จารึกที่ 12 : สุสานกระดูกอสูรศิลา : ป่ากระดูกและหมอกโลหิต
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิศประจิม แสงสีส้มแดงยามเย็นสาดส่องกระทบกับหมอกหนาทึบจนดูคล้ายทะเลโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนน่าขนลุก ไร้เสียงสกุณาหรือแมลงกู่ร้อง มีเพียงเสียงวายุหวีดหวิวที่พัดผ่านรูโหว่ของก้อนหินรูปร่างประหลาด ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญาที่ถูกจองจำ
อาเจียรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยอาการมึนงงประหนึ่งถูกจับใส่ถุงผ้าแล้วเหวี่ยงกระแทกพื้นศิลา เขาลูบคลำตามตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสำรวจความเสียหาย ไม่ใช่ความเสียหายของร่างกาย แต่เป็... "ถุงเงินยังอยู่... พู่กันยังอยู่..." อาเจียถอนหายใจโล่งอก "รอดแล้วสินะ... กำไรชีวิตยังอยู่ครบถ้วน"
เมื่อสายตาเริ่มปรับสภาพ อาเจียจึงมองเห็นสภาพแวดล้อมชัดเจนขึ้น และต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
เบื้องหน้าของเขาคือ "ป่ากระดูก" อันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้ทุกต้นมิได้เกิดจากเนื้อไม้ แต่เกิดจากโครงกระดูกสัตว์อสูรขนาดั์ที่ทับถมกันจนกลายเป็ ซากดึกดำบรรพ์ กิ่งก้านสาขาคือกระดูกซี่โครงที่งอกเงยแทงยอดขึ้นสู่ฟากฟ้า และพื้นดินปูลาดด้วยเศษหินสีดำทมึนที่แผ่ไอเย็นเยียบะเื
[ยินดีต้อนรับสู่ 'สุสานศัสตรามาร' แห่งยุคา...] เสียง มู่เฉิน ดังขึ้นในห้วงจิติญญา แฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์บางอย่าง [ที่นี่เคยเป็สมรภูมิรบระหว่างเผ่ามารศิลาและผู้ใช้อักขระ... ซากพวกนี้คือพยานหลักฐานแห่งความสูญเสีย]
"สนามรบ?" อาเจียหูผึ่ง ดวงตาเป็ประกายวาวโรจน์แทนที่จะหวาดกลัว "สนามรบแปลว่า... ต้องมีของมีค่าตกหล่นอยู่ใช่ไหมขอรับ? อาวุธวิเศษ? แหวนมิติ? หรือชิ้นส่วนศัสตรา?"
อาเจียรีบดีดตัวลุกขึ้น วิ่งเข้าไปสำรวจโครงกระดูกั์ใกล้ตัวที่สุดทันที เขาใช้ด้าม พู่กันนิรันดร์ เคาะเบาๆ ที่กระดูกสีขาวขุ่น
เกร๊ง! เสียงใสกังวานราวกับโลหะชั้นดีดังก้อง
"กระดูกอสูรระดับสูง!" อาเจียน้ำลายสอ สมองคำนวณมูลค่าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า 'กระดูกอสูรพันปี... ตลาดมืดรับซื้อชั่งละ 50 ตำลึงเงิน... นี่มันท่อนละเป็ร้อยชั่ง! ข้ารวยแล้ว! ข้าเจอเหมืองทองคำขาว!'
เขาพยายามจะงัดกระดูกซี่โครงั์ออกมา แต่ไม่ว่าจะออกแรงดึงหรือถีบ มันก็ไม่ขยับแม้แต่นิลเดียว ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวูบผ่านหางตาไป พร้อมกับเสียง ครืด... ครืด... ที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
[ระวัง!] มู่เฉินะโเตือนเสียงหลง [เ้าโง่! ความโลภบังตาจนไม่ดูตาม้าตาเรือ! นั่นมัน 'อสูรศิลาทมิฬ' เฝ้าสุสาน!]
อาเจียหันขวับไปมอง เห็นกองหินสีดำขนาดเท่ารถม้ากำลังค่อยๆ "ก่อร่างสร้างกาย" ขึ้นมาเอง! เศษหินและกระดูกรอบๆ ถูกดูดเข้าไปรวมกันด้วย อาคม ลึกลับ ก่อตัวเป็รูปทรงคล้ายสุนัขป่าขนาดั์ที่มีดวงตาสีแดงฉานเจิดจ้า มันอ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวหินแหลมคม ส่งเสียงคำรามที่ทำให้พื้นดินสั่นะเืเลื่อนลั่น
โฮก!
"ตัวใหญ่ขนาดนี้... กินหมั่นโถวกี่ลูกถึงจะอิ่มเนี่ย!" อาเจียหน้าซีดเผือด ขาเริ่มสั่นพั่บๆ 'สู้ไม่ได้... หนังมันหนาขนาดนั้น ยันต์อัคคีระดับต่ำของข้าคงเหมือนเอาไม้ขีดไปจี้ช้าง... หนี! ต้องหนีเท่านั้น!'
