จารึกที่ 255 : ร้อยปีในมิติพู่กัน : การหล่อหลอมร่างกายและจิตวิญญาณ
ท่ามกลางความมืดมิดและพายุสีโลหิตที่พัดโหมกระหน่ำใน 'แดนเนรเทศสูญญตา' กาลเวลาในสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงสิ่งลวงตาที่หาความแน่นอนมิได้ บางครั้งหนึ่งลมหายใจอาจยาวนานเทียบเท่าหนึ่งฤดูกาล และบางคราหนึ่งร้อยปีอาจผันผ่านไปในชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก
อาเจีย ชายหนุ่มผู้ถูกสวรรค์ทอดทิ้งให้ไร้เส้นชีพจร บัดนี้ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองซากศพของสัตว์อสูรบรรพกาลและ 'เผ่าพันธุ์มารโลหิตโบราณ' ที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด แขนขวาของเขาที่สลักลวดลาย 'อักขระมาร' ผสานกับ 'เจตจำนงสูญตา' เปล่งประกายสีเงินอมแดง อาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรู
นับตั้งแต่เขาค้นพบวิถีแห่งการสร้าง 'เส้นชีพจรเทียม' ด้วยการสลักอักขระลงบนกระดูก อาเจียก็แปรสภาพตนเองจากผู้ถูกล่า กลายเป็น 'มัจจุราชหน้าเงิน' แห่งแดนเนรเทศ เขาพากองกำลังที่เหลือเพียง เจ้าสัว และ เจ้าถุงเงิน ออกล่าสังหารเผ่าพันธุ์มารโลหิตที่ถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ เพื่อแย่งชิง 'ผลึกอักขระมาร' และสูบกลืนปราณวิญญาณของพวกมันมาเป็นพลังงาน
"อาเจีย... แขนขวาของเต้ารองรับพลังอักขระถึงขีดสุดแล้ว หากท่านฝืนสลักอักขระมารลงบนกระดูกส่วนอื่นโดยที่จิตวิญญาณยังไม่แข็งแกร่งพอ ร่างกายจะระเบิดเป็นจุล!"
เสียงกระแสจิตของ มู่เฉิน บรรพชนแห่งสำนักหมื่นอักขระ ดังก้องออกมาจากพู่กันนิรันดร์ที่สอดอยู่กลางอกของอาเจีย หลังจากดูดซับปราณวิญญาณบริสุทธิ์ที่อาเจียส่งเข้าไปหล่อเลี้ยง วิญญาณของมู่เฉินและ เจ้าหญิงตัวน้อย ก็ฟื้นจากการหลับใหล
"อาจารย์ปู่... ข้าไม่มีเวลาแล้ว!" อาเจียกัดฟันตอบกลับ นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนและเจ็บปวด "หลิงเอ๋อร์ ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น ศิษย์พี่ฉิน และศิษย์พี่เฟิง... พวกเขากระจัดกระจายไปอยู่ที่ใดก็ไม่อาจรู้ ในดินแดนวิปริตเช่นนี้ ทุกเสี้ยวลมหายใจคือความเป็นความตาย ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น... แข็งแกร่งพอที่จะฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของมิติเฮงซวยนี่ แล้วพาพวกเขากลับมา!"
เจ้าหญิงตัวน้อยปรากฏกายขึ้นในห้วงสำนึกของเขา นางมีท่าทีเติบโตขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้กลืนกิน 'แก่นปราณผลึกปฐพีเจ็ดส่วน' เมื่อครั้งก่อน กลิ่นอายแห่งมหาภาวะชวีรอบตัวนางควบแน่นจนแทบจะจับต้องได้
"นายท่านขี้งกของข้า... ท่านจะใจร้อนไปไย ในเมื่อเวลาของแดนเนรเทศนี้มันบิดเบี้ยว ท่านก็จงใช้ประโยชน์จากความบิดเบี้ยวนั้นเสียสิ!" เจ้าหญิงตัวน้อยเชิดหน้าขึ้น "พลังที่ข้าได้รับจากผลึกปฐพี ทำให้ข้าสามารถขยาย 'มิติพู่กันนิรันดร์' ให้กลายเป็นเอกภพจำลองได้แล้ว ภายในมิติของข้า ข้าสามารถดัดแปลงกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาให้หนึ่งร้อยปีด้านใน เทียบเท่ากับเวลาเพียงหนึ่งเดือนของแดนเนรเทศด้านนอก!"
