ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 411 : ม่านวิหารเปิดออก

จารึกที่ 411 : ม่านวิหารเปิดออก : ทัณฑ์สวรรค์สะท้อน


ทะเลดาราใต้พิภพที่เคยปั่นป่วนกลับคืนสู่ความเงียบสงบ แสงสีขาวขุ่นและแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมากระทบเกาะลอยฟ้าอย่างนุ่มนวล ราวกับยอมศิโรราบต่อบุรุษหนุ่มชุดเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแผ่นศิลายักษ์


อาเจียค่อยๆ ถอนมือออกจากแผ่นศิลาปฐมกาล นัยน์ตาสีดำสนิทที่แฝงประกายสีเทาหม่นกวาดมองไปรอบโถงวิหารที่กว้างใหญ่ไพศาล บัดนี้ เขาสัมผัสได้ถึงเส้นชีพจรทุกเส้นของวิหารสุริยันจันทรา ลมหายใจของเขาและกฎเกณฑ์ของซากปรักหักพังแห่งนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


"บาดแผลของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" อาเจียหันกลับมาถามมิตรสหาย น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่าแฝงด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้ง


"แผลภายนอกสมานดีแล้ว เจตจำนงกระบี่ของข้าก็ฟื้นฟูกลับมาคมกริบดังเดิม" ฉินมู่หลางสะบัดกระบี่นิรันดร์ เสียงครางต่ำของโลหะดังก้อง "กฎเกณฑ์ที่เคยกดข่มปราณเซียนของพวกเรา... หายไปแล้วงั้นหรือ?"


เฟิงอี้หรานแบมือออก เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลลุกพรึบขึ้นสูงกว่าสามจั้ง ความร้อนแรงของมันมิได้ถูกสถานที่แห่งนี้ต่อต้านอีกต่อไป "จริงด้วย! ไฟของข้าลุกโชนได้อย่างอิสระ... อาเจีย เจ้าไปปรับเปลี่ยนกลไกอันใดของที่นี่กัน?"


"ข้ามิได้ปรับเปลี่ยน ทว่าข้าเพียง 'อนุญาต' ให้อยู่ร่วม" อาเจียแย้มรอยยิ้มบางเบา "วิถีเต๋าของโลกเซียนปัจจุบันและเจตจำนงโบราณ ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความว่างเปล่า ในเมื่อข้าถือครองปฐมขีดเขียน ข้าย่อมมีสิทธิ์กำหนดเขตแดนให้พวกเจ้าสำแดงพลังได้อย่างเต็มที่"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ในอากาศอย่างแผ่วเบา เส้นสายอักขระสีเงินยวงสี่เส้นลอยไปประทับลงบนไหล่ของมู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย และปิงอวิ๋น


"อักขระนี้จะเชื่อมต่อกฎเกณฑ์ของวิหารเข้ากับปราณของพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ใดในรัศมีร้อยลี้ของวิหารแห่งนี้ พลังของพวกเจ้าจะไม่ถูกลดทอน ซ้ำยังได้รับการหนุนเสริมจากเจตจำนงโบราณ" อาเจียอธิบาย ก่อนจะหันไปมองรอยแยกบนท้องฟ้าจำลองที่สมานตัวปิดสนิทไปแล้ว "พวกเราหลบซ่อนมานานพอแล้ว ถึงเวลาต้องออกไปสะสางบัญชีกับตระกูลเซียนโบราณเบื้องนอกเสียที"


"ข้ารอเวลานี้มาตั้งแต่ถูกตาเฒ่านั่นไล่ล่าจนต้องกระอักเลือด!" เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น เปลวเพลิงในตาปะทุด้วยความแค้น "พวกมันปิดล้อมหุบเขาไว้แน่นหนา แม้ค่ายกลเรือรบจะพังไปแล้ว ทว่ากำลังคนของพวกมันยังคงมหาศาล พวกเราจะบุกทะลวงออกไปตรงๆ หรือ?"


