ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 318 : มหาคัมภีร์บรรพกาลเบิกเนตร

จารึกที่ 318 : มหาคัมภีร์บรรพกาลเบิกเนตร : ย้อนศรม่านวิญญาณสวรรค์


เกล็ดเหมันต์ที่ร่วงหล่นลงมาตรึงค้างอยู่กลางอากาศธาตุ ราวกับเวลา ณ หุบเขาเขี้ยวเหมันต์ถูกแช่แข็งด้วยความงดงามอันน่าตื่นตะลึง รอยแยกมิติบรรพกาลที่เคยบ้าคลั่งและกลืนกินทุกสรรพสิ่ง บัดนี้ถูกถักทอประสานด้วยเส้นด้ายปราณสีเงินยวงที่สลักลึกด้วยเจตจำนงแห่งอักขระหลิง (零) รอยแผลแห่งมิติที่เคยเป็นดั่งอสูรร้าย ได้แปรเปลี่ยนเป็นลวดลายสลักอันวิจิตรตระการตาบนผืนแผ่นฟ้า ราวกับเครื่องประดับหยกที่ถูกฝังลงบนทรวงอกของวัฏสงสาร


อาเจียค่อยๆ ลดพู่กันนิรันดร์ลง ลมหายใจของเขาหอบถี่ เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับสาดประกายความปีติที่มิใช่เกิดจากการครอบครองสมบัติล้ำค่า ทว่าเกิดจากการตระหนักรู้ในมรรคาแห่งเต๋าอย่างลึกซึ้ง


"การผสานความขัดแย้ง... มิใช่การลบล้าง ทว่าคือการมอบพื้นที่ให้พวกมันดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล" อาเจียพึมพำกับตนเอง


"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"


เสียงแหบพร่าทว่าเปี่ยมด้วยความชื่นชมของนักพรตหมื่นอีแปะดังกังวานขึ้น ชายชราก้าวเดินบนอากาศธาตุเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเด็กหนุ่ม นัยน์ตาฝ้าฟางภายใต้หมวกฟางจ้องมองผลงานการถักทอมิติด้วยความทึ่งที่ปิดไม่มิด "แม้แต่ตัวข้าที่เฝ้ามองรอยแยกนี้มานับหมื่นปี ยังคิดเพียงหาวิธีกดทับและผนึกมันไว้ ทว่าเจ้า... ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม กลับใช้ 'ความว่างเปล่า' สร้างสะพานเชื่อมสัจธรรมที่แตกหัก... อาเจีย เจ้าสอบผ่านแล้ว"


ชายชราล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อชุดนักพรตสีมอๆ หยิบเอา 'แผ่นหยกสีเทาหม่น' ที่ดูไร้ราคาชิ้นหนึ่งออกมา มันไม่มีประกายแสงเจิดจ้า ไม่มีกลิ่นอายพลังกดดัน ทว่าทันทีที่แผ่นหยกนี้ปรากฏขึ้น กระแสปราณในรัศมีร้อยลี้ก็หยุดนิ่ง ราวกับสรรพสิ่งกำลังคุกเข่าทำความเคารพต้นกำเนิดของตนเอง


"นี่คือ 'มหาคัมภีร์อักขระบรรพกาล' ภาคต้น" นักพรตหมื่นอีแปะยื่นแผ่นหยกให้แก่อาเจีย "มันมิใช่วิชาที่สอนให้เจ้าเข่นฆ่าผู้คน ทว่ามันบันทึก 'รากฐานการก่อกำเนิดอักษรตัวแรกของเอกภพ' สิ่งนี้เคยอยู่ในความครอบครองของบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักหมื่นอักขระ (ซึ่งต่อมาคือสำนักหมึกวารีในยุคหลัง) ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน ผู้คนหลงลืมแก่นแท้ มุ่งแต่จะใช้มันเป็นอาวุธ ข้าจึงเก็บรักษามันไว้... บัดนี้ มันพบผู้ที่คู่ควรแล้ว"


อาเจียคุกเข่าลงทั้งสองข้าง ยื่นมือทั้งสองออกไปรับแผ่นหยกด้วยความเคารพสูงสุด "ผู้น้อยอาเจีย ขอน้อมรับความเมตตาของผู้อาวุโส... ข้าขอสาบานต่อวัฏสงสาร ว่าจะไม่ใช้มหาคัมภีร์นี้เพื่อสนองกิเลสความโลภ ทว่าข้าจะใช้มันเพื่อเป็นแสงสว่าง เบิกทางให้แก่มรรคาที่ถูกความมืดมิดของสวรรค์จอมปลอมบดบัง!"


