เซียวจิ่งหยวนมองผู้บำเพ็ญที่เพิ่งออกมาจากสระกระบี่และเณรน้อยฝ่าเซี่ยงรวมทั้งหมดเจ็ดแปดคน
พวกเขาต่างทยอยหายไปในอากาศตามคุณชายรูปงามไปราวเปลวไฟ
สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นเพราะอาจารย์และผู้อาวุโสของผู้บำเพ็ญเหล่านั้นกำลังช่วยให้พวกเขาหลบจากวิกฤตที่ภูเขาเนินพยัคฆ์แน่นอน
เพราะในขณะนี้ไม่รู้ว่ามีผู้บำเพ็ญจำนวนเท่าใดที่กำลังรอแย่งชิงสมบัติวิเศษอยู่รอบภูเขาเนินพยัคฆ์อาจมีอย่างต่ำถึงร้อยคนจากการคาดเดาทางสายตาของเซียวจิ่งหยวน
ผู้บำเพ็ญร้อยกว่าคนมีพลังมากน้อยแตกต่างกันแม้พวกเขาล้วนไม่ใช่พวกเดียวกัน ทว่าผู้บำเพ็ญเหล่านี้กลับลงมือพร้อมกันอย่างโกลาหลจนไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าหากตนอยู่ท่ามกลางความโกลาหลนี้แล้วจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่
ดังนั้นผู้บำเพ็ญรุ่นใหญ่ที่เป็นห่วงบุตรหรือลูกศิษย์ลูกหาของตนจึงค่อยๆทยอยดึงคนของตนให้ออกจากที่แห่งนี้ไป
ผู้โชคดีทั้งเจ็ดแปดคนต่างหายตัวไปหมดแล้วตอนนี้เหลือเพียงคนซวยสี่ห้าคนเท่านั้น
เซียวจิ่งหยวนยิ้มอย่างขมขื่นอยู่ในใจแน่นอนว่าเขาคือหนึ่งในคนซวยนั้น นอกจากนี้หากเป็นไปตามคาดแล้วล่ะก็ แม้จะเป็นคนซวยเหมือนกันแต่คนอื่นมีสิ่งอื่นให้พึ่งพาอาจสามารถช่วยให้บุกฝ่าวงล้อมรอดปลอดภัยออกไปอย่างราบรื่นได้
แต่เขาผู้ซึ่งอ่อนแอที่สุดรู้สึกร้อนอกร้อนใจขึ้นมาแล้ว
“โลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกินจนบางครั้งก็ไม่อาจพูดถึงเหตุผลได้”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจพลางยกกระบี่ผุพังในมือขึ้นอย่างอดไม่ได้ คมกระบี่ที่มีรอยบาดแผลมากมายเปล่งแสงสีเทาอันมืดหม่นทอประกายออกมาไร้ซึ่งพลังน่าเกรงขาม
หากพูดในอีกมุมหนึ่งสิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์จากรูปลักษณ์อันไม่น่ามองของกระบี่ทำให้ความกดดันของเซียวจิ่งหยวนไม่ได้มากเช่นผู้อื่น เพราะจิตของผู้บำเพ็ญมากมายต่างก็มุ่งไปยังเหล่าคนซวยที่มีกระบี่บินส่องประกายเรืองรองอยู่ในมือเหล่านั้นมากกว่า
เพราะกระบี่ที่มีจิตวิญญาณในมือของพวกเขาเป็นสิ่งที่คุ้มแค่แก่การแย่งชิงมากกว่ากระบี่ทื่อไร้คมของเขา
ท้องฟ้าเหนือภูเขาเนินพยัคฆ์เต็มไปด้วยเมฆดำที่แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วในทันใดกระแสลมแผ่วเบาพัดผ่านแปรปรวน อาวุธต่างๆ ถูกง้างขึ้น สายธนูถูกดึงตึงเขม็งสงครามพร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นมีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ขี่อาวุธวิเศษพุ่งตรงเข้าใส่ด้วยแรงมหาศาล ทว่าโชคดีที่เป้าหมายของเขาไม่ใช่เซียวจิ่งหยวนแต่กลับเป็นชายหนุ่มอีกคนผู้ถือกระบี่อันล้ำค่าไว้ในมือ
“ไปตายซะ!”
