จอมนางข้ามภพ(จบ)

    บทที่ 102 บทสุดท้าย

    บทที่ 102บทสุดท้าย

    สายลมยามเช้าพัดเข้ามาม่านโปร่งสีแดงสดขยับไหวไปตามแรงลมร่างบอบบางบนเตียงกว้างค่อย ๆ ลืมตาขึ้นดวงตาหวานจ้องมองไปที่ด้านข้าง ก่อนขมวดคิ้วเรียวสวยเมื่อพบว่าข้างกายนางว่างเปล่าหยวนหรงหย่งหมิงหายไปไหนกัน ในเวลานี้เขาควรนอนอยู่ข้างกายนางมิใช่หรืออย่างไร ประตูห้องเปิดออกทันทีที่เยว่เอ๋อร์ก้าวลงจากเตียงราวกับในห้องนี้มีกล้องวงจรปิดจ้าวกันหนี่ว์ประคองอ่างล้างหน้าและชุดใหม่มาให้เยว่เอ๋อร์ ใบหน้างามของปีศาจผีเสื้อแดงก่ำนางก้มหน้ามองพื้นตลอดเวลาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเยว่เอ๋อร์ตรง ๆ

    แม้ไม่เอ่ยถามเยว่เอ๋อร์ก็รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของปีศาจสาวแดงก่ำได้เป็นอย่างดีอีตาอ๋องจอมหื่น...

    “ท่านอ๋องอยู่ไหน”

    เยว่เอ๋อร์เอ่ยถามเสียงเรียบพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นปกติหากแต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดสาวใช้ปีศาจน้อยก็ยังคงก้มหน้าก้มตาใบหน้าแดงก่ำเช่นเดิม

    “เสด็จไปหาท่านชิงลี่เจ้าค่ะ”

    ใบหน้าของเยว่เอ๋อร์แดงก่ำแข่งกับสาวใช้ของตนเมื่อคิดได้ถึงสาเหตุที่หยวนหรงหย่งหมิงไปพบองครักษ์ของตน ใคร ๆ ก็รู้ว่าชิงลี่เป็นผู้มีพลังสายฟื้นฟูการที่หยวนหรงหย่งหมิงเดินทางไปหาองครักษ์คนสนิทของตนตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้เด็กสิบขวบก็ยังคงเดาได้ถึงสาเหตุ ช่างน่าอับอายนัก!มือบางหยิบผ้าชุบน้ำล้างหน้าล้างตาของตนก่อนขมวดคิ้วเรียวอีกครั้งเมื่อเห็นชุดใหม่สำหรับวันนี้

    “นี่อะไรกัน”

    “ท่านอ๋องตรัสว่าชุดนี้เหมาะกับพระชายาเพคะ”

    เยว่เอ๋อร์หยิบชุดสีแดงสดขึ้นมาแล้วยกยิ้มหวานพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเหมาะกับนางอย่างนั้นหรือเมื่อมองชุดสีแดงสดสลับกับผิวขาวเนียนลออของตนแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของหยวนหรงหย่งหมิงเช่นกันจ้าวกันหนี่ว์จัดแจงช่วยนายสาวแต่งตัวทั้งเสื้อผ้าหน้าผมล้วนงดงามเพียงพริบตาด้วยคาถาเวทย์ของปีศาจสาว

    “ไม่คิดว่าเจ้าทำอะไรแบบนี้ได้”

    “เจ้าค่ะ”

    จ้าวกันหนี่ว์ยิ้มจนแก้มปริเมื่อเห็นว่านายสาวพึงพอใจกับผลงานของตนจริง ๆ แล้วนางเป็นปีศาจปลายแถว หากเป็นปีศาจที่มีฝีมือมาก ๆ ไม่ใช่แค่แต่งหน้าทำผมในพริบตาเช่นนี้แม้แต่แปลงกายปีศาจอย่างพวกนางก็ทำได้ไม่ยาก

    “ไปข้างนอกเถอะ ข้าหิวแล้ว”
    “เจ้าค่ะ”

    เยว่เอ๋อร์ก้าวออกมาจากห้องทุกสายตาจดจ้องมาที่นางด้วยความเคารพและนอบน้อม เมื่อมองโดยรอบตัวก็พบว่าสาวใช้ส่วนใหญ่นั้นคือคนที่จวนโมลี่ของนางทำให้รู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นมากขึ้นจนลืมความตั้งใจที่จะไปจากที่นี่ไปเสียสนิท

    “พระชายาเชิญเสด็จทางนี้เพคะ”

    เยว่เอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียวจริง ๆ นางได้ยินผู้คนที่นี่หลายคนเรียกนางเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่เพราะตั้งแต่เมื่อคืนนางก็พบเจอแต่เรื่องวุ่นวายจึงไม่ทันได้ซักถามจากใครเวลานี้จึงถือโอกาสซักไซ้ไต่ถาม

    “ทำไมจึงเรียกข้าว่าพระชายา”

    “เป็นคำสั่งท่านอ๋องเพคะ”

