บทที่ 158 เด็กมีปัญหา
รุ่นพี่หวังมองเธอนิ่งๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ซูหยวนก็เข้าใจท่าทางนั้นดี นี่ไม่ได้แปลว่าพวกเธอมีปัญหากันจริงๆหรอกหรือ? ทว่า...รุ่นพี่หวังจะมีปัญหากับรุ่นน้องเติ้งได้ยังไง ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะได้พบเจอกันเพียงไม่กี่วันหรือไง
“ที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะคะรุ่นพี่ ก็แค่...ความเห็นที่ไม่ตรงกันเท่านั้นเองค่ะ” แน่นอนว่าคนที่จะเปิดปากอธิบายย่อมไม่ใช่รุ่นพี่หวัง นักเรียนเติ้งเป็นคนเริ่มอธิบายสถานการณ์นี้ก่อนเป็นคนแรก
“ความเห็นไม่ตรงกัน? เรื่องอะไรล่ะ”
“ก็แค่...รุ่นพี่หวังบอกให้ฉันไม่ต้องมารบกวนอาจารย์บ่อยๆน่ะค่ะ เธอบอกว่าอาจารย์งานยุ่งมากและชอบที่จะได้มีเวลาส่วนตัว แต่สำหรับฉันแล้ว อาจารย์เป็นคนบอกให้มาหาได้ทุกเวลาถ้าเกิดมีปัญหาสงสัย ดังนั้นฉันก็เลยมาตามที่อาจารย์บอก พอรุ่นพี่เห็นฉันไม่ฟังคำแนะนำของเธอ รุ่นพี่ก็เลยไม่พอใจขึ้นมา ก็เลยมีปากเสียงกันค่ะ”
“แล้วเรื่องนี้ไปถึงการแข่งขันกันได้ยังไง”
“นั่นก็เพราะรุ่นพี่หวังบอกว่า ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรอยากจะถาม ก็ให้มาถามเธอดีกว่าที่จะมารบกวนอาจารย์ ฉันก็เลยต้องการยืนยันว่ารุ่นพี่หวังจะสามารถให้คำตอบกับฉันได้จริงๆหรือเปล่า ก็แค่นั้นเองค่ะ”
ซูหยวนได้ฟังคำตอบของรุ่นน้องเติ้ง เธอส่ายหน้าเบาๆในขณะที่มองไปยังรุ่นพี่หวัง ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมรุ่นพี่หวังจึงแสดงท่าทางเหมือนกับว่ากำลังโกรธอยู่แบบนั้น
สำหรับเรื่องคำแนะนำที่รุ่นพี่หวังบอกไม่ให้มารบกวนอาจารย์เติ้งบ่อยๆนั้น ที่จริงมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน อาจารย์เป็นคนที่งานยุ่งมาก ทุกครั้งที่มาก็จะเห็นว่าเขาทำงานอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้เธอไม่ได้บอกว่ารุ่นพี่หวังทำได้ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว อาจารย์เป็นคนพูดแบบนั้นกับรุ่นน้องเติ้งจริงๆ
หรือก็คือ...ถ้าอาจารย์ไม่ต้องการให้รุ่นน้องเติ้งมาพบบ่อยๆ อย่างนั้นเขาก็ควรจะต้องพูดเรื่องนี้เอง ในเมื่อเขาไม่พูด เช่นนั้นก็แปลว่าอาจารย์ยังสามารถรับความวุ่นวายของรุ่นน้องเติ้งได้อยู่
รุ่นพี่หวังนั้นหวังดีก็เข้าใจได้ แต่เรื่องนี้เป็นเธอที่ก้าวก่ายเกินไป...