"ลุกขึ้นเถิด" นักพรตเฒ่าพยักหน้า "เวลาของเจ้ามีไม่มากนัก จงรีบกลับไปที่เรือของเจ้า และทำความเข้าใจมันให้เร็วที่สุด... เพราะ 'ตาข่าย' ของพวกมัน กำลังถูกเหวี่ยงลงมาคลุมแผ่นดินนี้แล้ว"


เมื่อกล่าวจบ ร่างของนักพรตหมื่นอีแปะก็สลายกลายเป็นละอองหิมะ กลืนหายไปกับสายลมเหมันต์ ทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่หนักอึ้งดุจขุนเขา

อาเจียไม่รอช้า เขาทะยานร่างกลับไปยังมหานาวาปราณสูญตาที่จอดลอยลำอยู่เหนือทะเลสาบสีเงิน


ทันทีที่ปลายเท้าของเขาสัมผัสพื้นดาดฟ้าเรือ บรรยากาศที่ตึงเครียดก็พุ่งเข้าปะทะจิตสัมผัสทันที!


"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยที่นั่งหลับตาอยู่กลางค่ายกลฟื้นฟู พลันกระอักเลือดสีสดออกมา โสตสวรรค์ของนางทำงานหนักจนถึงขีดจำกัด ใบหน้าที่งดงามซีดเผือดราวกับกระดาษ "มันมาแล้ว... ข้าได้ยินเสียง... เสียงร่ำไห้ของดวงวิญญาณนับล้านดวง! เซียนอมตะไป๋จื่อ มันไม่ได้ลงมาด้วยตนเอง ทว่ามันกำลังถักทอ 'ม่านวิญญาณมหาประหาร' ครอบคลุมทั่วทั้งเขตน่านฟ้าของแผ่นดินเร้นลับ!"


ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่นิรันดร์แน่นจนข้อนิ้วปูดโปน "มันใช้ดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนที่ตกตายจากการกวาดล้างในทวีปเบื้องล่าง มาหลอมเป็นอาวุธ! ความกดดันนี้... หากม่านวิญญาณบีบรัดเข้ามาจนถึงตัวเรือ พวกเราจะถูกคลื่นความอาฆาตแค้นบดขยี้จนวิญญาณแตกซ่าน!"


เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หราน ต่างมีสีหน้ามืดมน พลังอัคคีและพฤกษาของพวกเขาสั่นไหวอย่างหวาดกลัวต่อเจตจำนงของเซียนอมตะ


อาเจียกวาดสายตามองสหายทุกคน ดวงตาของเขาเย็นเยียบและเด็ดขาด เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว หรือโวยวายโทษโชคชะตา


"สวรรค์ที่อ้างตนว่าสูงส่ง กลับหลบซ่อนอยู่หลังเสียงร่ำไห้ของผู้อ่อนแอ... ช่างเป็นสัจธรรมที่น่าสมเพชยิ่งนัก" อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน การตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมของเขา มิใช่การเสแสร้ง ทว่ามันคือความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมอย่างแท้จริง "มันคิดว่าการใช้ความตายของผู้อื่นมาเป็นเกราะ จะทำให้พวกเราไม่กล้าลงมือกระนั้นหรือ? ช่างดูถูกวิถีแห่งหมื่นอักขระของพวกเราเกินไปแล้ว!"


อาเจียหันไปทางห้องผนึกปราณใต้ท้องเรือ "พวกเจ้าประจำตำแหน่ง! กางค่ายกลป้องกันระดับสูงสุด รักษาแกนปราณของศิลาพิทักษ์สูญตาเอาไว้ ข้าต้องการเวลาครึ่งชั่วยาม เพื่อถอดรหัสคัมภีร์บรรพกาล หากข้าไม่ออกมา... ห้ามผู้ใดรบกวนเด็ดขาด!"


