ยานพาหนะเลื่อนลั่นแล่นผ่านขุนเขาและทุ่งหญ้าขจีมาสามวันเต็ม เว่ยเฉินใช้เวลาในระหว่างการเดินทางบำเพ็ญฟื้นฟูสภาพร่างกาย พร้อมทั้งตั้งจิตสำรวจกระแสพลังปราณมืดในทรวงอกอย่างระมัดระวังรอบคอบยิ่งขึ้น บัดนี้เขาเรียนรู้ที่จะมิเพียรดึงพลังงานลึกลับออกมาใช้สอยอย่างพร่ำเพรื่อ เป็เพราะในทุกคราที่กระทำเช่นนั้น ความทุกข์ทรมานที่ตามมาจะทวีความรุนแรงขัดข้องยิ่งกว่าเดิมเสมอ ราวกับว่ารากปราณทมิฬกำลังลงทัณฑ์ที่เขาบังอาจรบกวนกระบวนการหยั่งรากอันละเอียดอ่อนของมัน
ลุงเฉาบอกเล่าเื่ราวความเป็มาของสำนักกระบี่ปะาเซียนให้ฟังเพิ่มเติมในทุกค่ำคืนยามที่นั่งพักผ่อนข้างกองไฟ นับั้แ่ประวัติการก่อตั้ง กฎเกณฑ์ข้อบังคับอันเข้มงวดกวดขันของสำนัก ไปจนถึงเื่ราวของมหาบุรุษผู้เกรียงไกรที่ปกครองสำนักด้วยความยุติธรรมทว่าเด็ดขาดเฉียบคม
"ท่านเ้าสำนักผู้นั้นเก่งกาจสามารถยิ่งนัก" ลุงเฉาเอ่ยขานเล่าในขณะที่กำลังพลิกย่างเนื้อกระต่ายป่าเหนือกองไฟยามราตรี "ในอดีตกาล ตัวท่านเองก็เคยเป็ยอดฝีมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งยุคสมัย ทว่าหลังจากสตรีผู้เป็ภรรยาให้กำเนิดธิดา์ ตัวท่านก็หันมาทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกฝนบุตรสาวเพียงผู้เดียวจนละทิ้งการบำเพ็ญเพียรของตนเองไปสิ้น"
"เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นหรือ" เว่ยเฉินเอ่ยถามพลางเคี้ยวเนื้อกระต่ายอย่างเอร็ดอร่อย นี่นับเป็มื้ออาหารที่รสเลิศที่สุดนับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้
ลุงเฉาผ่อนลมหายใจออกมาบางเบา สายตาทอดลอยมองไปยังเปลวเพลิงที่กำลังคุโชน "ว่ากันว่าธิดา์มีพร์สูงส่งเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไป สายเืแห่งเซียนโบราณที่ไหลเวียนอยู่ในวรกายของนางนั้นบริสุทธิ์เข้มข้นเกินกว่าที่ร่างกายของคนธรรมดาจะรับไหว ท่านเ้าสำนักจึงจำเป็ต้องคอยควบคุมดูแลการฝึกปรืออย่างใกล้ชิด ด้วยเกรงว่ากระแสพลังอันมหาศาลนั้นจะแผดเผาทำลายล้างร่างกายของบุตรสาวตนเองจนสิ้นสูญ"
เว่ยเฉินนิ่งสดับฟังอย่างตั้งใจ ถ้อยคำเ่าั้ส่งผลให้เขาหวนนึกถึงระบบพลังในระดับมหภาคที่ผู้เป็อาจารย์เคยกล่าวถึงอย่างคลุมเครือในอดีต เื่ของสายเือันบริสุทธิ์ที่ยิ่งยิ่งใหญ่เกรียงไกรก็ยิ่งเปราะบาง ยิ่งสูงส่งเลิศล้ำก็ยิ่งเสี่ยงต่อการทำลายตนเอง
บางที... นี่อาจจะเป็สาเหตุสำคัญที่ทำให้นางต้องติดขัดอุปสรรคอยู่ที่คอขวดขั้นสูงสุดตามที่ท่านลุงเคยบอกเล่าก็เป็ได้
ค่ำคืนนั้นเว่ยเฉินนอนทอดกายแหงนมองหมู่ดาราอยู่เนิ่นนาน ห้วงคำนึงวนเวียนอยู่กับคำถามมากมายเกี่ยวกับสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เขายังมิเคยได้พบพานหน้าตา พร้อมกับความเ็ปจากรากปราณมืดที่ยังคงคุรุ่นอยู่บางเบาในทรวงอก คล้ายกับ้าจะบอกเตือนเป็นัยว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกลและตรากตรำนัก
รุ่งเช้าของวันที่สี่ เกวียนม้าของลุงเฉาแล่นเข้าสู่หมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เชิงทางแยกสำคัญ สถานที่แห่งนี้เป็จุดแวะพักสำหรับเหล่านักเดินทางทุกคนที่มุ่งหน้าสู่สำนักใหญ่บนยอดเขาสูง ส่งผลให้ผู้คนพลุกพล่านขวักไขว่ไปมา เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างพากันส่งเสียงะโร้องเรียกจับจ่ายซื้อขายสินค้าดังระงมไปทั่วทั้งตลาด
"เราจะหยุดพักผ่อนที่นี่เป็เวลาหนึ่งคืนก่อนจะเดินทางต่อ" ลุงเฉาบอกกล่าวพลางบังคับรถเกวียนเข้าจอดไว้ด้านหน้าโรงเตี๊ยมเก่าแก่แห่งหนึ่ง "อาชาจำเป็ต้องได้รับการพักผ่อน และข้าเองก็ต้องจัดเตรียมเสบียงอาหารให้ครบถ้วนก่อนจะขึ้นสู่ยอดเขา เส้นทางเบื้องหน้าลาดชันและอันตรายยิ่งกว่านี้มากมายนัก"
เว่ยเฉินพยักหน้ารับคำด้วยความเห็นพ้อง เขาเบี่ยงกายลงจากเกวียนพร้อมกับลุงเฉา ก้าวเท้าเข้าสู่โรงเตี๊ยมที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภท ทั้งพ่อค้าเร่เดินทาง นักปราณพเนจร และชาวยุทธทั่วไปที่มาแวะพักผ่อนในระหว่างการเดินทาง
ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายอึกทึกครึกโครมจากมุมหนึ่งของโรงเตี๊ยมก็ดังแทรกขึ้นมา เว่ยเฉินหันไปมองตามต้นเสียง พลันแลเห็นกลุ่มชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินครามปักลวดลายกระบี่ไขว้ กำลังนั่งดื่มร่ำสุรากันอย่างสำราญใจ ท่าทางของแต่ละคนเย่อหยิ่งทระนงราวกับตนเองเป็เ้าของสถานที่แห่งนี้
"คนพวกนั้นคือศิษย์ของสำนักกระบี่ปะาเซียน" ลุงเฉากระซิบบอกเว่ยเฉินด้วยน้ำเสียงแ่เบา พลางฉุดดึงท่อนแขนของเขาให้เดินหลบเลี่ยงไปนั่งยังมุมที่สงบเงียบ "อาภรณ์สีน้ำเงินปักลายกระบี่ไขว้เช่นนั้นเป็เครื่องหมายแสดงฐานะของศิษย์ชั้นในแห่งสำนัก อย่าได้ไปตอแยหรือข้องแวะกับพวกเขาโดยมิจำเป็เลย หลายคนถือดีในยศถาบรรดาศักดิ์และสถานะอันสูงส่งจนมักเหยียดหยามมนุษย์ธรรมดา"
เว่ยเฉินจับตาเฝ้าดูสำรวจกลุ่มศิษย์สำนักด้วยความสนใจระคนระมัดระวัง เขา สังเกตเห็นว่าเหล่าบ่าวรับใช้ในโรงเตี๊ยมต่างพากันหลบหลีกทางให้แก่คนกลุ่มนั้นด้วยความหวาดกลัว บางคนถูกตะคอกข่มขู่ขับไล่เพียงเพราะเหตุผลที่ว่ายกน้ำอาหารมาปรนนิบัติล่าช้าไปเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว
"ไอ้ข้ารับใช้ชั่ว! สุราของข้าหมดสิ้นแล้ว เหตุใดจึงยังมิรีบมาเติมให้!" ชายหนุ่มผู้หนึ่งในกลุ่มศิษย์แผดเสียงะโใส่บ่าวรับใช้วัยกลางคน มือข้างหนึ่งเหวี่ยงจอกสุราเปล่าลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"ขออภัยด้วยเ้าค่ะ ท่านศิษย์พี่ ดิฉันจะรีบนำสุรามาเติมให้ยามนี้แล้ว" หญิงรับใช้ผู้นั้นรีบก้มศีรษะคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว สองมือสั่นระริกในขณะที่ต้องรีบวิ่งไปจัดเตรียมสุรามาปรนนิบัติ