ถึงอย่างนั้น ต่อให้รุ่นพี่หวังจะก้าวก่ายเกินไป แต่คำตอบของรุ่นน้องเติ้งก็รุนแรงมากจริงๆ ยิ่งกับรุ่นพี่หวังที่เป็นถึงรุ่นพี่ชั้นปี 4 ในเมื่อเธอเอ่ยปากบอกว่าจะช่วยแนะนำแทนอาจารย์เติ้ง อย่างนั้นรุ่นน้องเติ้งก็ควรจะให้เกียรติในฐานะรุ่นพี่ก่อน หากมีคำถามไหนที่รุ่นพี่หวังให้คำปรึกษาไม่ได้ ก็ค่อยมาหาอาจารย์เติ้งภายหลังก็ได้
ทว่า...เธอกลับบอกว่าอยากจะยืนยันว่ารุ่นพี่หวังมีความสามารถพอที่จะให้คำแนะนำได้หรือเปล่า นี่ไม่ต่างอะไรกับการท้าทายรุ่นพี่เลย
ไม่น่าแปลกใจที่การประลองของทั้งสองคนจะเกิดขึ้นมา อีกอย่าง...ต่อให้รู้ผลแพ้ชนะ ไม่ว่าจะเป็นคนไหนที่แพ้หรือชนะ ผลลัพธ์ก็คือทั้งสองจะไม่สามารถเข้ากันได้ดีอีกแล้ว
ถ้ารุ่นพี่หวังชนะ รุ่นน้องเติ้งที่อยากจะมาขอวิชาจากเธอ แต่กลับท้าทายเธออย่างอวดดี ในอนาคตจะแนะนำกันด้วยดีได้หรือ? หนักไปกว่านั้น...ถ้ารุ่นพี่หวังเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาจริงๆ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ? ชื่อเสียงของรุ่นพี่หวังไม่ถูกทำลายป่นปี้เลยหรอ?
ในขณะที่รุ่นน้องเติ้งจะแพ้หรือชนะก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเธอ ทางรุ่นพี่หวังนั้น...ชนะก็ถูกมองว่ารังแกเด็ก แพ้ก็ถูกมองว่าอ่อนแอ ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นน้องเติ้งกับรุ่นพี่หวังไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน ซูหยวนอาจจะคิดว่ารุ่นน้องเติ้งมาที่นี่ก็เพื่อทำลายรุ่นพี่หวังแล้ว!
“แล้วเรื่องการแข่งขันนี้จะแข่งขันอะไร” ซูหยวนเอ่ยถามอีกครั้ง
“เพราะฉันยังไม่ได้เรียนรู้วิชาอะไรเลย ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะแข่งขันยิงเป้าระยะไกลค่ะ” รุ่นน้องเติ้งอธิบาย ซึ่งซูหยวนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าการแข่งขันอาจจะเป็นในแนวทางนี้
รุ่นพี่หวังไม่มีทางรังแกเด็กน้อย ย่อมต้องเอาความสามารถที่ดีที่สุดของรุ่นน้องเติ้งออกมาต่อสู้กัน ซึ่งมันดันเป็นวิธีการต่อสู้เดียวกับที่รุ่นพี่หวังเชี่ยวชาญด้วย เธอเรียนวิชาศรผันเปลี่ยนจนถึงขั้นสุดท้ายแล้ว เพียงแค่ขั้นศรตามเป้าก็สามารถเอาชนะรุ่นน้องเติ้งได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเรื่องผลแพ้ชนะน่าจะมองออกตั้งแต่เริ่มต้น ทว่า...บางอย่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้วก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก
ตอนนี้รุ่นพี่หวังมีแต่จะเสียหายเท่านั้น ถ้าใช้วิชาระดับสูงมาแข่งกับรุ่นน้องเติ้งที่ยังไม่ได้มีทักษะการยิงธนูใดๆ ผู้คนจะต้องพากันครหาแน่นอน
“ฉันไม่เห็นด้วยเรื่องการประลองนะ เป็นนักเรียนของอาจารย์เติ้งเหมือนกัน ไม่ควรจะทำให้ผู้คนตำหนิอาจารย์เอาได้นะคะ” ซูหยวนมองไปที่รุ่นน้องเติ้งก่อน หลังจากนั้นก็มองไปที่รุ่นพี่หวัง
“ตำหนิยังไง” ในที่สุด รุ่นพี่หวังก็เอ่ยปากเสียที
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอาจารย์เติ้งเสียหน่อย เขาไม่ได้รู้เห็นเรื่องการประลองด้วยซ้ำ แล้วทำไมจึงจะถูกตำหนิได้ ซึ่งซูหยวนรู้สึกว่าตัวเองกระตุ้นได้ถูกต้องแล้ว จึงได้พูดอธิบายต่อไป
“รุ่นพี่หวังเป็นรุ่นพี่ปี 4 นะคะ เรียนรู้ทักษะของอาจารย์จนถึงขั้นสูงสุดไปแล้ว และถ้าคนอื่นๆรู้ว่านักเรียนปี 4 ของอาจารย์เติ้งจะประลองกับนักเรียนชั้นปีที่ 1 คิดว่าคนจะพูดว่าอาจารย์เติ้งสอนลูกศิษย์แบบไหนล่ะคะ”
“...........”