สิ้นคำสั่ง อาเจียพุ่งตัวลงสู่ห้องผนึกปราณ ปิดผนึกประตูด้วยอักขระป้องกันแน่นหนา


ภายในห้องที่สลัว อาเจียนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้าโต๊ะหิน วางแผ่นหยกสีเทาหม่นลง เขาสูดลมหายใจลึกยาว ปรับสภาวะจิตใจให้เข้าสู่ 'มหาภาวะซวี' อย่างสมบูรณ์ ละทิ้งความวิตกกังวล ความโกรธเกรี้ยว และความเร่งรีบ


เขาประทับฝ่ามือลงบนแผ่นหยก ส่งจิตสัมผัสทะลวงเข้าไปภายใน


วูบ!


จิตสำนึกของอาเจียถูกดึงเข้าสู่ห้วงมิติที่ไร้ขอบเขต ที่แห่งนี้ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีเสียง ไม่มีสสาร มีเพียง 'ความว่างเปล่า' ที่กว้างใหญ่ไพศาล ทว่าท่ามกลางความว่างเปล่านั้น มีประกายแสงเล็กๆ จุดหนึ่งถือกำเนิดขึ้น


มันคือขีดเส้นเดียว...


เส้นตรงง่ายๆ ที่ขีดลากผ่านความมืด ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยน้ำหนักของฟ้าดินทั้งหมด! เมื่อมีขีดเส้นแรก จึงมีเส้นที่สอง เส้นที่สาม ถักทอกันจนกลายเป็นสัญลักษณ์ และพัฒนาเป็นอักษร


“อักษร... คือพาหนะของเจตจำนง”


เสียงของมู่เฉินดังกังวานขึ้นในห้วงจิตสำนึก อดีตมหาปรมาจารย์ปรากฏกายขึ้นเคียงข้างเขา ทอดสายตามองปฐมบทแห่งอักษรสวรรค์ด้วยความยำเกรง "อาเจีย... มหาคัมภีร์นี้มิได้สอนวิธีเขียนอักขระให้ทรงพลัง ทว่ามันสอนให้เจ้า 'เข้าใจ' ว่าเหตุใดอักขระจึงทรงพลัง... สวรรค์ใช้กฎเกณฑ์เพื่อควบคุม ทว่าอักขระ คือการถอดรหัสกฎเกณฑ์เหล่านั้น"


อาเจียจดจ่ออยู่กับการไหลเวียนของเส้นสายในคัมภีร์ เขาวิเคราะห์โครงสร้างของม่านวิญญาณมหาประหารของเซียนอมตะไป๋จื่อไปพร้อมกัน


'เซียนอมตะใช้ดวงวิญญาณเป็นตาข่าย... หากข้าใช้ค่ายกลเพลิง หรือค่ายกลทำลายล้างเพื่อเจาะทะลวง มันย่อมหมายถึงการทำลายดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์นับล้าน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มันต้องการ เพื่อให้เต๋าของข้าแปดเปื้อนและสูญเสียความชอบธรรม!' อาเจียขบกรามแน่น


"ความเจ้าเล่ห์ของสวรรค์... บีบบังคับให้คนดีต้องกลายเป็นมาร" อาเจียพึมพำ


มู่เฉินลูบเครา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า "แล้วเจ้าจะทำเช่นไรเล่า? จะยอมตายเพื่อรักษาคุณธรรม หรือจะสับสังหารวิญญาณเหล่านั้นเพื่อกรุยทางรอด?"


"ศิษย์จะไม่เลือกทางใดเลยขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียลืมตาขึ้นในห้วงจิตสำนึก ดวงตาสาดประกายแห่งปัญญาที่เหนือล้ำ "หากมันใช้ดวงวิญญาณมาพันธนาการ... ข้าก็จะใช้ 'อักขระแห่งวัฏสงสาร' เปิดประตูปรโลก ปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นให้เป็นอิสระ!"