ชายหนุ่มผู้นั้นโกรธเกรี้ยวพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ที่ได้มาจากถ้ำกระบี่กระบี่บินสีฟ้าราวนภา เล่มบางราวกระดาษเล่มหนึ่งพุ่งตรงออกไปดั่งแขนอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า
เขาเพิ่งคว้ากระบี่บินมาได้ไม่นานแต่กลับสามารถใช้ได้ตามใจนึกเป็นพลังที่ทำให้เซียวจิ่งหยวนอดตัดพ้อกับตัวเองไม่ได้
“ฆ่าๆๆ !”
ทันทีที่เสียงสั่งโจมตีดังขึ้นผู้บำเพ็ญตนนับร้อยก็ต่างพรั่งพรูออกมาจากรอบทิศรอบทางสถานการณ์อันตรายเต็มไปด้วยกลิ่นไอความอาฆาตที่ลอยคละคุ้งบรรยากาศเยือกเย็นราวคมกระบี่
ครั้นเมื่อการต่อสู้ใกล้จะเกิดขึ้นเซียวจิ่งหยวนรีบใช้วิชาดาราเหินบุกฝ่าเมฆดำบนท้องฟ้าหลบหนีไป
เมื่อศัตรูมีจำนวนมากการต่อสู้อย่างบ้าระห่ำจึงไม่ต่างอะไรกับการทรมานตัวเองเซียวจิ่งหยวนตัดสินใจรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว นอกจากเขานี้ต้องขอบคุณผู้บำเพ็ญคนอื่นที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาจนทำให้พลังโจมตีของผู้บำเพ็ญกลุ่มนั้นเบาลง
เมื่อผู้บำเพ็ญบางคนเห็นว่าเซียวจิ่งหยวนกำลังจะหนีก็ลังเลอยู่สักพักก่อนตัดสินใจปล่อยไปไม่ตามล่าเพราะเสื้อผ้าของเซียวจิ่งหยวนนั้นขาดรุ่งริ่งมอมแมม แม้แต่กระบี่ในมือยังเสียหายอย่างหนักจนดูเหมือนเขาไม่ได้สิ่งใดมาจากสระกระบี่เลยสักชิ้น
แทนที่จะไล่ตามเซียวจิ่งหยวนสู้ไปล้อมผู้บำเพ็ญที่มีกระบี่บินอันเจิดจรัสเหล่านั้นเสียยังดีกว่า
แน่นอนว่ายังมีผู้บำเพ็ญอยู่อีกจำนวนไม่น้อยที่ถือคติว่าฆ่าเสียดีกว่าปล่อยไปหรือบางทีคงอาจรู้สึกว่าท่ามกลางการต่อสู้ที่ยุ่งเหยิงนี้อย่างไรก็ควรลองพนันดูสักตั้ง ต่อให้ผลประโยชน์นั้นอาจไม่เป็นของตนก็ตาม
ดังนั้นจึงมีผู้บำเพ็ญบางคนขี่กระบี่บินและอาวุธวิเศษไล่ตามหลังเซียวจิ่งหยวนไปอย่างไม่วางมือ
เซียวจิ่งหยวนสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างในระหว่างที่กำลังเหาะหนีเหล่าผู้บำเพ็ญที่ไล่ตามเขามาต่างดูเหมือนไล่ตามเขาอยู่ห่างๆราวกับอยากปล่อยให้เขาหนีไป
เขาประหลาดใจกับสถานการณ์นี้อย่างมาก
ทว่าในไม่ช้าเขาก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพราะผู้บำเพ็ญที่ออกมาจากสระกระบี่ได้ถูกตามกลับไปก่อนแล้วส่วนผู้ที่เหลืออยู่ก็อาจจะแข็งแกร่งเกินต้านรวมไปถึงว่าของวิเศษอาจไม่เพียงพอต่อจำนวนคน ไม่อาจแบ่งกันได้ลงตัว
และการที่เซียวจิ่งหยวนหลบหนีออกมาคนเดียวเช่นนี้โดยมีผู้บำเพ็ญนับสิบกำลังไล่ตามอยู่ด้านหลังทั้งยังห่างออกมาจากผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ ทำให้การแย่งชิงลดน้อยลงอย่างมากตราบใดที่ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นไม่โง่เง่า พวกเขาก็คงร่วมมือกัน...
