บทที่ 16 ลองฝึกฝนกระบวนท่าแปดทิศ มุ่งหน้าสู่งานเลี้ยง
เนื้อหาของแปดเสาค้ำ์มีมากมาย
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากวิชาที่ขุดค้นศักยภาพสูงสุดของตัวเอง ก็คือหมัดแปดทิศนั่นเอง!
"การควบคุมและใช้พลังของฉันยังไม่ชำนาญมากนัก"
"วิชาหมัดแปดทิศนี้มาได้ทันเวลาพอดี"
กลืนกิน์และโลกเน้นการฝึกฝนภายใน เป็รากฐานของการพัฒนาตนเอง
ส่วนแปดเสาค้ำ์นั้นครอบคลุมมากกว่า
มันสามารถเติมเต็มข้อบกพร่องในด้านต่าง ๆ ของหลี่มู่ได้เป็อย่างมาก
ยกตัวอย่างเช่นหมัดแปดทิศ
สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการต่อสู้จริงของหลี่มู่ได้เป็อย่างมาก
เมื่อชำนาญแล้วน่าจะสามารถเพิ่มการควบคุมร่างกาย และสร้างพลังการต่อสู้ที่สูงขึ้นได้
ส่วนวิชาพิเศษที่บันทึกเอาไว้ในหน้าที่สอง
สามารถขุดค้นศักยภาพของร่างกาย ทำให้รากฐานร่างกายของหลี่มู่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ตำรายาที่มีมากมายเ่าั้ก็สำคัญเช่นกัน
มันมีทั้งยาเพิ่มพูนการฝึกยุทธ์ ยารักษาาแ ยาทาภายนอกสำหรับฝึกฝนร่างกาย…
"แม้ฉันจะไม่ได้หอกใหญ่นั้นมา แต่ผลลัพธ์ในครั้งนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าครั้งที่แล้วเลย!"
ดวงตาของหลี่มู่สว่างวาบด้วยประกายร้อนแรง
เขาไม่คิดอะไรมากอีก
ชายหนุ่มวิเคราะห์หมัดแปดทิศในแปดเสาค้ำ์ ที่อยู่ในความทรงจำอย่างละเอียด
หมัดแปดทิศแบ่งออกเป็แปดกระบวน กระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศ หกทะลวงฝ่า และฝ่ามือพิฆาตใกล้ไกล
อีกทั้งแปดกระบวนนี้ยังสามารถเรียกได้ว่า แปดกระบวนท่าพื้นฐาน สำหรับผู้เริ่มต้น กระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศเป็พื้นฐานของทุกสิ่ง
หกทะลวงฝ่าเป็เคล็ดวิชาของกระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศ โดยมีแิว่าเปิดทางก่อนแล้วจึงเข้าจู่โจม ไม่ว่าจะต่อสู้กับศัตรูแบบไหนก็ไม่พ้นเคล็ดวิชานี้
หกทะลวงฝ่าประกอบไปด้วย บน โอบ เดี่ยว ยก สะบัด และพัน
การฝึกหกทะลวงฝ่าต้องยึดหลัก ‘สามเคียง สามผสาน’ เป็จุดสำคัญ และท่าทุกท่าไม่ควรห่างสะโพก
อย่างไรก็ตาม ฝ่ามือพิฆาตใกล้ไกลนั้น หากพูดจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็ส่วนหนึ่งของกระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศ
แต่หมัดแปดทิศเป็วิชาหมัดระยะประชิดที่แข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง
ทว่าแข็งเกินไปย่อมหักง่าย
ส่วนฝ่ามือพิฆาตนั้นเป็ ‘หมัดอ่อน’ ซึ่งเชี่ยวชาญการโจมตีในระยะกลางและระยะไกล ใช้หลักการต่อสู้จากระยะห่างและโจมตีในระยะยาว
ดังนั้นหลี่ซูเหวินจึงได้นำเอาหลักสำคัญบางส่วน ของฝ่ามือพิฆาตเข้ากับกระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศ
แต่การจะทำเช่นนี้ได้ต้องฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานแปดทิศจนถึงขั้นสูงสุดก่อน แล้วค่อยฝึกฝนวิชาฝ่ามือพิฆาต
เมื่อถึงเวลานั้นทั้งสองศาสตร์จะประสานกันอย่างลงตัว แข็งแกร่งและอ่อนโยนไปพร้อม ๆ กัน มีพลังถึงสี่ทิศทาง โดยปราศจากข้อบกพร่อง
"สมแล้วที่มีคำกล่าวว่า หากหมัดแปดทิศผสานกับฝ่ามือพิฆาต แม้แต่ภูตผีปีศาจก็ยังหวาดกลัว"
ดวงตาของหลี่มู่สว่างวาบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
แต่สิ่งเหล่านี้ยังห่างไกลจากเขาอยู่มาก
ตอนนี้ชายหนุ่มจำเป็ต้องฝึกพื้นฐานก่อน!