“อาจารย์ไม่เคยให้พวกเราโอ้อวดความสามารถของตนเองไปรอบๆเลย เรื่องการประลองนี้ก็จบแค่เท่านี้เถอะ ถ้าอยากจะแข่งขันกันจริงๆ อย่างนั้นก็ไม่สู้ไปแข่งขันกันที่สนามการต่อสู้จริงไม่ดีหรอคะ อีกแค่ 3 สัปดาห์เท่านั้น อาจารย์ก็มีภารกิจใหญ่ให้พวกเราไปลงสนามจริงแล้ว ถึงเวลานั้น...ทั้งได้ช่วยกองทัพด้วย แล้วก็พิสูจน์ความสามารถไปด้วย แบบนี้ไม่ดีกว่าหรอคะ” เมื่อได้ยินคำพูดของซูหยวน รุ่นพี่หวังก็คิดตามอย่างตั้งใจ
เธอไม่อยากให้ชื่อเสียงของอาจารย์ต้องมาพังเพราะตนเองอยู่แล้ว เดิมทีเธอแค่ต้องการไล่รุ่นน้องเติ้งไม่ให้มาวุ่นวายกับอาจารย์มากเกินไปก็เท่านั้น แต่ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่ด้วย
อาจารย์เป็นถึงทหารตำแหน่งสูงในกองทัพ ถ้าเรื่องออกไปว่าเขาไม่สามารถดูแลศิษย์ของตนเองให้อยู่ในความสงบด้วย แบบนั้นอาจจะมีคนพูดถึงวิธีการเป็นผู้นำของเขาก็ได้
“แล้ว...ทำไมรุ่นพี่อันต้องมายุ่งกับเรื่องนี้ด้วยคะ รุ่นพี่คิดจริงๆหรอว่าอาจารย์เติ้งจะสนใจว่าคนอื่นพูดถึงเขายังไงน่ะ” รุ่นน้องเติ้งที่เงียบอยู่ จู่ๆกลับถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
ซูหยวนสะอึกไปเล็กน้อย เธอหรี่ตาลงในขณะที่มองเด็กสาว พยายามตรวจสอบว่าเธอนั้นตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้นกันแน่
แววตาใสกระจ่างของอีกฝ่ายยามมองมาที่เธอ ทำเอาซูหยวนใจเย็นลงได้ทันที แต่รุ่นพี่หวังกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น
“รุ่นน้องเติ้ง เธอไม่สนใจว่าอาจารย์เติ้งจะถูกคนอื่นพูดยังไง ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่สนใจด้วย!”