“พวกคนชั่ว”
เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้มเย็นชาทันทีหลังคิดได้ก่อนพุ่งตรงออกไปโดยไร้ความลังเล เขาใช้วิชาดาราเหินอย่างสุดความกำลังจนออกห่างจากภูเขาเนินพยัคฆ์ไปไกลมุ่งลึกเข้าไปในภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านนอกเมืองซูโจว
ทว่าเขากลับยังไม่อาจหลุดพ้นจากการไล่ตามไปได้เมื่อเขาเร่งความเร็ว ผู้บำเพ็ญที่อยู่ด้านหลังก็ต่างเพิ่มความเร็วตามหรือหากเขาลดความเร็วผู้บำเพ็ญด้านหลังก็ลดความเร็วของตนเพื่อให้ไล่ตามเขาอยู่ด้านหลัง
เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญเหล่านั้นคงเห็นเขาเป็นหมูในอวยทำตัวเป็นแมวหยอกหนูกับเขาเสียนี่
การที่พวกเขายังไม่รีบร้อนลงมืออาจเป็นเพราะกำลังรอโอกาสก็เป็นได้บางทีอาจเป็นการรอคอยให้เขาหมดเรี่ยวแรงหรือบางทีอาจเป็นการรอให้ผู้บำเพ็ญบางคนทนไม่ไหวเริ่มลงมือก่อน คนที่อยู่ด้านหลังก็จะคอยชุบมือเปิบอยู่ด้านข้าง
สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการประลองฝีมือที่ไร้แบบแผนเป็นการทดสอบจิตใจและความอดทนของผู้บำเพ็ญแต่ละคน หากพลังของทุกคนเท่าเทียมกัน ผู้ที่มีความเพียรมากกว่าจะได้เปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้บำเพ็ญนับสิบที่กำลังไล่ตามเซียวจิ่งหยวนต่างหยุดพักอยู่ที่ภูเขาเนินพยัคฆ์ครู่หนึ่งซึ่งยังคงมีการต่อสู้อันดุเดือดเกิดขึ้นอยู่ทำให้ต่างก็เข้าใจพลังของกันและกันประมาณหนึ่ง
ประกอบกับการที่พวกเขาแต่ละคนล้วนมีความเคียดแค้นเป็นศัตรูต่อกันอยู่ภายในใจจึงมิอาจไว้ใจผู้อื่นได้ง่าย ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องระแวงกันและกันเช่นนี้ล้วนไม่มีผู้ใดคิดอยากลงมือเป็นคนแรกเพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้เปรียบและเสียเปรียบซึ่งกันและกัน
ดังนั้นสิ่งนี้ยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาร่วมมือกันปล่อยเซียวจิ่งหยวนให้หลบหนีเข้าไปในป่า
ความสมดุลอันละเอียดอ่อนได้ก่อตัวขึ้นระหว่างผู้บำเพ็ญทั้งหลายเพียงแต่ความสมดุลนี้ช่างเปราะบางมากเสียจนอาจถูกทำลายได้ทุกเมื่อ
ทว่าผู้บำเพ็ญทุกคนกลับไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผู้ที่จะมาทำลายความสมดุลนี้กลับเป็นเซียวจิ่งหยวนเพราะหลังจากที่เข้าไปในป่าลึก ร่างกายที่ว่องไวของเซียวจิ่งหยวน จู่ๆ หยุดชะงักกลางท้องฟ้าก่อนจะร่อนลงไปบนยอดเขาธรรมดาลูกหนึ่ง แล้วหันกายกลับมายืนรออย่างเงียบๆ
ไม่ช้าผู้บำเพ็ญสิบกว่าคนที่บินปรี่เข้ามาก็ต่างตกตะลึงอยู่สักพักก่อนแยกกันร่อนลงมาในตำแหน่งที่แตกต่างกัน เป็นเหมือนดาวล้อมเดือนล้อมปิดกั้นทางหนีทุกทางของเซียวจิ่งหยวนเอาไว้
ศัตรูอยู่รอบด้านเช่นนี้แม้นมีปีกคงหนีไปไม่รอด
เพียงแต่เหล่าผู้บำเพ็ญนับสิบต่างยังคงงุนงงและไม่เข้าใจเหตุใดจู่ๆ เซียวจิ่งหยวนถึงไม่หลบหนีต่อ หรือเขาจะยังมีลูกไม้อื่นใด
ไม่ใช่เพราะผู้บำเพ็ญทั้งหลายคิดมากแต่เป็นเพราะเรื่องราวที่ผิดปกติมักมีบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลรออยู่ เพื่อความปลอดภัยผู้บำเพ็ญทั้งหลายจึงกวาดตามองไปรอบๆ พร้อมแอบยกอาวุธและกระบี่บินขึ้นอย่างเงียบๆเพื่อไม่ให้ประมาทจนถูกแว้งกัด...