"พื้นฐานที่สุดคือ 'วิชานับลมหายใจ' และ 'ท่ายืนม้า' "
วิธีนับลมหายใจไม่เพียงใช้ในการฝึกฝนกระบวนหมัด แต่ยังต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
ส่วนท่ายืนม้าเป็พื้นฐานที่สุด ใช้ฝึกส่วนล่างของร่างกายและกระบวนท่าการออกหมัด
"ลองฝึกวิชาการนับลมหายใจก่อนแล้วกัน..."
หลี่มู่ทดลองปฏิบัติตามเนื้อหาในตำรา
ยืดอก หลับตาเล็กน้อย สายตามองจมูก จมูกมองปาก ปากถามหัวใจ
ลิ้นแตะเพดานปาก กำหนดลมหายใจเข้าออก จิตจดจ่อที่ตันเถียน ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด หายใจเข้าออกหนึ่งครั้งนับเป็หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ และลึก ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้า ปล่อยอากาศเสียในร่างกายออกมา...
อาจเป็เพราะหลี่มู่เป็นักรบระดับสามแล้ว เขาจึงเข้าสู่สภาวะนั้นได้อย่างรวดเร็ว
ลมหายใจเริ่มยาวนานขึ้น กล้ามเนื้อทั่วร่างกายดูเหมือนจะผ่อนคลายลง
สภาวะนี้ทำให้ทั้งร่างรู้สึกผ่อนคลายมาก
รู้สึกสบายมาก
"ต้องรักษาลมหายใจยาวนานนี้เอาไว้ตลอด แล้วใน่เวลาสำคัญให้ปล่อยลมหายใจออกมาด้วยพลังอันแข็งแกร่ง"
ผ่านไปกว่าสิบนาที หลี่มู่ก็รู้สึกว่าตนเองรักษาสภาวะได้พอสมควรแล้ว
แต่เมื่อขยับตัวเล็กน้อย ทันใดนั้นการนับลมหายใจก็แตกสลายในชั่วพริบตา
"ไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆ ... อีกทั้งยังต้องรักษาการหายใจแบบนี้ขณะฝึกยืนและออกกระบวนหมัด" หลี่มู่ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
เขาผ่อนคลาย แล้วเข้าสู่สภาวะการนับลมหายใจอีกครั้ง
หลังจากลองหลายครั้ง
ในที่สุดหลี่มู่ก็สามารถรักษาลมหายใจให้ยาวนานขณะเคลื่อนไหวเบา ๆ ได้
"ต่อไปเป็ท่ายืนม้า..."
ในความทรงจำของหลี่มู่ ตำราไม่มีภาพประกอบ มีแต่ตัวอักษรเท่านั้น
แต่ตัวอักษรที่แฝงไปด้วยพลังนั้นมีประโยชน์มากกว่าภาพประกอบซะอีก!
ภายในบรรทัดเ่าั้ ราวกับมีเงาร่างที่มีชีวิตชีวาปรากฏขึ้นมา
พวกมันกำลังแสดงท่าทางที่สมบูรณ์แบบอยู่ตรงหน้าหลี่มู่
และการทำตามนี้ ไม่ได้เป็เื่ยากลำบากสำหรับเขามากนัก
ท่าทางแรกคือ ท่าทางการคล้ายกับการยืนย่อเข่า
การทำท่านี้ไม่ใช่เื่ยาก
แต่ปัญหาคือหลังจากทำท่าเสร็จ การนับลมหายใจก็เสียจังหวะทันที
ความยากที่สุดในที่นี้คือการทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
แต่หลี่มู่ย่อมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาเริ่มลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในระหว่างการฝึกฝน ชายหนุ่มลืมเวลาไปโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเสียงติดต่อจากไลต์เบรนดังขึ้น
[ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว นายอยู่ไหนแล้วล่ะ?]
"เอ่อ..."
เกี่ยวกับงานเลี้ยงในวันนี้ หลี่มู่เกือบลืมไปเลยจริง ๆ
"ฉันขอยกเลิกเถอะ มีธุระนิดหน่อยน่ะ"
ตอนนี้หลี่มู่เพียงอยากฝึกยุทธ์ ฉะนั้นการรวมตัวที่นัดหมายกันก่อนหน้าจึงไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
เสียเวลามากเลยจริง ๆ!
เสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ!
[รีบหน่อยสิ! นายสัญญากับฉันแล้วนะ ห้ามกลับคำ!]