    ใบหน้าหวานเพียงพยักหน้ารับเข้าใจไม่ได้ถามต่อให้สาวใช้เหล่านั้นอึดอัดใจในเมื่อนางเป็นว่าที่พระชายามาตั้งแต่ต้นและคงเป็นพระชายาจริง ๆ ในเร็ววันนี้การที่หยวนหรงหย่งหมิงจะให้คนของตนเรียกนางว่าพระชายาเพื่อความสะดวกและคุ้นเคยก็คงไม่แปลกนักเมื่อเดินมาถึงลานระเบียง ภาพแผ่นหลังกว้างคุ้นตาก็ทำให้ดวงตาหวานเบิกกว้างและแปลกใจมิน้อย 

    นี่เขาคิดจะทำอะไร

    หยวนหรงหย่งหมิงหันมาส่งยิ้มกว้างพร้อมทั้งสาวเท้ามาใกล้นางเยว่เอ๋อร์มองชุดสีแดงที่เขาสวมใส่แล้วรู้สึกงุนงงมิน้อย

    “อาจจะดูเร่งรีบและวุ่นวายไปหน่อยแต่ได้โปรดแต่งให้ข้าได้หรือไม่เยว่เอ๋อร์”

    เยว่เอ๋อร์ลำคอแห้งผากดวงตาหวานเบิกกว้างกับคำที่เขาเอ่ย หากแต่เพียงชั่วสูดลมหายใจ หัวใจของนางก็เต้นระรัวดวงตาสองข้างร้อนผ่าวจนมิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความยินดีเอาไว้ได้มือบางยกขึ้นปิดริมฝีปากบางที่เริ่มสั่นระริกสมองของนางว่างเปล่าได้ยินเพียงถ้อยคำที่เขาเอ่ยไปเมื่อครู่เท่านั้น

    หยวนหรงหย่งหมิงเห็นใบหน้าหวานคล้ายจะร้องไห้ก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาหรือนางจะโกรธเคืองที่เขารวบรัดนางเช่นนี้ ทั้งเรื่องเมื่อคืนและวันนี้ หากแต่เขามิอาจปล่อยนางไปได้แล้วจริงๆ หยวนหรงหย่งหมิงดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดแน่น เขาหวาดกลัวว่านางจะโกรธจนหนีเขาไปอีกครั้ง

    “ข้ารู้ดีว่าเจ้าคงจะโกรธข้าหากแต่ข้าไม่อาจเสียเจ้าไปได้อีกแล้ว เยว่เอ๋อร์อย่าหนีข้าไปไหนอีกเลยนะ”

    เยว่เอ๋อร์แม้จะงุนงงในประโยคแรกแต่เมื่อเขาเอ่ยจบนางก็เข้าใจในทันที มือบางโอบกอดแผ่นหลังกว้างที่ดูอ้างว้างมายาวนาน

    “ข้ารักเจ้า”

    หยวนหรงหย่งหมิงเอ่ยพร้อมทั้งกระชับอ้อมกอดของตนแน่นขึ้นกว่าเดิมแม้เป็นถ้อยคำที่เคยฟังมาแล้ว แต่เมื่อได้ยินหัวใจของเยว่เอ๋อร์ก็ยังคงตื้นตันยินดีและรู้สึกว่ามิเคยเพียงพอที่จะฟัง

    งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยเยว่เอ๋อร์นั้นนับถือเฉินมี่ถงเป็นอาในวันนี้ราชองครักษ์คนสนิทจึงกลายเป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวส่วนทางหยวนหรงหย่งหมิงนั้นได้สหายสนิทอย่างฮ่องเต้เหมยเสวี่ยนเทียนที่แม้อายุจะมิต่างกันมากแต่ด้วยศักดิ์ที่สูงส่งจึงได้รับเกียรติเป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวโดยหยวนหร่งหย่งหมิงไม่ลืมที่จะส่งสาส์นด่วนไปแจ้งแก่พี่ชายของตนเพื่อมิให้เกิดปัญหาในภายภาคหน้า

    หลังแต่งงานหยวนหรงหย่งหมิงและเยว่เอ๋อร์ก็ใช้ชีวิตที่วังมรกตหนึ่งเดือนให้หลังสหายสนิททั้งสองต่างกลับแคว้นของตนด้วยแรงขับไล่ของสหายเจ้าของบ้านทุกเช้าเย็นเช่นเดียวกับวิหคเพลิงชิงชิงและปีศาจผีเสื้อเจ้ากันหวี่น์ที่กลับไปบำเพ็ญเพียรเพิ่มตบะที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของวิหคเพลิง 

    หยวนหรงหย่งหมิงยังคงดำรงตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์ขาวแห่งหนิงอันดังนั้นในทุกเดือนเขาจึงต้องเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อฟังข้อราชการแม้จะดูเงียบเหงาเวลาที่หยวนหรงหย่งหมิงไม่อยู่ แต่เยว่เอ๋อร์ก็มักใช้เวลาว่างไปกับการอ่านตำรา

    “พระชายา!”