ยามนี้เซียวจิ่งหยวนชูกระบี่ผุพังในมือขึ้นพร้อมพูดเสียงเบาว่า“ข้าได้อาวุธมาจากถ้ำกระบี่เพียงอย่างเดียวซึ่งคือกระบี่บินเล่มนี้!”
ด้านนอกป่าทึบไร้ซึ่งการบดบังจากเมฆหมอกดวงจันทร์ส่องแสงบริสุทธิ์กลมสวยประหนึ่งแผ่นหยกเรืองแสงวาววับงามตา ท่ามกลางแสงที่สาดส่องลงมาของดวงจันทร์เหล่าผู้บำเพ็ญสามารถเห็นกระบี่ของเซียวจิ่งหยวนได้อย่างชัดเจน
ตัวกระบี่นั้นมีสีขาวดำสลับกันไปมาจนขุ่นเหมือนขี้เถ้ารอยร้าวมากมายกระจายตัวอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบทว่าคุณภาพกลับดีเสียยิ่งกว่ากระบี่เหล็กที่ตีขึ้นโดยช่างฝีมือดีเสียอีก
สิ่งเดียวที่ทำให้กระบี่ผุพังดูไม่กลายเป็นกระบี่ขยะก็คือแสงรัศมีที่ยังคงส่องสว่างและปลิวไปตามสายลมนั่นเองแสงรัศมีอันเลือนรางส่องสว่างอยู่รอบกระบี่ บางเบาจนแทบมองไม่เห็นและเลือนรางมากเสียจนดูเหมือนปลิวหายไปตามสายลมได้
คำสองพยางค์ผุดขึ้นมาในความคิดของผู้บำเพ็ญทั้งหลายในทันทีหลังได้เห็นกระบี่เล่มนี้
ขยะ!
ช่างไร้ค่าเสียจริงหากส่งกระบี่เล่มนี้มอบให้แก่พวกเขา พวกเขาคงไม่สนใจหันมามองแม้แต่แวบเดียวการมีวาสนาได้เข้าไปในสระกระบี่แต่กลับได้ขยะเช่นนี้ออกมาถือได้ว่าเป็นเรื่องเศร้านัก...
ทว่าผู้บำเพ็ญทุกคนกลับจ้องกระบี่ผุพังด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ
ผู้ใดจะรู้ได้ว่าสิ่งที่เซียวจิ่งหยวนพูดออกมานั้นเป็นความจริงหรือไม่หากไม่ใช่ความจริง แสดงว่าพวกเขากำลังโดนหลอก นับว่าเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ แต่ต่อให้เป็นเรื่องจริงแล้วอย่างไร
ลองคิดดูแล้ว พวกเขาดักซุ่มอยู่ที่เนินพยัคฆ์มาหลายวันโดยไม่อาจเข้าไปในสระกระบี่ได้ซ้ำร้ายกลับยังต้องมาสูญเสียยาอายุวัฒนะและพลังไปมากมายจากการต่อสู้อีกด้วยในเมื่อการสูญเสียเหล่านี้ยังไม่มีสิ่งมาทดแทนได้ แล้วพวกเขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร
ดังนั้นแม้เซียวจิ่งหยวนจะไม่ได้สมบัติใดออกมาจากสระกระบี่เลยทว่าเขาก็ยังต้องโดนคนเหล่านี้ปล้นอยู่ดี หรือหากเซียวจิ่งหยวนไม่มีสมบัติหรือสิ่งของที่คุ้มค่าแก่การปล้น...