“คะ? ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนะคะ ฉันแค่ถามว่าทำไมถึงคิดว่าอาจารย์เติ้งจะสนใจเรื่องที่คนอื่นจะพูดถึงเขาไม่ดี อาจารย์เติ้งน่ะเป็นคนมีสมาธิมากนะคะ คนที่ใส่ใจคำของคนอื่นก็เป็นแค่คนที่ไม่มีสมาธิเอง นี่คือความหมายของฉันค่ะ”
คิ้วของซูหยวนกระตุก รู้สึกว่ายิ่งปล่อยให้เธอได้พูดมากเท่าไร ก็ยิ่งจะสร้างปัญหาได้มากขึ้นเท่านั้น เธอยื่นมือออกไปขวางหน้า ไม่กล้าปล่อยให้เด็กคนนี้สร้างปัญหาอีกต่อไป
“รุ่นพี่คะ เรื่องนี้ให้ฉันจัดการดีกว่าค่ะ รุ่นพี่กำลังอยู่ในการฝึกฝนวิชาใหม่ด้วย อาจารย์น่าจะคาดหวังผลลัพธ์ของการฝึกอยู่ใช่ไหมคะ” ซูหยวนหันไปพูดกับรุ่นพี่หวังก่อน หลังจากนั้นก็หันไปมองนักเรียนสกุลอี้ที่นั่งเงียบๆอยู่ในมุมห้อง
“รุ่นน้องอี้ นายเองก็เลือกวิชาเรียนได้แล้วใช่ไหม ต่อไปก็ไปฝึกฝนเถอะ มีปัญหาอะไรก็ค่อยมาขอพบอาจารย์ ช่วงนี้อาจารย์คงติดภารกิจอยู่ด้วย อาจจะต้องรอเวลาหน่อย ถ้ามีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ก็ถามฉันหรือรุ่นพี่หวังก็ได้ อาจจะมีแนวคิดดีๆให้ ส่วนถ้าเรื่องไหนตอบไม่ได้ ก็คงต้องรออาจารย์เติ้งเท่านั้นแล้ว...”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ พยักหน้ารับพร้อมกับถอยหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ว่ารุ่นพี่อันมีเจตนาอะไร ก่อนไปยังมองมาที่เธอด้วย
“รุ่นพี่ระวังตัวนะครับ เด็กคนนี้...ปากพาตายจริงๆ แม้แต่ในชั้นเรียน...เธอก็สร้างปัญหามาเยอะแล้ว”
เมื่อได้รับคำเตือน ซูหยวนก็ยิ่งยืนยันความคิดของตนเอง อาจจะเพราะประสบการณ์ในชีวิตก่อน เธอพอจะคาดเดาได้ว่าเด็กสาวตระกูลเติ้งคนนี้เป็นเด็กมีปัญหา!
ไม่ใช่ว่าครอบครัวมีปัญหา หรือเจอกับปัญหาอะไรมา ทว่า...มันเป็นเพราะเธอมีปัญหาในการเลือกใช้คำพูด ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาต้องเจอกับอะไรมาบ้างแล้วเพราะคำพูดของเธอ แต่ถ้าไม่ปรับเปลี่ยน...อีกไม่นานคงจะเจอหายนะของจริงแน่ๆ
“รุ่นพี่อันคะ ทำไมพี่ต้องให้คนอื่นๆออกไปจากห้องด้วย หรือว่ารุ่นพี่เองก็คิดจะสั่งสอนฉันเหมือนกัน?” ซูหยวนมองเด็กสาวที่มีความฉลาดหลักแหลมคนนี้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอจึงเลือกหาคำพูดดีๆมาใช้ไม่ได้
“ใช่ ฉันอยากจะสั่งสอนเธอ”
“ว้าว แบบนั้นก็ช่วยแสดงความสามารถที่คุณมีให้ฉันเห็นด้วยค่ะ”
“เหอะ....” ซูหยวนได้เห็นการกระตือรือร้นของอีกฝ่ายแล้ว แต่คำพูดนั่นก็ยังทำให้รู้สึกปวดหัวอยู่จริงๆ
“อย่างแรก เธอต้องตอบคำถามฉันก่อน เริ่มจาก...ที่ผ่านมาเธอมีเพื่อนบ้างไหม”
“คะ? ทำไมฉันต้องมีเพื่อนด้วยคะ คนอื่นๆฝึกฝนวิชาอื่น แต่ฉันเป็นคนเดียวที่ชื่นชอบในการใช้ธนู ดังนั้นฝึกคนเดียวก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร เพื่อนในการฝึกฝนก็ไม่เห็นจำเป็น”
“สรุปว่าไม่มีเพื่อนสินะ แล้วก็ข้อสอง...เธอรู้สึกว่าคนอื่นๆไม่ค่อยชอบหน้าเธอ หรือชอบมาหาเรื่องเธอบ้างไหม”