ดวงตาของอาเจียเบิกกว้าง ความสิ้นหวังพลันแปรเปลี่ยนเป็นความปีติ "ร้อยปีในมิติพู่กัน เทียบเท่าหนึ่งเดือนภายนอก... ท่านทำได้จริงๆ หรือท่านหญิงน้อย! นี่มันวิชาโกงลิขิตสวรรค์ชัดๆ!"
"แน่นอนสิ! แต่การดัดแปลงกฎเกณฑ์สวรรค์ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน..." นางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ประหนึ่งถอดแบบนิสัยเจ้านายมา "ท่านต้องป้อนศิลาปราณบริสุทธิ์และผลึกอักขระมารทั้งหมดที่ท่านปล้นมาได้ตลอดหลายเดือนนี้ให้ข้าเป็นค่าเช่ามิติ!"
หากเป็นยามปกติ อาเจียคงดิ้นพราดร้องไห้โฮราวกับถูกเชือดเฉือนเนื้อ ทว่ายามนี้ใบหน้าของเขากลับราบเรียบและเด็ดขาด เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะกวาดสมบัติทั้งหมดในแหวนมิติ ส่งเข้าไปเป็นแก่นพลังงานให้แก่พู่กันนิรันดร์
"เอาไปเลย! จะเอาไปเท่าไหร่ก็เอาไป ขอเพียงข้ามีพลังพอที่จะปกป้องครอบครัวและสหายของข้าได้... ต่อให้ต้องล้มละลาย ข้าก็จะหาเงินมาสลักกระดูกใหม่ให้จงได้!"
สิ้นสัจวาจา อาเจียเรียกเจ้าสัวและเจ้าถุงเงินเข้าสู่แหวนมิติ ก่อนที่ร่างกายของเขาจะกลายเป็นลำแสงสีเงินยวง ถูกดูดกลืนเข้าไปในโลกภายในของพู่กันนิรันดร์ ทิ้งไว้เพียงด้ามพู่กันที่ร่วงหล่นลงไปซุกซ่อนอยู่ใต้รอยแยกของหินผาสีดำในแดนเนรเทศ
...
ณ ภายในมิติพู่กันนิรันดร์
มิติสีขาวโพลนบัดนี้ขยายกว้างไพศาลสุดลูกหูลูกตา กลิ่นอายของวิถีแห่งสูญตาอัดแน่นจนกลายเป็นหมอกควันสีเงิน อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางมิติ เบื้องหน้าของเขามี 'ผลึกอักขระมาร' และ 'อักขระมายา' ระดับสูงนับร้อยชิ้นลอยคว้างอยู่ พวกมันคือวัตถุดิบที่เขาจะใช้สลัก 'เส้นชีพจรเทียม' ลงบนกระดูกส่วนที่เหลือ
มู่เฉินปรากฏกายในร่างโปร่งแสงที่ดูหนาแน่นขึ้นกว่าเดิม ลูบเคราขาวพลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "อาเจีย... การสลักกระดูกแขนขวาว่าเจ็บปวดแล้ว ทว่าการสลักกระดูกสันหลัง ซี่โครง และกะโหลกศีรษะ มันคือการทรมานวิญญาณที่แท้จริง หากจิตใจของเจ้าหลุดลอยเพียงเสี้ยววิถี อักขระมารจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเจ้า และเจ้าจะกลายเป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่บ้าคลั่ง"
"ข้าเข้าใจขอรับอาจารย์ปู่" อาเจียหลับตาลง ภาพของเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กอดเขาไว้แน่นเพื่อรับแรงกระแทกจากรอยแยกมิติ ยังคงตราตรึงอยู่ในวิญญาณ "เพื่อไม่ให้พวกนางต้องหลั่งเลือดแทนข้าอีก... ต่อให้ต้องตกนรกหมกไหม้อยู่ที่นี่เป็นร้อยปี ข้าก็จะทน!"