แต่ทว่า... ทางหนีถูกปิดล้อมด้วยไอหมอกโลหิตที่เริ่มหนาตัวขึ้น อสูรศิลาทมิฬกระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง!
"เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้... เอ้ย เสียชีวิตไม่ได้!" อาเจียตัดสินใจควัก "ถุงผงหินา" (ที่เหลือจากตอนขายยาปลอม) ออกมา แล้วสาดใส่อสูรศิลาเต็มแรง!
"จงลิ้มรส... ผงพิษสลายิญญาเก้าโลกันตร์!" (ชื่อตั้งเองเพื่อข่มขวัญ)
ผงหินกระจายฟุ้งเข้าตาอสูรศิลา มันชะงักไปครู่หนึ่งเพราะความระคายเคือง แต่อาเจียรู้ดีว่าแค่ผงหินทำอะไรมันไม่ได้ เขาจึงอาศัยจังหวะนั้นตวัดพู่กันนิรันดร์วาด อักขระหลิง (零 - หลิง) ลงบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้เขาไม่ได้วาดเพื่อโจมตี...
"วิชาลับ: หลุมพรางคนยาก!"
อักขระหลิง (零) ดูดกลืนความแข็งแกร่งของพื้นดินบริเวณเท้าของอสูรศิลาหายไปในชั่วพริบตา ทำให้พื้นดินที่เคยแข็งแกร่งกลายเป็หลุมยุบยวบยาบ อสูรศิลาที่กำลังจะพุ่งเข้ามาเสียหลักหน้าทิ่มลงไปในหลุมโคลนดูดที่อาเจียสร้างขึ้น (โดยการสลาย อณูธาตุปฐี ออกบางส่วน)
ตึง!
เ้าอสูรดิ้นพราดๆ พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา แต่อาเจียไม่รอช้า เขาคว้าก้อนหินแถวนั้นมาปาใส่หัวมันซ้ำๆ เพื่อระบายความแค้น "นี่แน่ะ! จะมากินข้ารึ! รู้ไหมว่าเนื้อข้าไม่อร่อย! กินหินไปซะ!"
[พอได้แล้ว!] มู่เฉินปราม [มันเป็เพียง ทวารบาลศิลา ชั้นต่ำ... พลังชีวิตของมันผูกติดอยู่กับ 'ดวงจิตปฐี' ที่กลางหน้าผาก... ถ้าเ้าทำลายมัน เ้าก็อดได้ของดี]
"ดวงจิตปฐี?" อาเจียหยุดมือทันที ดวงตากลายเป็รูปตำลึงทองอีกครั้ง "ขายได้ไหมขอรับ?"
[ขายได้เป็ร้อยตำลึง...]
สิ้นเสียงอาจารย์ อาเจียเปลี่ยนจากท่าทางหวาดกลัวเป็นักล่าผู้หิวโหยทันที เขาะโลงไปเหยียบหัวอสูรศิลาที่ติดหล่ม ใช้ด้ามพู่กันงัดแงะที่หน้าผากมันอย่างทุลักทุเล
"ออกมานะเ้าก้อนเงิน! ออกมาหาป๋า!"
แกร๊ก! หินสีแดงเข้มขนาดเท่ากำปั้นหลุดออกมาจากหน้าผากอสูรศิลา ร่างของมันหยุดเคลื่อนไหวทันทีและพังทลายลงกลายเป็กองหินธรรมดา
อาเจียชู ดวงจิตศิลา ขึ้นรับแสงตะวันยามเย็นด้วยความปิติยินดี "ร้อยตำลึง... นี่มันค่าเหนื่อยที่คุ้มค่าจริงๆ!"
ทว่าความดีใจอยู่ได้ไม่นาน สายลมเย็นะเืพัดวูบมาอีกครั้ง พัดพาหมอกโลหิตให้จางลง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในป่ากระดูก... มันคือ "ซากเมืองโบราณ" ที่สร้างจากโลหะดำทมึน ยอดหอคอยหักพังเสียดฟ้า และที่ยอดหอคอยนั้น... มีแสงไฟสีฟ้าจางๆ กระพริบอยู่ ราวกับกำลังส่งสัญญาณเรียกหาใครบางคน
[นั่นมัน...] เสียงมู่เฉินสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ['หอจารึกา'... สถานที่ที่ข้าเคย... ตาย]
อาเจียกลืนน้ำลาย มองดวงจิตศิลาในมือ แล้วมองไปยังหอคอยลึกลับ "ท่านอาจารย์... ที่นั่นมีสมบัติเยอะไหม?"
[เยอะ... แต่ผีก็เยอะเช่นกัน]
อาเจียแสยะยิ้มกว้าง กระชับถุงเงินและพู่กันแน่น "งั้นก็ไปกันเถอะขอรับ! ผีข้าไม่กลัว... ข้ากลัวความจนมากกว่า!"