"การพุ่งชนกำแพงหนาคือวิสัยของคนเขลา" เย่ปิงอวิ๋นหรี่ตาลง วิเคราะห์หมากบนกระดาน "อาเจียครอบครองกลไกวิหาร ย่อมต้องมีวิธีที่แยบยลกว่าการใช้กำลังปะทะ"


"ปิงอวิ๋นกล่าวถูกต้อง" อาเจียพยักหน้า ชายหนุ่มหลับตาลง ส่งจิตสัมผัสผ่านแผ่นศิลาปฐมกาลเข้าสู่รากฐานของวิหาร "ในเมื่อพวกมันอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลถึงดินแดนรกร้างบูรพา... ข้าก็ควรจะมอบ 'การต้อนรับ' ที่สมฐานะผู้คุมจารีตแห่งตระกูลเซียนโบราณให้เสียหน่อย"


...


ณ โลกภายนอก เหนือหุบเขารกร้างบูรพา


บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหลและเสียงโอดครวญ ซากเรือรบหยกขาวที่หักสะบั้นร่วงหล่นลงมากระจัดกระจายอยู่ตามโขดหิน เปลวไฟสีทองแดงลุกไหม้ทำลายค่ายกลมหาบรรพกาลที่ตั้งเรียงราย ยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณหลายสิบคนนอนบาดเจ็บสาหัสจากการถูกคลื่นสะท้อนกลับของวิหารสุริยันจันทรากระแทกใส่


กู่หานซาน ผู้คุมจารีตแห่งตระกูลเซียนโบราณ ยืนโซเซอยู่บนยอดหน้าผา ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้ซีดเผือดและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีทอง ตะเกียงกลืนอเวจีในมือของเขามีรอยร้าวปรากฏขึ้น เปลวไฟสีดำริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด


"ท่านผู้คุมจารีต... กองกำลังของพวกเราสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปกว่าเจ็ดส่วน!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่แขนซ้ายขาดสะบั้น คลานเข้ามารายงานด้วยความหวาดกลัว "คลื่นพลังนั่นมันวิปริตเกินไป มันมิใช่เพียงการสะท้อน ทว่ามันดึงเอาเจตจำนงสังหารของหอกทะลวงเอกภพย้อนกลับมาฟาดฟันพวกเราเอง!"


"หุบปาก! ข้ายังไม่ตาบอด!" กู่หานซานตวาดลั่น เตะร่างของผู้อาวุโสผู้นั้นกระเด็นไปกระแทกหิน "สวะนอกรีตนั่น... มันบังอาจใช้กฎเกณฑ์ของวิหารต้องห้ามมาต่อกรกับข้า! ปิดล้อมรอยแยกมิติของวิหารไว้ให้แน่นหนาที่สุด! ตราบใดที่พวกมันยังไม่ออกมา ข้าจะส่งปราณเพลิงจากตะเกียงเข้าไปแผดเผามิติข้างในให้พินาศ!"


ชายชรากัดฟันรีดเร้นปราณเซียนที่เหลืออยู่ เตรียมจะจุดประกายไฟสีดำขึ้นอีกครั้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...


*ครืนนนน...*


ผืนแผ่นดินทั่วทั้งดินแดนรกร้างบูรพาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประดุจมีมังกรยักษ์กำลังพลิกตัวอยู่ใต้พิภพ!


ยอดเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกแสงสว่างและความมืด... ยอดเขาสุริยันและยอดเขาจันทรา... พลันเกิดการเคลื่อนไหว!


กู่หานซานและเหล่ายอดฝีมือตระกูลเซียนโบราณต่างเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง พวกเขามองเห็นยอดเขาทั้งสองค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน! ม่านพลังที่เคยบิดเบี้ยวและปิดกั้นรอยแยก บัดนี้สลายตัวไปอย่างเงียบเชียบ เปิดเผยโถงทางเดินศิลาขนาดยักษ์ที่ทอดยาวออกมาจากส่วนลึกของซากปรักหักพัง


และจากความมืดมิดของโถงทางเดินนั้น... เงาร่างห้าสายกำลังก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคงประดุจขุนเขา


อาเจียเดินนำหน้าสุด เสื้อคลุมสีเข้มสะบัดพริ้วตามแรงลม พู่กันนิรันดร์ในมือส่องแสงสีทองประกายม่วงจางๆ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขากวาดมองกองทัพศัตรูที่ระส่ำระสายด้วยความเยือกเย็นที่หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ


"เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตรอดออกมาได้อีกหรือ!" กู่หานซานชี้หน้าอาเจีย นิ้วมือสั่นระริก "เจ้ารู้หรือไม่ว่าความผิดที่ละเมิดกฎเกณฑ์และทำลายศัสตราของตระกูลเรา... ทัณฑ์สวรรค์จะต้องฉีกวิญญาณเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!"


