ทันที ที่เรือบินผ่านเข้าไปภายในอุโมงค์ขนาดใหญ่ มันก็มาโผล่อีกดินแดนหนึ่งทันที ปราณพลังฟ้าดินที่นี่หนาแน่นมากกว่าดินแดนร้อยแคว้นมาก เมฆหมอกเต็มท้องฟ้า มีแม้กระทั่งแผ่นดินบางส่วนรอยอยู่บนฟากฟ้า มีน้ำตกขนาดใหญ่ไหลบ่าลงมา หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลายๆ คนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น สมกับชื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ รอบบริเวณเต็มไปด้วยธรรมชาติ ภูเขาต้นไม้ พืชนานาพันธุ์สุดลูกหูลูกตา
ต้นไม้บางต้นถึงกับส่องแสงพร่างพราวออกมา สัตว์อสูรเองก็มีอยู่ด้วยกันมากมาย บางตัวถึงกับเป็นสัตว์อสูรโบราณหายากในดินแดนร้อยแคว้น
มีแม้กระทั่งสวนสมุนไพรที่ปลูกตามผืนป่า ทุกที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ผิดกับดินแดนร้อยแคว้นถึงจะกว้างใหญ่กว่ามาก
แต่ไม่อุดมสมบูรณ์ บางที่ถึงกับมีภัยพิบัติไร้ผู้คนอยู่อาศัย
เรือบินที่พวกเขานั่งมา ผ่านเมืองมาหลายแห่ง คนที่นี่เองก็ใช้ชีวิตแบบคนดินแดนร้อยแคว้น
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดหมาย มีเมืองหลวงตั้งอยู่บนแผ่นดินลอยฟ้า โอบล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ แน่นขนาดยัดเยียด
มีเถาวัลย์เส้นใหญ่หลายเส้นถูกตรึงเข้ากับแผ่นดินลอยฟ้า ลงมายังพื้นเบื้องล่างสร้างเป็นทางเดิน ขึ้นไปยังเมืองรอยฟ้า
ทางเดินบนเถาวัลย์เต็มไปด้วยฝูงชน เมื่อพวกเขาเห็นเรือบินคนต่างดินแดน พวกเขาต่างส่งปราณจิตตรวจสอบทันที มีจอมยุทธหลายๆคนมาปักหลักหาข่าวสารที่นี่ หมายตรวจสอบความแข็งแกร่งของคนต่างดินแดนที่เดินทางมา เพื่อนำข่าวสารไปขายให้ตระกูลใหญ่ๆ
เจ้าสำนักเซียน เก็บเรือบินก่อนที่จะพาเหล่าศิษย์เดินขึ้นไปยังเถาวัลย์ยักษ์ เพื่อไปยังเมืองหลวงลอยฟ้า
ผู้คนด้านล่าง มีอยู่ด้วยกันหลายร้อยคน พวกเขาส่วนใหญ่มาจากดินแดน อื่นๆ ที่อยู่รอบๆ
อี้เฉินมองไปรอบๆ เขาเห็นกลุ่มคนดินแดนเซียนหลายกลุ่ม ทยอยกันมา กลุ่มคนดินแดนร้อยแคว้นเองก็ไม่น้อย เรือบินหลายสิบลำจัดส่งเหล่าอนุชนลงมา เพื่อเข้าร่วมสุสานเทพ กลุ่มคนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เองก็จับตามองเหล่าจอมยุทธ์ ที่มาอย่างไม่วางตา พวกเขาพยามประเมินเหล่าจอมยุทธ์ต่างดินแดนที่มากันว่าจะเก่งกาจขนาดไหน
ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น"ข้าว่าพวกเขาก็ไม่เท่าไหร่ สู้จอมยุทธดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราไม่ได้หรอก"
"ข้าเองก็คิดเช่นนั้น" พวกเขาพากันหัวเราะเย้ยหยันคนต่างดินแดน
เหล่าเจ้าสำนักทั้ง11คนต่างพาลูกศิษย์ ออกเดินทางขึ้นไปบน เถาวัลย์ใหญ่ยักษ์ หมายขึ้นไปด้านบนเมืองรอยฟ้า