อาเจียไม่รอช้า เขาหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา ท่ามกลางความตระหนักรู้จากคัมภีร์บรรพกาล ปลายพู่กันของเขามิได้ตวัดไปมาอย่างรวดเร็วดุจพายุอีกต่อไป ทว่ามันช้าลง หนักแน่น และแฝงไว้ด้วยความเมตตาที่ลึกล้ำ


เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางอากาศ ภายในวงกลมลึกเข้าไป อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้น ทว่าครั้งนี้ มันมิได้มีสีดำทมิฬที่ดุดัน แต่มันเปล่งประกายแสงสีทองนวลอ่อนโยน ราวกับแสงตะวันแรกของรุ่งอรุณ!


"วิถีแห่งสูญตา มิใช่ความว่างเปล่าที่กลืนกินสรรพสิ่ง ทว่าคือความว่างเปล่าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดใหม่..."


อาเจียผสมผสาน 'อักขระแห่งการปลดแอก' ที่เขาเคยใช้ตัดสายโซ่โลหิต เข้ากับความรู้ใหม่จากมหาคัมภีร์ เขาค้นพบความขัดแย้งของอักษรแห่งการลงทัณฑ์ และใช้สมการใหม่ในการ 'คลายปม' แทนที่จะตัดมันให้ขาด!


"หากการทำลายคือการสร้างเวรกรรม... เช่นนั้นการชำระล้างอย่างแท้จริง คือการนำพาพวกเขากลับคืนสู่วัฏสงสาร!"


ครึ่งชั่วยามผ่านไปดุจพริบตา


ปัง!


ประตูห้องผนึกปราณถูกเปิดออก อาเจียก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจประดุจราชัน กลิ่นอายของเขาไม่ได้ก้าวร้าว ทว่ามันสงบนิ่งและยิ่งใหญ่ราวกับผืนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่


เมื่อเขาก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุด!


ท้องฟ้าเหนือแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ ที่เคยเป็นสีเงินยวงงดงาม บัดนี้ถูกปกคลุมด้วย 'ม่านวิญญาณสีขาวหม่น' ขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกไปไร้ที่สิ้นสุด ภายในม่านนั้น ใบหน้าของมนุษย์ผู้ทุกข์ทรมานนับล้านๆ ใบหน้า กำลังกรีดร้องและบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตแค้น ม่านวิญญาณกำลังบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ พื้นที่มิติรอบด้านถูกบีบอัดจนเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ


"มันมาแล้ว!" ฉินมู่หลางชักกระบี่นิรันดร์ออกมา รังสีกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้า "อาเจีย... พวกเราไม่อาจฟันม่านวิญญาณนี้ได้ หากลงดาบ วิญญาณเหล่านั้นจะแตกซ่าน และเวรกรรมจะตกอยู่ที่พวกเรา!"


"เซียนอมตะไป๋จื่อ... ช่างอำมหิตและเจ้าเล่ห์นัก!" เฟิงอี้หรานกัดฟันแน่น เพลิงอัคคีในมือสั่นไหวอย่างโกรธแค้น "มันใช้ความมีคุณธรรมของพวกเรา มาเป็นอาวุธมัดมือมัดเท้าพวกเราเอง!"


เสียงกังวานอันไพเราะทว่าไร้ซึ่งความเมตตาของเซียนอมตะไป๋จื่อ ดังก้องลงมาจากเบื้องบน ทะลุผ่านม่านวิญญาณลงมา


"ผู้หลงผิดเอ๋ย... บัดนี้ กรงขังแห่งวัฏสงสารได้ครอบคลุมพวกเจ้าแล้ว" เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและการตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรม "วิญญาณเหล่านี้ คือผลพวงจากการกระทำอันโง่เขลาของพวกเจ้าที่บังอาจขัดขืนสวรรค์... จงยอมรับการชำระล้างเสียเถิด มอบรากฐานของพวกเจ้าให้เป็นส่วนหนึ่งของวิหารเทพ เพื่อชดเชยความผิดบาปที่พวกเจ้าก่อขึ้น"


อาเจียแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้า ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสหาย เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ


ฮ่าฮ่าฮ่า...