"ทัณฑ์สวรรค์งั้นหรือ?" อาเจียหยุดฝีเท้าลงที่ปากทางเข้าวิหาร ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้มเย็นชา "ท่านผู้คุมจารีต... ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกท่านเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนรกร้างบูรพานี้ พวกท่านต่างหากที่ละเมิดกฎเกณฑ์... กฎเกณฑ์ที่ข้าเพิ่งกำหนดขึ้นใหม่"


"สามหาว! สังหารมัน!" กู่หานซานตวาดสั่งการ ยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณที่ยังพอยืนไหวสิบกว่าคน พุ่งทะยานเข้าหาอาเจียพร้อมศัสตราที่เปล่งประกายเจตจำนงสังหาร


"มู่หลาง อี้หราน... ให้พวกมันได้เห็นวิถีเต๋าของพวกเจ้า" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันมอง


*เช้ง!*


เสียงชักกระบี่ดังกังวานก้องหุบเขา ฉินมู่หลางพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าประดุจเส้นแสงสีเงิน เจตจำนงกระบี่ที่ได้รับการหนุนเสริมจากวิหารสุริยันจันทรา ขยายวงกว้างและคมกริบยิ่งกว่าเดิมสิบเท่า!


"เพลงกระบี่นิรันดร์... ตัดดารา!"


ปราณกระบี่สีเงินตวัดวาดเป็นรูปครึ่งวงเดือนขนาดยักษ์ พุ่งทะลวงผ่าอากาศธาตุเข้าปะทะกับศัสตราของยอดฝีมือทั้งสิบ!


*เปรี้ยงงงง!*


ศัสตราระดับสวรรค์ของศัตรูถูกปราณกระบี่ฟันขาดสะบั้นประดุจกิ่งไม้แห้ง! คลื่นกระบี่ยังกวาดร่างของผู้คุมกฎเหล่านั้นกระเด็นกระอักเลือดถอยหลังไปหลายสิบจั้ง!


ก่อนที่พวกมันจะทันได้ตั้งหลัก เฟิงอี้หรานทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ สองมือประสานกันเหนือศีรษะ เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลระเบิดออกประดุจดวงอาทิตย์ดวงที่สอง!


"เพลิงบรรพกาล... มังกรกลืนนภา!"


พายุไฟสีทองแดงม้วนตัวเป็นรูปมังกรขนาดยักษ์ พุ่งทะยานลงมาแผดเผายอดฝีมือที่ร่วงหล่นลงพื้น ความร้อนแรงที่ผสานกับเจตจำนงของวิหาร ทำให้ปราณคุ้มกันของศัตรูละลายหายไปในพริบตา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วหุบเขา


"เป็นไปได้อย่างไร... พลังของพวกมัน... ทำไมถึงรุนแรงขึ้นถึงเพียงนี้!" กู่หานซานถอยร่นไปหลายก้าว ความหยิ่งยโสถูกทำลายป่นปี้ ชายชรากัดฟันรีดเร้นปราณเฮือกสุดท้าย จุดเปลวไฟสีดำในตะเกียงกลืนอเวจีขึ้นอีกครั้ง!


"ต่อให้พวกเจ้าจะยืมพลังของวิหารโบราณมาได้... ทว่าไฟนรกของข้า จะเผาผลาญเส้นด้ายวิญญาณของพวกเจ้าให้สิ้นซาก!" กู่หานซานพุ่งทะยานเข้าหาอาเจียโดยตรง ฝ่ามือที่หุ้มด้วยไฟสีดำฟาดฟันลงมาหมายจะปลิดชีพ


อาเจียยืนนิ่ง ไม่หลบหลีก และไม่ได้ให้สหายเข้ามาขวาง ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นช้าๆ


"ไฟของท่าน เกิดจากความอาฆาตและการกดขี่... มันเป็นเพียงเปลวเทียนที่พยายามต่อต้านพายุพายุหมุน"


พริบตาที่ฝ่ามือไฟสีดำฟาดลงมา อาเจียใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางมือซ้าย คีบเปลวไฟสีดำนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย!