“อืม...นั่นก็มีบ้างนะคะ แต่คงเป็นเพราะทุกคนไล่ตามความสามารถของฉันไม่ทัน ก็เลยอยากจะต่อสู้กับฉันมั้งคะ ถึงอย่างนั้น...ฉันก็สามารถจัดการทุกคนได้ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว หลังจากนั้นคนพวกนั้นก็ไม่กล้ามาวุ่นวายอีกเลย”
“แล้วคนที่แข็งแกร่งกว่าล่ะ ไม่เคยมีปัญหาหรอ”
“อืม คนที่แข็งแกร่งกว่าหรอคะ ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกโตแต่อายุ ควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ฉันแพ้ก็เพราะฉันยังเด็ก ฉันไม่ได้แพ้เพราะตัวเองไม่แข็งแกร่งพอ ซึ่งนั่นก็สามารถเป็นแรงผลักดันให้ฉันได้ค่ะ” รุ่นน้องเติ้งยังคงตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่ทุกคำก็ยังคงเป็นคำตอบที่มีปัญหาอยู่ดี
“โอ้ แล้วเธออยู่กับพ่อแม่หรือเปล่า”
“ฉันหรอคะ? พ่อแม่ไม่จำเป็นสำหรับฉันหรอกค่ะ ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าอยากได้อะไรก็แค่ไปที่บ้านใหญ่ก็เท่านั้น”
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว” ซูหยวนมองเด็กสาวตัวเล็กตรงหน้า ที่แท้แล้วก็เป็นเด็กน่าสงสารคนหนึ่ง เพราะไม่มีคนโตคอยดูแล ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไรที่เธอต้องอยู่คนเดียว ทว่า...ทักษะในการพูดของเธอไม่ได้รับการฝึกฝนเลย
ที่ผ่านมา ถึงเธอจะพูดมันตามหลักการและเหตุผล แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กสาวคนนี้อาจจะอยู่กับความยากลำบากมาโดยตลอดก็ได้ เพราะการพูดของเธอไม่ถูกต้อง คนที่อายุมากกว่าจะอยากแกล้งเธอ หรือละทิ้งเธอไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ซูหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็ถามเด็กสาวอีกครั้ง
“รุ่นน้องเติ้ง ที่จริง...เธอกับอาจารย์เติ้งมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดหรือเปล่า”
“................” เมื่อได้ยินคำถามนี้ รุ่นน้องเติ้งที่ตอบอย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็วมาตลอดก็เงียบไป เธอมองไปที่รุ่นพี่หญิงที่กำลังมองเธออย่างจริงจังราวกับพิจารณาอะไรบางอย่าง
“เป็นอะไรไปล่ะ เรื่องนี้เธอไม่รู้คำตอบหรอ”
“รู้...แต่ฉันกำลังคิดอยู่ว่าควรจะบอกรุ่นพี่หรือเปล่า”
“หืม? ทำไมล่ะ”
“เพราะฉันเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง ทุกครั้งที่พูดเรื่องอาจารย์เติ้ง ฉันก็จะถูกทำร้ายเสมอ”
“ทำร้าย?”
“ใช่ค่ะ”
“...................”
“เพราะอาจารย์เติ้งเป็นคุณลุงของฉันเอง ฉันเป็นหลานเพียงคนเดียวของเขา อาจารย์เติ้งบอกให้ฉันเรียกเขาว่าอาจารย์เติ้ง ไม่อย่างนั้นถ้ามีคนรู้มากเข้าว่าอาจารย์เหลือญาติทางสายเลือดเพียงคนเดียว พวกคนเลวจะเอาไปเป็นจุดอ่อนได้”
“แล้ว....เธอบอกฉัน”
“ใช่ เพราะอาจารย์ดูไว้ใจรุ่นพี่อันมากที่สุดนี่คะ” รุ่นน้องเติ้งพูดอย่างจริงจัง การแสดงออกของอีกฝ่ายทำเอาซูหยวนปวดหัว
……………………………