เสียงหัวเราะของอาเจียแฝงไว้ด้วยความสมเพชและการเย้ยหยัน มันดังกังวานก้อง สะท้อนไปทั่วทิศ


"เซียนอมตะไป๋จื่อ..." อาเจียชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า "ท่านอ้างสิทธิ์เหนือวัฏสงสาร อ้างตนเป็นสวรรค์ผู้เมตตา ทว่ากลับกระทำการเยี่ยงมารร้าย สูบวิญญาณมนุษย์ผู้บริสุทธิ์มาเป็นกโล่กำบังให้ตนเอง! สัจธรรมของท่าน ช่างเปราะบางและขี้ขลาดตาขาวยิ่งนัก!"


อาเจียก้าวออกไปยืนที่หัวเรือ ประทับฝ่ามือซ้ายที่มีสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ลงบนหัวเรือ


"สวรรค์ที่แท้จริง มิใช่อยู่ที่การบีบบังคับให้ผู้คนก้มหัว... ทว่าอยู่ที่การชี้ทางสว่างให้แก่ผู้หลงทาง! ในเมื่อท่านกักขังวิญญาณเหล่านี้ไว้ ข้า... อาเจีย ราชันหมื่นอักขระผู้นี้ จะเป็นผู้เปิดประตูปรโลก ให้พวกเขากลับคืนสู่วัฏสงสารเอง!"


การย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่ากำลังจะเริ่มขึ้น!


อาเจียไม่จำเป็นต้องทำลายม่านวิญญาณ เขาจะใช้ความโกรธแค้นของม่านวิญญาณนั้นแหละ ตลบหลังเซียนอมตะ!


"มู่หลาง! อี้หราน! ปิงอวิ๋น! ชิงเสวี่ย! ผสานค่ายกลสี่ทิศ!" อาเจียตวาดสั่งการ "อย่าโจมตีม่านวิญญาณ ทว่าจงปลดปล่อย 'เจตจำนงแห่งการปกป้อง' ออกไปให้ถึงขีดสุด สร้างป้อมปราการแห่งความสงบสุข เพื่อรองรับวิถีแห่งอักขระของข้า!"


สหายทั้งสี่ไม่ลังเล พวกเขากระจายตัวออกไปยังสี่มุมของมหานาวา ปราณกระบี่ อัคคี พฤกษา และโสตสวรรค์ ถูกผสานเข้าด้วยกันผ่านค่ายกลที่อาเจียเคยวางรากฐานไว้ ก่อเกิดเป็นโดมแสงสี่สีที่แผ่กลิ่นอายความอบอุ่นและปลอดภัย


อาเจียกัดปลายลิ้น บีบเค้นปราณเซียนแท้และแก่นโลหิตออกมา พู่กันนิรันดร์ตวัดวาดกลางอากาศธาตุด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า!

"มหาเวทสูญตา... มหาจารึกส่งวิญญาณข้ามวัฏสงสาร!"


สมการอักขระที่เขาถอดรหัสมาจากมหาคัมภีร์บรรพกาล ปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นฟ้า อักขระสีทองนวลนับแสนตัว พุ่งทะยานออกจากปลายพู่กัน พวกมันมิได้พุ่งไปปะทะกับม่านวิญญาณอย่างก้าวร้าว ทว่าพวกมันล่องลอยไปดุจละอองฝนที่อ่อนโยน


ทันทีที่อักขระสีทองสัมผัสกับใบหน้าของวิญญาณที่กำลังกรีดร้อง...


ความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น!


ความอาฆาตแค้นและความบ้าคลั่งที่ถูกเซียนอมตะไป๋จื่อฝังไว้ในดวงวิญญาณเหล่านั้น คล้ายกับถูกชำระล้างด้วยสายน้ำบริสุทธิ์! อักขระแห่งสูญตาแทรกซึมเข้าไป 'คลายปม' กฎเกณฑ์การควบคุมของวิหารเทพ ดวงวิญญาณที่เคยบิดเบี้ยว ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ ใบหน้าที่เจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งการหลุดพ้น


"นี่มัน..." เสียงของไป๋จื่อที่สั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง ดังก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน "เจ้า... เจ้าสามารถลบล้างอาณัติแห่งสวรรค์ของข้าได้อย่างไร! ค่ายกลระดับนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกเริ่มจะเขียนขึ้นมาได้!"