    เสียงใสที่มาก่อนตัวเสมอไม่บอกก็รู้ว่าคนผู้นี้เป็นใครกันเยว่เอ๋อร์วางตำราในมือหันไปจดจ้องสตรีในชุดสีเขียวสดใส แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดความสดใสของนางก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด

    “พี่ซูซิน”

    เยว่เอ๋อร์เอ่ยเสียงหวานลุกขึ้นต้อนรับใบหน้างามฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อพบว่าผู้ที่มาเยี่ยมเยียนนางคราวนี้มิใช่แค่หม่าซูซินแต่ยังมีต้าเจี้ยนเว่ย ต้าเว่ยซิน และหลิวหนิงเจี้ยนร่วมด้วยรอยยิ้มหวานของนางสะกดทุกสายตาเบื้องหน้าจนลืมแม้แต่จะทำความเคารพนางตามมารยาทที่ควรกระทำจวบจนสาวใช้ข้างกายเยว่เอ๋อร์กระแอมเสียงดังสติของทุกคนจึงกลับมา

    “อะ... เยว่เอ๋อร์เหตุใดความงามของเจ้าจึงไม่ลดลงเลย”

    “ความซนของท่านก็มิลดลงมิใช่หรือพี่ซูซินเห็นทีงานนี้คุณชายหลิวจะเหนื่อยมิน้อย”

    หม่าซูซินใบหน้าแดงก่ำข่าวที่หลิวหนิงเจี้ยนให้แม่สื่อมาสู่ขอนาง แม้แต่เยว่เอ๋อร์ที่อยู่ไกลเพียงนี้ยังรับรู้เช่นนั้นทั่วหนิงอันนี้ก็คงไม่มีใครที่ไม่รู้เรื่องของนาง

    ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั้นต่างอายจนใบหน้าแดงก่ำหม่าซูซินนั้นถึงกับเงียบจนพูดไม่ออกผิดนิสัยของตนไปเลยทำเอาสองพี่น้องสกุลต้าพากันหัวเราะเสียงดังลั่น

    สหายทั้งสี่มาอยู่ที่วังมรกตเพียงสามวันก็เดินทางกลับเมืองหลวงหม่าซูซินนั้นดูอ้อยอิ่งบ่นไม่หยุดด้วยไม่อยากจากสหายคนสนิท จนเยว่เอ๋อร์รับปากจะกลับไปร่วมงานแต่งของนางกับหลิวหนิงเจี้ยนในอีกสองเดือนข้างหน้านางจึงยินยอมกลับแต่โดยดี

    สามวันถัดมาหยวนหรงหย่งหมิงก็กลับถึงวังมรกตเขาตรงเข้าไปหาพระชายาของตนในทันทีโดยไม่ให้ใครไปเชิญนาง ร่างบางที่นั่งกลางศาลาในมือถือตำราสายตาจดจ้องตัวอักษรในนั้นอย่างตั้งใจเป็นภาพที่เขาเห็นจนชินตา ร่างสูงตรงเข้าไปหานางเขาย่อตัวกอดเอวบางวางคางบนไหล่เล็ก

    “ข้ากลับมาถึงตั้งนานแล้วแต่เจ้าก็ยังคงสนใจเพียงตำรานี่”

    เยว่เอ๋อร์ยกยิ้มหวานผินใบหน้ามาสบตาคมหยวนหรงหย่งหมิงเพียงเห็นรอยยิ้มหวานถ้อยคำมากมายที่คิดว่าจะเอามาหยอกล้อนางเพื่อแสร้งตัดพ้อให้นางง้องอนก็กลืนหายไปจนสิ้น เขาอุ้มร่างบางขึ้นยึดที่นั่งเดิมของนางก่อนวางนางบนตักของตน

    “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินไปเมืองหลวงครั้งหน้าเห็นทีคงต้องพาเจ้าไปด้วยแล้ว”

    เยว่เอ๋อร์ใบหน้าแดงก่ำเมื่อคนพูดกดจมูกลงบนแก้มเนียนของนางร่างบางมิได้ขัดขืนกลับเอนซบบนอกกว้างอย่างออดอ้อนเอาใจ

    “แล้วแต่พระองค์เพคะ”

    “แต่ตอนนี้ข้าว่าอากาศเริ่มเย็นแล้วเราเข้าห้องกันดีหรือไม่”

    เยว่เอ๋อร์ร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัวแม้คำพูดของหยวนหรงหย่งหมิงจะเอ่ยคล้ายห่วงใยนาง แต่แท้จริงแล้วนางรู้ดีว่าคนผู้นี้กำลังคิดไม่ซื่อกับนางตาอ๋องจอมหื่น...

    สายลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้งบ่งบอกว่าใกล้เข้าฤดูหนาววันเวลาหมุนผ่านมายาวนานชีวิตของเยว่เอ๋อร์ก็เช่นกันนางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนจึงมาอยู่ที่นี่ อาจเป็นเพราะโชคชะตา พรหมลิขิต เวรกรรมหรืออาจเป็นความผิดพลาดของเทพผู้นำดวงวิญญาณ แต่เวลานี้นางยินดียิ่งนักที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้

    ...............................................................................จบ.......................................................................................