ที่นั่นเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าจอมยุทธ์ที่จะไปยังสุสานเทพ
ระหว่างทางที่พวกเขาเดินขึ้นไปด้านบน ผ่านเหล่าจอมยุทธระหว่างทางหลายกลุ่ม พวกเขาล้วนส่งปราณจิตตรวจสอบ ทุกคนที่เดินผ่าน
"เจ้าดูชายคนนั้นสิ พลังไม่ด้อยกว่านายน้อยดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลย" พวกเขาต่างส่งเสียงซุบซิบ ถึงศิษย์พี่ใหญ่อวิ้นซานซี
ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยค้าน "ข้าว่าเขาดูด้อยกว่านายน้อยซีเอ๋อร์ของพวกเราอยู่ขั้นหนึ่ง"
"เจ้าดูไอ้เด็กผมขาวที่อยู่ท้ายขบวนนั้นสิ ปราณพลังแทบไม่มี มันยังอุตส่าห์มาเข้าร่วมสุสานเทพอีก" พวกเขาต่างพากันมองด้วยหางตามาที่อี้เฉินก่อนจะแสยะยิ้ม
ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยพูดดวงตาเปล่งประกาย "ข้าว่าจอมยุทธดินแดนร้อยแคว้น สาวๆ งดงามยิ่งนัก เจ้าว่าไหม"
ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยตอบ"ข้าก็คิดเหมือนเจ้า"
กลุ่มสาวๆ สำนักเซียนที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นต่างเม้มปากอย่างไม่พอใจ พวกนางไม่ได้ด้อยไปกว่าชายหนุ่มเลยด้วยซ้ำ
กลับถูกดูแคลนตั้งแต่มาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ไม่นานพวกเขาก็เดินทางขึ้นมาถึง แผ่นดินลอยฟ้าขนาดใหญ่ ด้านบนเต็มไปด้วย สิ่งก่อสร้างมากมาย โรงเตี๊ยม ร้านค้า น้อยใหญ่เรียงราย
เมืองหลวงที่นี่ค่อนข้างใหญ่ ผู้คนภายในเมืองเดินกันขวักไขว่ เต็มไปด้วยเหล่าจอมยุทธ์หลายพันคน ทางเดินถูกประดับประดาอย่างสวยงาม
เต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงห้อยอยู่เต็มทางเดิน มองไปไกลๆเห็นประตูทางเข้าสำนักศักดิ์สิทธิ์
ส่วนลึกใจกลางเมืองเหมือนมีโบราณสถานเก่าแก่อยู่รอบๆเต็มไปด้วยป่าไม้ใหญ่ เก่าแก่
กลุ่มของพวกเขาเร่งฝีเท้า ไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์ทันที
สำนักศักดิ์สิทธิ์เคยให้ข้อตกลงกับเจ้าสำนักเซียน หากเข้าร่วมสุสานเทพ พวกเขาจะ รับรอง ให้เป็นแขกของสำนักศักดิ์สิทธิ์
แบ่งปันที่พักให้ระยะหนึ่ง
ทันทีที่มาถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์
เจ้าสำนักเซียน พุ่งทะยานออกไป ภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์ทันที ปราณพลังขั้นเทวะ ของเจ้าสำนักเซียน แพร่กระจายกดดันรอบทิศเหมือนจะเรียก
ใครบางคนออกมา แม้แต่ศิษย์หลายๆ คนของทั้งสองสำนักยังตกตะลึง"เจ้าสำนักเซียนจะทำอะไรกันแน่"
มีจอมยุทธบางคนร่างสั่นเทิ้ม "คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ"
อยู่ๆ บนฟากฟ้าก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนที่มาอย่างฉับพลัน ดั่งกับแหวกอากาศออกมาอย่างไรอย่างนั้น