"ท่านเรียกสิ่งนี้ว่าอาณัติแห่งสวรรค์งั้นหรือ?" อาเจียแสยะยิ้ม ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมถึงขีดสุด "ท่านบังคับให้วิญญาณนับล้านรับใช้ความโลภของท่าน ทว่าวิถีแห่งหมื่นอักขระของข้า คือการมอบอิสรภาพ! บัดนี้... ข้าขอคืน 'กรรม' ของท่าน กลับไปให้ท่านชดใช้!"


อาเจียตวัดพู่กันครั้งสุดท้าย!


อักขระหลิง (零) ที่ซ่อนอยู่ภายในมหาจารึก ทำหน้าที่เป็นตัวแปรผันสมการ! ดวงวิญญาณนับล้านที่ได้รับการปลดปล่อย มิได้แตกซ่านหายไปในทันที ทว่าพวกเขารวมตัวกัน ก่อเกิดเป็น 'คลื่นเจตจำนงแห่งวัฏสงสาร' ที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าการโจมตีใดๆ ในโลกหล้า!


"วิญญาณที่หลุดพ้น ย่อมปรารถนาการทวงถามความยุติธรรม... ไป๋จื่อ! จงรับการลงทัณฑ์จากวัฏสงสารเสียเถิด!" อาเจียชี้พู่กันขึ้นสู่ฟ้า

คลื่นเจตจำนงวิญญาณนับล้าน พุ่งย้อนกลับขึ้นไปเบื้องบน ทะลวงผ่านรอยแยกมิติ มุ่งตรงเข้าปะทะกับร่างของเซียนอมตะไป๋จื่อที่ซ่อนตัวอยู่!


"ม่ายยยยย!"


เสียงร้องโหยหวนของตัวตนระดับเซียนอมตะ ดังก้องสะท้านเอกภพ! พลังแห่งเจตจำนงวิญญาณนับล้านที่ปราศจากความโกรธแค้น ทว่าเต็มไปด้วยสัจธรรมแห่งการหลุดพ้น กระแทกเข้าใส่อาณาเขตสวรรค์ของไป๋จื่ออย่างจัง! มันมิได้ทำลายร่างกาย ทว่ามันโจมตี 'รากฐานแห่งเต๋า' ของเขาโดยตรง! อาณาเขตสวรรค์สีขาวบริสุทธิ์เกิดรอยร้าวลึก กฎเกณฑ์ที่เขาภาคภูมิใจถูกสั่นคลอนจนแทบพังทลาย!


ม่านวิญญาณบนท้องฟ้าสลายตัวไปอย่างสมบูรณ์ แสงสว่างสีเงินยวงของแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศสาดส่องลงมาอีกครั้ง


บนดาดฟ้าเรือ ทุกคนหอบหายใจรุนแรง ทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าใบหน้าของทุกคนกลับเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี


พวกเขาทำได้! พวกเขาสยบการโจมตีระดับกวาดล้างเอกภพของเซียนอมตะได้ ด้วยความเข้าใจในสัจธรรมและการไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้าย!

อาเจียพิงร่างเข้ากับหางเสือเรือ พู่กันนิรันดร์ลดลงแนบข้างกาย เขามองขึ้นไปยังรอยแยกมิติที่ไป๋จื่อหลบหนีไป


"ครั้งต่อไปที่เราพบกัน..." อาเจียกระซิบเสียงเด็ดขาด "ข้าจะไม่ใช่ผู้ที่คอยตั้งรับการลงทัณฑ์ของพวกเจ้าอีกต่อไป... แต่ข้า จะเป็นผู้เขียนบัญชีหนี้เลือดของวิหารเทพ ด้วยอักขระแห่งความว่างเปล่า!"


การต่อสู้ระดับมิติสิ้นสุดลงชั่วคราว ทว่าการยกระดับความเข้าใจในมหาคัมภีร์บรรพกาล ได้เปลี่ยนสถานะของอาเจีย จากผู้แสวงหาทางรอด กลายเป็นผู้ท้าทายสวรรค์อย่างเต็มตัวแล้ว!