เช่นนั้นก็อย่ามาโทษที่พวกเขาเอาความโกรธซึ่งสะสมมาหลายวันมาระบายใส่เซียวจิ่งหยวนเช่นนี้แล้วกัน
ผู้บำเพ็ญสิบกว่าคนพลันครุ่นคิดพร้อมกับความดุร้ายที่แผ่ออกมาจากในดวงตา
ในขณะเดียวกันนั้นเองเซียวจิ่งหยวนก็พูดขึ้นต่ออย่างตรงไปตรงมาว่า“จากสายตาของพวกเจ้าแล้วข้ารู้ว่าพวกเจ้าผิดหวังกับกระบี่เล่มนี้มาก...”
“ใช่แล้ว ข้าก็เป็นเหมือนอย่างพวกเจ้าผิดหวังมากเช่นกัน แต่ถึงแม้จะผิดหวังแต่ความผิดหวังของข้ากลับแตกต่างจากของพวกเจ้า”
เซียวจิ่งหยวนแหงนหน้ากวัดแกว่งกระบี่ผุพังอย่างเบามือพร้อมเอ่ยอย่างช้าๆ “สิ่งที่พวกเจ้าผิดหวังคือกระบี่นี้พังและไม่มีค่าอะไรทั้งนั้นทว่าสิ่งที่ข้าผิดหวังคือ เหตุใดคนเราถึงมักตัดสินคนจากภายนอกเช่นนี้ กระบี่ที่เสื่อมสภาพไม่มีสิทธิ์ให้คนได้มองและไม่มีทางต้องตาผู้คนเลยเช่นนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนถอยหายใจออกมาเล็กน้อยทันใดนั้นกระบี่ผุพังที่อยู่ในมือกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงประหลาดขึ้นเขากวัดแกว่งกระบี่ ทันใดก็มีแสงหมองหม่นสีเทาเปล่งประกายออกมาเป็นเส้นแสงที่พร่างพราวกระจายปกคลุมไปทั่วตัวกระบี่
ในยามที่แสงหมองหม่นไกระจายไปทั่วตัวกระบี่ทันใดนั้นมันก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เซียวจิ่งหยวนยังคงตั้งท่าถือกระบี่ ทว่าตัวกระบี่กลับสลายหายไปกลางอากาศประหนึ่งก้อนเมฆและหมู่ควันเสียแล้ว
“คิดอยากทำอะไรของเจ้า”
ผู้บำเพ็ญทั้งหลายต่างก็สับสนหลังเห็นภาพตรงหน้าทว่าเมื่อได้ยินคำพูดที่อธิบายไม่ได้ของเซียวจิ่งหยวนระฆังบอกเหตุในใจของพวกเขากลับสั่นไหว สภาพจิตใจตึงเครียดพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
การแตกสลายหายไปอย่างฉับพลันของกระบี่ในมือเซียวจิ่งหยวนสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนมากมาย
“เขากำลังเล่นตลกอยู่หรืออย่างไร”
“จงใจหลอกลวงกันหรือ...”
“ข้าอยากฆ่าเจ้าเด็กนี่!”
บางคนโกรธจัดไม่ยอมรับว่าเมื่อครู่ตนก็ตกใจกลัวเช่นกัน
“โบราณว่าไว้แม่ทัพที่พ่ายแพ้ไม่ควรพูดเรื่องกล้าหาญ!”
ยามนี้เซียวจิ่งหยวนยังคงพูดจาฉะฉานด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “กองทัพสูญเสียแม่ทัพได้ แต่คนห้ามสูญเสียความทะเยอทะยานดังนั้นข้าจะเรียกกระบี่พังเล่มนี้ว่าผี่ฟู[1]”
[1] ผี่ฟู แปลว่า ประชาชนคนธรรมดา