อาเจียเริ่มกระบวนการหล่อหลอม! เขาใช้เจตจำนงสูญตาควบคุมผลึกอักขระมารชิ้นแรก เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่คมกริบดุจมีดแกะสลัก แล้วแทงทะลุผิวหนังตนเอง กรีดลงไปบน 'กระดูกแขนซ้าย'!
"อ๊ากกกกกก!!!"
เสียงกรีดร้องของอาเจียดังก้องไปทั่วมิติพู่กัน ความเจ็บปวดที่เกิดจากการฝืนสร้างเส้นชีพจรบนกระดูก ทำให้ดวงตาของเขาเหลือกถลน เลือดสีสดไหลทะลักออกจากบาดแผล ทว่าทุกหยาดเลือดกลับถูกอักขระดูดซับกลับเข้าไปหลอมรวมกับกระดูก
ปีที่ 1 ถึงปีที่ 10...
อาเจียใช้เวลาถึงสิบปีเต็มในการแกะสลักกระดูกแขนซ้ายและขาทั้งสองข้าง เขาต้องใช้ 'วิถีแห่งสูญตา' กักขังและลบล้างเจตจำนงอาฆาตของเผ่าพันธุ์มารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหลือเพียงพลังงานเต๋าอันบริสุทธิ์ในการสลักลวดลาย ร่างกายของเขาพังทลายและถูกสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับหมื่นครั้ง
ปีที่ 11 ถึงปีที่ 40...
มันคือช่วงเวลาแห่งการสลัก 'กระดูกซี่โครง' ทั้งหมด! ทุกครั้งที่เจตจำนงอักขระกรีดลงบนซี่โครง ความเจ็บปวดจะพุ่งตรงเข้าบีบรัดก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขา หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นจากการถูกความมืดมิดกัดกิน ทว่าปรัชญาแห่งการฝืนลิขิตฟ้าของเขาก็เป็นดั่งแสงสว่าง
"สวรรค์กำหนดให้ข้าเป็นคนขยะ... ข้าก็เพียงแค่เผากฎเกณฑ์ของสวรรค์ทิ้ง แล้วเขียนกฎเกณฑ์ของข้าขึ้นมาใหม่!" ปีที่ 41 ถึงปีที่ 80...
นับเป็นบททดสอบที่อันตรายที่สุด... การสลัก 'กระดูกสันหลัง' อันเป็นแกนกลางของร่างกาย! อักขระมายาและอักขระมารระดับสูงสุดที่เขาล่ามาได้ ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน อาเจียกรีดเนื้อแผ่นหลังของตนเอง สลักอักขระลงบนข้อกระดูกสันหลังทีละข้อ... ทีละข้อ...
ความเจ็บปวดในระดับนี้ทำให้อาเจียสูญเสียการรับรู้ไปหลายครา วิญญาณของเขาแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง ทว่ามู่เฉินได้ใช้ 'คัมภีร์หมื่นอักขระ' คอยสวดประคองวิญญาณของศิษย์ตนเองไว้ ในขณะที่เจ้าหญิงตัวน้อยก็คอยใช้มหาภาวะชวีรักษาสมดุลของเวลาไม่ให้วิปริต
ปีที่ 81 ถึงปีที่ 99...
อาเจียก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย... การสลัก 'กะโหลกศีรษะ'! เขาตวัดเจตจำนงสูญตา ผสานอักขระที่ทรงพลานุภาพที่สุดลงบนกะโหลกศีรษะของตนเอง เพื่อสร้าง 'จุดศูนย์รวมพลังเทียม' หรือที่ผู้บำเพ็ญเรียกว่า 'จุดตันเถียนเหนือ'
เส้นชีพจรเทียมทั่วร่างที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดเก้าสิบเก้าปี บัดนี้เชื่อมต่อกันเป็นวงจรสมบูรณ์แบบ มันสอดประสานกันดุจค่ายกลมหาศาลที่ถูกสลักเสลาไว้ภายในร่างกายเนื้อ!
และแล้ว... ในปีที่ 100!
"ครืนนนน... กัมปนาทททท!!!"