เว่ยเฉินขบกรามแน่นข่มโทสะเมื่อได้ประจักษ์ถึงเหตุการณ์อยุติธรรมตรงหน้า ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงกฎเกณฑ์อันเข้มงวดกวดขันของหอสูงสุดในอนาคตกาล ที่แม้ภายนอกจะดูสง่างามเพียบพร้อมทว่าเนื้อในก็ยังคงมีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะด้วยสายเืและพร์มิได้แตกต่างกันเลย
"สะกดกลั้นใจไว้ก่อนเถิด" ลุงเฉากระซิบเตือนสติราวกับสามารถอ่านใจของเว่ยเฉินออก "ยามนี้เ้ายังไร้ซึ่งฐานะอันใดที่จะไปต่อกรท้าทายพวกเขาได้ รอคอยให้เ้าสามารถเข้าสู่สำนักได้สำเร็จเสียก่อน ถึงเวลานั้นค่อยพิสูจน์คุณค่าของตนเองด้วยฝีมือที่แท้จริงจะประเสริฐกว่า"
เว่ยเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มกระแสความโกรธาลงสู่ส่วนลึกของจิตใจ เขาตระหนักดีว่าคำกล่าวของลุงเฉานั้นถูกต้องเที่ยงตรง ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมาก่อร่างสร้างศัตรูโดยมิจำเป็ เป้าหมายอันแท้จริงของเขาคือการเข้าสู่สำนัก เพื่อสืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับผู้เป็อาจารย์และเมล็ดพันธุ์ปราณมืดในทรวงอก มิใช่การมาทะเลาะวิวาทเบาะแว้งกับศิษย์ไร้หัวนอนปลายเท้าเหล่านี้
กลุ่มศิษย์สำนักกระบี่ปะาเซียนดื่มกินจนหนำใจก่อนจะพากันลุกเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างเย่อหยิ่ง ทิ้งเงินตราเอาไว้เพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับความเสียหายที่ได้ก่อไว้ เว่ยเฉินทอดสายตามองตามหลังเงาร่างของคนเ่าั้จนลับสายตาไปด้วยแววตาอันเย็นเยียบ ในจิตใจตั้งปณิธานเงียบๆ ว่าสักวันหนึ่งเขาจะพิสูจน์ให้คนทั้งหล้าประจักษ์แจ้งว่า พร์และสายเืเบื้องสูงมิใช่สิ่งเดียวที่จะมาตัดสินกำหนดคุณค่าของมนุษย์
ในราตรีกาลนั้นเว่ยเฉินมิอาจข่มตาหลับลงได้ เขาหยัดกายลุกออกจากห้องพักขนาดเล็กที่ลุงเฉาเช่าบำรุงไว้ให้ ก้าวเท้าเดินออกไปยังลานกว้างด้านหลังโรงเตี๊ยมอันเงียบสงัด แสงจันทราราดส่องลงมาสว่างนวลตา เขาทรุดกายลงนั่งบนผืนหญ้า หลับตาลงพยายามตั้งจิตสำรวจกระแสพลังปราณมืดในอกอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกหน
ครานี้เขาไม่ได้รีบร้อนเร่งเร้าดึงพลังงานออกมาใช้สอยดั่งเช่นสองครั้งแรก ทว่าค่อยๆ แผ่ซ่านจิตััความรู้สึกภายในอย่างช้าๆ รับรู้ได้ถึงรากฝอยเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่ยังคงชอนไชอยู่ทั่วสรรพางค์กาย ทว่ากระแสความเ็ปกลับเริ่มลดน้อยถอยลงกว่าคราแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมากลางป่าใหญ่มากนัก ราวกับว่าร่างกายหยาบของเขาเริ่มปรับสภาพแปรเปลี่ยนให้เข้ากับการคงอยู่ของมันได้บ้างแล้ว
มันกำลังหลอมรวมกลายเป็ส่วนหนึ่งในกายของข้า...
