่อเรื่องที่ว่า ความดีย่อมชนะอธรรมอย่างไร้เงื่อนไข คุณแม่มักจะสอนให้รู้จักอภัยก่อนอย่างแรก และคิดอย่างหมดใจว่าถ้าเราทำดี ความดีจะหวนคืนมาปกเราป้องในวันหน้า
“เปล่านะ แค่เผื่อนะ ท่านสัญญามาหน่อยสิ เร็วเข้า สัญญาให้ข้าหน่อย”
“เด็กน้อยจริงๆ ก็ได้ แต่แค่ครั้งเดียวนะ ทั้งยังต้องดูด้วยว่าเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน ถ้าใหญ่มากๆ ก็ต้อพิจารณาอีกที ทางที่ดีอย่าทำเรื่องไม่ดีสิ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้อภัย แล้วนี่สรุปมีเรื่องจริงๆ ใช่มั๊ย” แสร้งทำหน้าขรึมเล็กน้อยแบบฉลาดๆ จะได้ตบตาป๋อหยวนได้บ้าง ให้เจ้านี่เกรงกลัวแล้วเผยพิรุธออกมา
"เปล่าสักหน่อย ท่านยังจำเรื่องที่ข้าเล่าตอนอยู่ริมทะเลสาบได้หรือไม่ เรื่องที่ข้าเล่าเกี่ยวกับเงือกน้ำและชาวประมง"
"จำได้ ทำไมรึ"กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้ม มองป๋อหยวน รู้สึกว่าบางทีป๋อหยวนก็ดูจริงจัง บางทีก็ดูล้อเล่นไปเสียหมด หลายครั้งหลายคราที่เขารอดมาได้ก็เพราะป๋อหยวน คุณชายผู้ร่ำรวยจากตำบลอู่เสวียนผู้นี้ มองๆ ไปก็ดูไม่เอาไหน พึ่งพาไม่ได้ ทั้งยังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ความจริงแล้วป๋อหยวนมาทันเวลาทุกทีเลย ทุกครั้งที่จวนตัว ป๋อหยวนก็จะโผล่ออกมา แล้วช่วยเขาไว้ตลอด
"ข้าไม่อยากให้มันเป็นจริงเลย ท่านต้องไม่เชื่อนะ เรื่องพวกนั้นท่านเชื่อไม่ได้เด็ดขาด"กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่ง
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้ม เห็นใบหน้าหวานๆ ของป๋อแหยวนเหมือนเด็กหนุ่มไม่พอใจอะไรสักอย่างจนแก้มป่องจึงอดยื่นมือไปลูบศีรษะไม่ได้"นั้นมันเรื่องเหลวไหลอยู่แล้ว ป๋อหยวน ข้าต้องไปก่อน ไว้กลับจากรัฐฉู่ ข้าจะเลี้ยงข้าวท่านแน่"
รถม้าวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ ปล่อยทิ้งให้ป๋อหยวนยืนอยู่ผู้เดียว มือนุ่มราวสตรียกขึ้นวางทาบลงไปบนศีรษะตำแหน่งเดียวกันกับที่กู้เลี้ยงรุ่ยวางลงไปเมื่อสักครู่ ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและดีจนอยากให้มือข้างนั้นของกู้เลี่ยงรุ่ยวางอยู่บนศีรษะเขาตลอดไป แต่จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า....
"พี่รุ่ย ท่านต้องกลับมาเลี้ยงข้าวข้านะ..."