มิติพู่กันนิรันดร์เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งเอกภพกำลังจะแตกดับ! ร่างของอาเจียที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางมิติ พลันระเบิดแสงสว่างที่ผสานระหว่างสีเงินยวงแห่งสูญตา สีแดงคล้ำแห่งมาร และสีทองเจิดจรัสแห่งเทพ!
ไอปราณมหาศาลที่ถูกกักเก็บและบีบอัดมาตลอดหนึ่งร้อยปี ไหลทะลักไปตามเส้นชีพจรเทียมบนกระดูกทุกชิ้น ก่อนจะพุ่งทะยานไปรวมกันที่จุดตันเถียนใหม่กลางหน้าอกและกะโหลกศีรษะ หลอมรวมกันจนเกิดเป็น 'แก่นทองคำ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
มันมิใช่แก่นทองคำธรรมดา ทว่ามันคือ 'แก่นทองคำหมื่นอักขระ' ที่เปล่งประกายด้วยกฎเกณฑ์ของมรรคาวิถีทั้งปวง!
อาเจียลืมตาขึ้น... นัยน์ตาของเขาบัดนี้ลึกล้ำประหนึ่งห้วงอวกาศที่บรรจุความลับของจักรวาล กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเขา ก้าวล่วงขีดจำกัดของมนุษย์ไปไกลแสนไกล มันคือกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 'แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์'ที่แท้จริง! และด้วยโครงสร้างกระดูกอักขระ พลังกายเนื้อของเขายังแข็งแกร่งพอจะบดขยี้ยอดคนระดับวิญญาณแรกเริ่มได้ด้วยมือเปล่า!
ร่างของอาเจียค่อยๆ ลอยตัวขึ้นจากพื้นโดยไม่ต้องพึ่งพาของวิเศษใดๆ นี่คือสัญลักษณ์ของผู้ที่ก้าวสู่ระดับแก่นทองคำ การตัดขาดจากพันธนาการของปฐพีอย่างสมบูรณ์แบบ
"หนึ่งร้อยปีแห่งความทุกข์ทรมาน... หนึ่งร้อยปีที่ข้าใช้ความว่างเปล่าหล่อหลอมร่างกาย... บัดนี้ มหาคัมภีร์อักขระที่มีชีวิต ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!"
อาเจียหัวเราะก้อง แขนขวาตวัดสะบัดเบาๆ มิติรอบด้านพลันเกิดรอยปริแตก รอยยิ้มของเขากลับมาประดับด้วยความกักขฬะและมั่นใจอีกครั้ง ทว่ามันแฝงไปด้วยความเยือกเย็นของผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี (แม้ภายนอกจะผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนก็ตาม)
เขาหันไปมอง เจ้าสัว และ เจ้าถุงเงิน ที่ถูกนำมาหล่อเลี้ยงไว้ในมิติพู่กันด้วยเช่นกัน เจ้าสัวในยามนี้ได้รับการหล่อหลอมปีกโลหะทั้งหกขึ้นมาใหม่จากแร่โลหิตบรรพกาล มันดูดุดันและโอหังยิ่งกว่าเดิม ระดับพลังของมันเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น ส่วนเจ้าถุงเงินก็มีขนาดตัวที่กะทัดรัดขึ้น ทว่าความสามารถในการลอบเร้นและตัดวิญญาณของมันกลับเฉียบคมจนแม้แต่อาเจียยังสัมผัสแทบไม่ได้
"รอนานหรือไม่พวกมดปลวกในแดนเนรเทศ..." อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายความหน้าเงินที่กลับมาลุกโชนอีกครั้ง "บิดาของพวกเจ้า... กลับมาแล้ว! ได้เวลาไปทวงหนี้สวรรค์ และเก็บดอกเบี้ยจากพวกที่กล้ารังแกสหายของข้าเสียที!"
อาเจียก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า เจตจำนงของเขาสอดประสานกับพู่กันนิรันดร์ มิติสีขาวโพลนแหวกออกเป็นทาง เผยให้เห็นแสงสีเลือดของแดนเนรเทศสูญญตาที่รอคอยการกลับมาของราชัน!