นางเป็นหญิงอายุราวๆ 30กว่าปี แต่มองดูจริงๆ แล้วนางน่าจะอายุมากกว่านั้น ดวงตาของนางนุ่มลึกดูผ่านโลกมายาวนานหลายร้อยปี
ความงดงามของนางไม่เป็นสองรองใคร ถึอเป็นโฉมสะคราญงามล้มเมืองคนหนึ่ง
นางเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้ายังไม่เปลี่ยนไปเลย ยังนิสัยมุทะลุไม่เคยเปลี่ยน"
เจ้าสำนักเซียนเอ่ยพูดเสียงแหบพร่า "ข้าไม่ได้เจอเจ้ามาเป็นพันปีเจ้ากลับไม่แก่ลงเลย ดูข้าสิเหมือนชายชราอายุ50ปีไปแล้ว"
เจ้าสำนักเซียนมองไปที่นางด้วยดวงตาคมกล้า ก่อนที่เขาจะพุ่งทะยานออกไป หมุนควงหมัดเข้าใส่เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์
เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ นางเองก็สวนหมัดเข้าปะทะกับเจ้าสำนักเซียน "ตูม" อากาศรอบๆ บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง พวกเขาทั้งคู่ปะทะกันโดยไม่ได้ขับเคลื่อนปราณพลังแต่อย่างใด
ทั้งคู่หมุนควงหมัดเข้าใส่กันไม่มีใครยอมใคร ความรวดเร็วที่พุ่งใส่กันไปดั่งสายฟ้า
เข้าปะทะกันหลายสิบกระบวนท่าในไม่กี่ลมหายใจ "ตูมๆ"ดังไม่ขาดสาย ท้องฟ้าด้านบนสำนักศักดิ์สิทธิ์ แตกแยกเป็นเสี่ยงๆแรงระเบิดก่อเกิดลมกรรโชกอย่างรุนแรง
หลายๆ คนที่ชมการต่อสู้ต่างดวงตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเพียงแค่ปล่อยหมัดใส่กันจะรุนแรงได้ถึงขนาดนี้
หากพวกเขาโดนการโจมตีนี้เข้าไป ได้เจ็บหนักแน่
เหล่าผู้อาวุโสภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างเดือดดาล "ไอ้แก่นั้นมันจะทำอะไรรีบเข้าไปจัดการมันซะอย่าให้มันมาดูถูกเจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ของเราได้" พวกเขาเตรียมเข้าไปช่วยต่อสู้
ชายชราอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า "หากเจ้าอยากตายก็ออกไปต่อสู้สิ ข้าจะบอกอะไรให้ ชายชราคนนั้นถือเป็นคนที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของขั้นพลังเทวะก็ว่าได้"
ชายชราอีกคนเอ่ยขึ้น"พวกเขาแค่ทักทายกันเฉยๆ พวกเจ้าไม่ต้องคิดมาก"
พวกเขาที่คิดจะออกไปต่อสู้ ได้ยินเหล่าชายชราเอ่ยเตือนจึงหยุดฝีเท้า หากพวกเขาไปขวางไม่ตายดีแน่
ไม่นานเจ้าสำนักทั้งสองก็หยุดการต่อสู้ไว้เพียงเท่านี้
เจ้าสำนักเซียนเอ่ยพูดเสียงเรียบ "เจ้าอ่อนแอเหมือนเคย"
หลายคนได้ยินยังอึ้งกับคำพูด ของชายชราคนนี้
เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ เม้มปากอย่างไม่พอใจแต่นางไม่อยากโต้เถียงในตอนนี้ ก่อนนางจะเอ่ยพูดเสียงเรียบ "ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าลูกศิษย์สำนักเซียนไว้แล้วเชิญด้านในลานกว้างสำนักศักดิ์สิทธิ์"
"พรุ่งนี้สุสานเทพ จะถูกเปิดขึ้น เชิญพวกเจ้าพักผ่อนได้ตามสบาย" ก่อนที่นางจะเดินจากไป เหล่าเจ้าสำนักต่างๆ เองก็ แยกย้ายออกไป