เว่ยเฉินลองผ่อนคลายจิตใจ ปล่อยให้กระแสพลังงานสายมืดไหลเวียนไปตามเส้นทางที่รากปราณทมิฬได้เบิกทางไว้อย่างแ่เบา แทนที่จะฝืนดึงรั้งมันออกมาใช้อย่างรุนแรงหักโหมดั่งเช่นยามที่ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอด เขาััได้ถึงกระแสพลังงานอันเย็นะเืจับจิตที่ไหลเวียนผ่านแขนขา ค่อยๆ ควบรวมตัวกันเป็รูปธรรมที่เด่นชัดขึ้นทีละน้อย
ความรู้สึกดังกล่าวแตกต่างไปจากความทุกข์ทรมานที่เขาเคยพบพาน มันคือความรู้สึกของการค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ร่วมกับพลังอันลึกลับประหลาดนี้ ราวกับกำลังฝึกปรือภาษาโบราณชนิดใหม่ที่มิเคยมีผู้ใดพร่ำสอนสั่งมาก่อน
เขานั่งบำเพ็ญสมาธิเช่นนั้นไปจนล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด จนกระทั่งเริ่มรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ พลังงานสายมืดในใจกลางอกเริ่มยอมสงบนิ่งอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเขามากขึ้นกว่าเก่าก่อน แม้จะยังห่างไกลจากคำว่าเชี่ยวชาญแตกฉาน ทว่านี่นับเป็ก้าวแรกอันสำคัญยิ่งยวด
รุ่งเช้าของวันถัดมา เกวียนม้าของลุงเฉาเริ่มออกเดินทางต่อั้แ่ศุภมงคลยาม มุ่งหน้าขึ้นสู่เส้นทางที่ลาดชันและคดเคี้ยวเลี้ยวลดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิรอบกายเริ่มลดต่ำลง หมอกบางๆ ลอยละล่องปกคลุมเหนือยอดไม้ ต้นสนสูงชะลูดแผ่กิ่งก้านขนาบข้างเส้นทางสัญจรทั้งสองด้าน
เว่ยเฉินทอดสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นระคนตระหนัก เพราะเขารู้ดีว่าจุดหมายปลายทางกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ ในทุกคราที่เกวียนม้าเลี้ยวผ่านโค้งหน้าผา สายตาของเขาจะจับจ้องมองหาเงาร่างของขุนเขาสูงตระหง่านฟ้าอันเป็ที่ตั้งของสำนักกระบี่ปะาเซียน
จวบจนยามเที่ยงวัน ม่านหมอกหนาที่ปกคลุมอยู่เบื้องหน้าค่อยๆ สลายตัวจางหายไป เผยให้เห็นทัศนียภาพที่ส่งผลให้เว่ยเฉินต้องหยุดชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ
ขุนเขาลูกมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ยอดเขาสูงเสียดทะลุชั้นฟ้าจนมิอาจมองเห็นจุดสิ้นสุด รอบเชิงเขาปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ลอยละล่องราวกับดินแดนสรวง์ของเหล่าทวยเทพ ไกลออกไปบนแนวไหล่เขา เว่ยเฉินสังเกตเห็นเงาร่างของอาคารและศาลาไม้โบราณจำนวนมากตั้งเรียงรายลดหลั่นกันเป็ชั้นๆ ขึ้นไปจนสุดสายตา แสงทินกรสาดกระทบผืนหลังคากระเบื้องสีน้ำเงินเข้มจนทอประกายวาววับราวกับอัญมณีเลอค่า
"นั่นคือสำนักกระบี่ปะาเซียน" ลุงเฉาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอันลึกล้ำ แม้ตัวเขาจะเคยพบเห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าความยิ่งใหญ่ตระการตาของสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงทำให้เขาต้องรู้สึกทึ่งในทุกครา
เว่ยเฉินนั่งนิ่งสงบอยู่บนเกวียน สายตาจับจ้องไปยังขุนเขาลูกนั้นมิยอมละวาง หัวใจเต้นระทึกรัวด้วยกระแสความรู้สึกหลากหลายที่ผสมปนเปกัน ทั้งความหวัง ความกลัว และความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
ในที่สุด... ข้าก็เดินทางมาถึงจนได้ สำนักที่จะพลิกผันชะตากรรมของข้าไปตลอดกาล
เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า เื้ัความยิ่งใหญ่สง่างามและโอ่อ่าของขุนเขาลูกนั้น กำลังซ่อนเร้นไว้ซึ่งทั้งคำตอบของความจริงที่เขาเฝ้าสืบเสาะหา และสตรีสาวผู้จะกลายมาเป็ทั้งคู่ต่อสู้และคู่ชีวิตของเขาในอนาคตอันไกล รวมถึงเงามืดของกลอุบายอันซับซ้อนที่ทอดตัวยาวนานข้ามผ่านกาลเวลานับพันปี
ยานพาหนะยังคงเคลื่อนตัวต่อไปตามเส้นทางคดเคี้ยว มุ่งหน้าเข้าใกล้เชิงเขาทีละน้อย ทิ้งท้ายวันเวลานี้ไว้เพียงก้าวสุดท้าย ก่อนที่บานประตูใหญ่ของสำนักจะปรากฏเด่นชัดตรงหน้าเขาในอีกไม่ช้ากาล