เฉินหนานะโใส่ทันที
เสียงของเขาดังจนหูของหลี่มู่อื้อ
"ได้ ๆ ฉันรู้แล้ว"
หลี่มู่วางสายอย่างหงุดหงิด
อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็เพื่อนเพียงคนเดียวของตน อีกทั้งเขาก็รับปากเอาไว้แล้ว ไปก็ไปเถอะ
หลี่มู่จัดการเก็บของอย่างลวก ๆ แล้วออกจากบ้านไปทันที
...
โรงแรมไห่เทียนแกรนด์
ตั้งอยู่ในเขตสี่
เป็หนึ่งในสามโรงแรมระดับสี่ดาวซึ่งสูงที่สุดในเมืองเอส
เพื่อประหยัดเวลา หลี่มู่จึงนั่งรถไฟลอยฟ้า
และเนื่องจากเป็รถไฟข้ามเขต จึงทำให้เขาต้องจ่ายเงินกว่าหนึ่งร้อยเหรียญั
เมื่อเขายืนอยู่หน้าโรงแรมไห่เทียนแกรนด์ก็เป็เวลาเที่ยงตรงพอดี
ตรงหน้าเขาคือโรงแรมขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา
อาคารแห่งนี้สูงสามสิบสี่ชั้น นอกประตูใหญ่มีพนักงานต้อนรับสองแถว ที่มีรูปร่างหน้าตางดงามยืนเรียงรายอย่างเป็ระเบียบข้างพรมแดง
"การเลือกสถานที่แห่งนี้ต้องเป็ฝีมือของไอ้บื้อต้วนจื่อหานแน่ ๆ"
หลี่มู่ไม่เคยมาที่นี่จริง ๆ เพราะสถานที่แบบนี้ไม่ใช่สถานที่ซึ่งเขาจะสามารถจ่ายได้ในปกติ
"มู่จื่อ! รีบเข้ามาเร็ว อย่ายืนเฉยอยู่อย่างนั้นสิ!"
เฉินหนานโบกมือเรียกอยู่ข้างประตูใหญ่
"รีบร้อนอะไรกัน?" หลี่มู่เดินเข้าไป
"สายแล้ว! นายก็รู้นิสัยของหมอนั่นดี เขาชอบทำตัวเหมือนเป็ที่หนึ่งรองจาก์ตลอดเวลา!"
เฉินหนานพาหลี่มู่เดินเข้าไปในโรงแรม
"ถ้าไม่ได้รับปากนายเอาไว้ ฉันก็ไม่อยากมาจริง ๆ"
เมื่อนึกถึงต้วนจื่อหาน หลี่มู่ก็อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
หมอนั่นมาจากครอบครัวที่มีเงินอยู่บ้าง และเดิมตอนอยู่ในโรงเรียนก็ชอบเดินเชิดหน้าอย่างหยิ่งยโสอยู่แล้ว
"ฮ่า ๆ สิ่งที่สำคัญคือดอกไม้ประจำชั้นก็มาด้วย ไม่งั้นใครจะมากันล่ะ?"
หลังเห็นเฉินหนานทำหน้าเหมือนคนโง่ที่มีความสุข
หลี่มู่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจเบา ๆ อย่างจนปัญญา
เมื่อมาถึงห้องรับรองขนาดใหญ่หมายเลขเจ็ดบนชั้นสาม เฉินหนานก็เคาะประตู
"พาแขกผู้มีเกียรติมาถึงแล้วเหรอ?"
หลังประตูถูกเปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อจางเจวียก็เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ภายในห้องมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ ที่สามารถนั่งได้หลายสิบคน
และมีคนนั่งอยู่แล้วเกือบครึ่ง
ส่วนที่นั่งประธานเป็ของชายหนุ่มที่สวมชุดสูทลำลอง ซึ่งมีดูท่าทางเหลาะแหละอยู่บ้าง
ชายคนนี้ก็คือ ต้วนจื่อหาน
"แขกผู้มีเกียรติที่ไหนกัน แค่เพื่อนร่วมชั้นเรียนเท่านั้นแหละ"
เฉินหนานยิ้มกว้างพลางลากหลี่มู่เข้าไปในห้อง
"มาตรงเวลาดี นั่งตามสบายเลย"
ต้วนจื่อหานที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ชำเลืองมองคนทั้งสองแวบหนึ่งแล้วหันกลับไป
หลี่มู่ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ และเลือกที่นั่งข้าง ๆ เฉินหนาน
"ขออภัย ตรงนี้มีคนแล้ว ที่นั่งของพวกนายอยู่ตรงนั้น"
จางเจวียยิ้มพลางตบพนักเก้าอี้ของทั้งสองคนเบา ๆ แล้วชี้ไปยังที่นั่งหลังประตูห้องรับรอง
จางเจวียเป็หนึ่งในลูกน้องของต้วนจื่อหาน
หลี่มู่มองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่งแวบหนึ่ง แล้วเดินไปนั่งที่ตำแหน่งหลังประตูอย่างเงียบ ๆ