*กึก!*


กู่หานซานเบิกตากว้างจนแทบถลน! ไฟแห่งตะเกียงกลืนอเวจีที่สามารถเผาผลาญได้แม้กระทั่งความว่างเปล่า กลับถูกนิ้วมือของชายหนุ่มคีบไว้ราวกับเป็นเพียงดอกไม้ไร้พิษสง!


"ท่านถามหาทัณฑ์สวรรค์ใช่หรือไม่..." อาเจียนัยน์ตาทอประกายสีเทาหม่น วงแหวนสามธาตุในจุดตันเถียนส่งผ่านพลังงานบริสุทธิ์มายังปลายนิ้ว "ข้าจะให้ท่านได้ลิ้มรส... ทัณฑ์แห่งปฐมกาล!"


อาเจียสะบัดข้อมือเบาๆ! เปลวไฟสีดำถูกบีบจนดับสลายไปในพริบตา!


จากนั้น เขาตวัดพู่กันนิรันดร์ในมือขวา วาด 'อักขระคืนสนอง' ลงบนกลางอกของกู่หานซานอย่างรวดเร็ว!


อักขระสีเงินยวงสว่างวาบขึ้น กฎเกณฑ์ของวิหารสุริยันจันทราที่อาเจียควบคุมอยู่ พลันทำงานตอบสนอง! พลังทำลายล้างที่กู่หานซานเคยส่งเข้ามาโจมตีม่านพลัง รวมถึงเจตจำนงของหอกทะลวงเอกภพที่ถูกวิหารดูดซับไว้ก่อนหน้า... ถูกปลดปล่อยและสะท้อนกลับเข้าไปในจุดตันเถียนของชายชราโดยตรง!


"อ๊ากกกกกก!"


กู่หานซานกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง ร่างกายของเขาสั่นกระตุกอย่างรุนแรง เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนและปริแตก โลหิตสีทองทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ปราณเซียนระดับครึ่งก้าวหลอมความว่างเปล่าถูกปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่สะสมไว้บดขยี้จนแหลกสลาย!


ร่างของผู้คุมจารีตร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอย่างหมดสภาพ ตะเกียงกลืนอเวจีในมือแตกร้าวและสูญเสียประกายแสงไปตลอดกาล


ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วหุบเขารกร้าง กองทัพตระกูลเซียนโบราณที่เหลือรอดอยู่เพียงหยิบมือ ต่างทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความสั่นกลัว พวกเขามองดูบุรุษหนุ่มชุดเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของผู้นำตน ประดุจมองดูเทพเจ้าแห่งความตายที่ไม่อาจต่อกร


อาเจียทอดสายตามองกู่หานซานที่นอนหอบหายใจรวยริน ชายหนุ่มมิได้ลงมือสังหารให้สิ้นซาก


"เก็บชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของท่าน กลับไปบอกนายเหนือหัวของท่านเถิด" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วผืนป่า "หากตระกูลเซียนโบราณยังคิดจะใช้กฎเกณฑ์จอมปลอมมาบีบบังคับโลกเซียน... สำนักหมื่นอักขระ จะเป็นผู้รื้อถอนรากฐานของพวกท่านด้วยพู่กันด้ามนี้เอง"


อาเจียหันหลังกลับ เดินนำคณะสหายก้าวออกจากหุบเขาที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของกองทัพศัตรู


ม่านวิหารสุริยันจันทราเปิดออกแล้ว และชื่อของ 'อาเจีย' ผู้ถือครองพู่กันนิรันดร์ จะกลายเป็นพายุลูกใหม่ที่พัดกระหน่ำและสั่นคลอนรากฐานอำนาจของโลกเซียนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน! การผจญภัยเพื่อแสวงหาสัจธรรมที่แท้จริง เพิ่งจะเบิกม่านขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ!