บทที่ 13 เริ่มต้นจากเื่บ้าน
เฉิงเยี่ยนผิงก้าวออกมาอธิบายว่า "ท่านป้าท่านลุงทุกท่าน อย่าด่าทอท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีกเลยขอรับ พวกท่านเองก็ถูกหลี่ไร้ยางอายนั่นหลอกเอา ปกติพวกท่านไม่ค่อยได้เข้าตัวอำเภอ จะไปรู้เบื้องลึกเื้ัของหลี่ไร้ยางอายได้อย่างไร ตอนนั้นเห็นพี่สะใภ้ป่วยหนัก พวกข้ากลัวว่านางจะจากไปจึงเกิดความลนลาน ถึงได้เปิดโอกาสให้หลี่ไร้ยางอายเข้ามาแทรกแซงได้ขอรับ
อีกอย่าง ต่อมาเมื่อพี่สะใภ้ไม่ยินยอม ท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็ไม่ได้บังคับนางอีกมิใช่หรือ? เื่นี้เป็เพียงเื่เข้าใจผิดจริง ๆ ทุกท่านอย่าด่าทอแล้วรีบกลับไปจัดการธุระของบ้านตนเองเถิดขอรับ"
ใครจะรู้ว่าซูชิ่นกลับร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วกล่าวว่า "เป็เพียงเื่เข้าใจผิดจริง ๆ หรือ? วันนั้นข้าหมดสติไป พอตื่นขึ้นมาฟ้าก็มืดแล้ว รอบกายนอกจากเด็กสองคนก็ไม่เห็นเงาผู้ใดอีกเลย ท่ามกลางป่าเขารกร้างเช่นนั้น ข้าใจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง
ข้านึกว่าเพราะข้าไม่ยอมแต่งงานใหม่จึงทำให้คนในบ้านโกรธเคือง พวกเราสามแม่ลูกจึงถูกตระกูลเฉิงทิ้งขว้าง สองวันนี้ข้ากังวลใจแทบตาย ข้าเป็เพียงสตรีจะพาลูก ๆ มีชีวิตรอดได้อย่างไร?"
เฒ่าเฉิงกัดฟันกล่าวว่า "ไม่มีเื่เช่นนั้น"
ซูชิ่นถามย้ำทั้งน้ำตาว่า "ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพวกเราแม่ลูกถึงถูกทิ้งไว้ที่จุดพักแรมเล่าเ้าคะ ท่านพ่อ ถึงแม้สิ่งที่ลูกสะใภ้ทำในวันนั้นจะไม่ถูกต้อง แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็คนของตระกูลเฉิง เด็กสองคนนี้ก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของตระกูลเฉิง ท่านทิ้งพวกเราไว้ในป่าเขารกร้างเช่นนั้น ไม่เคยคิดเลยหรือเ้าคะว่าพวกเราจะตกอยู่ในอันตราย?"
ใบหน้าของเฒ่าเฉิงเปลี่ยนสีไปมาด้วยความโกรธ อยากจะบีบคอซูชิ่นให้ตายเสียตรงนี้จริง ๆ
นางช่างรับมือยากเหลือเกิน
ในจังหวะสำคัญ ความร้ายกาจและไร้เหตุผลของเฉิงโจวซื่อก็กลับมาทำงานอีกครั้ง
"เหตุใดน่ะหรือ? เ้าถามว่าเหตุใดรึ! วันนั้นเ้าเอามีดจ่อคอเหลียนเซียง ทั้งยังทำร้ายหลี่ซื่อ ทำตัวเหมือนหมาบ้า ข้ากลัวว่าเ้าจะคลุ้มคลั่งแล้วเอามีดไปแทงคนอื่นอีก จึงไม่ยอมให้พวกเขาพาเ้าไปด้วย ทำไม ข้าทำผิดกฎหมายหรือ?
ในเมื่อเ้าไม่ฟังการจัดการของตระกูลเฉิง ก็อย่าหวังจะพึ่งพิงตระกูลเฉิงเพื่อมีชีวิตรอด มิใช่ว่าเ้าเก่งกาจนักหรือ? ตอนนี้วิ่งกลับมาร้องห่มร้องไห้พูดเื่พวกนี้ทำไม? รีบไสหัวไปเสีย ตระกูลเฉิงของพวกเราไม่มีที่ว่างให้ลูกสะใภ้ที่หัวแข็งเช่นเ้า!"
"ความจริงข้าก็ไม่ค่อยกล้ากลับมาเ้าค่ะ เพราะข้ากลัวว่าพวกท่านจะบังคับให้ข้าแต่งงานใหม่อีก แต่ข้าจำเป็ต้องกลับมา เพราะที่นี่คือบ้านของข้า เป็บ้านของสามีและลูกทั้งสองคน หลายปีมานี้ท่านพี่อาศัยการล่าสัตว์หาเงินมาสร้างบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ข้าเป็ภรรยาของเขา ข้าต้องกลับมาดูแลทรัพย์สินชิ้นนี้แทนเขาเ้าค่ะ" ซูชิ่นสูดน้ำมูกพลางทำท่าทางเข้มแข็งอย่างเสแสร้ง
นางไม่มีทางโง่พอที่จะพูดตรง ๆ ว่า ้าแยกบ้านและแยกทะเบียนบ้านหรอก ด้วยนิสัยของคนตระกูลเฉิง จะยอมให้นางสมปรารถนาได้อย่างไร เพราะการถือทะเบียนบ้านไว้ในมือ ก็เท่ากับกุมชีวิตของพวกนางแม่ลูกไว้ในมือนั่นเอง
ทว่าหากนางบอกว่ากลับมาเพื่อหวังบ้านหลังนี้ เฉิงโจวซื่อและเฉิงเยี่ยนผิงย่อมไม่มีทางยินดีอย่างแน่นอน
ตระกูลเฉิงยากจนข้นแค้นมาตลอด แต่บ้านที่อาศัยอยู่นั้นเป็หลังเดียวในหมู่บ้านเสี่ยวเหอที่โดดเด่นเช่นนี้ เป็เพราะเมื่อหลายปีก่อนเฉิงเยี่ยนอันโชคดี ล่าหมาป่าในป่าได้ตัวหนึ่งจึงนำไปแลกเงินสิบตำลึงมา ถึงสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาได้
ความคิดของซูชิ่นคือ ใช้เื่บ้านเป็ข้ออ้าง เพื่อบีบให้ตระกูลเฉิงเป็ฝ่ายเสนอเื่แยกบ้านเอง จากนั้นนางจึงค่อยเสนอเื่การแบ่งทรัพย์สินตระกูล แต่นางรู้ดีว่าเื่นี้คงไม่สำเร็จง่าย ๆ
เป็ดังคาด พอได้ยินซูชิ่นพูดถึงเื่บ้าน เฉิงโจวซื่อก็ะโตัวลอยขึ้นมาด่าทันที
"นังแพศยาไร้ยางอาย บ้านหลังนี้ถึงตาเ้ามาดูแลแล้วรึ?! บ้านหลังนี้เฉิงเยี่ยนอันล่าสัตว์แลกมา แต่ตอนนั้นตกลงกันไว้แล้วว่าสร้างบ้านหลังนี้เพื่อกตัญญูต่อท่านพ่อและข้า เกี่ยวอะไรกับเ้า!"
"ข้าว่าแล้วว่าวันนี้เ้าอาละวาดเพื่ออะไร ที่แท้ก็จ้องจะเอาบ้านนี่เอง! ข้าบอกเ้าไว้เลยว่าอย่าหวัง! บ้านหลังนี้ใช้ชื่อตระกูลเฉิง อิฐก้อนเดียวกระเบื้องแผ่นเดียวก็ไม่เกี่ยวข้องกับคนตระกูลซูอย่างเ้า!"
ซูชิ่นสะอึกสะอื้นกล่าวว่า "ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่เกี่ยวข้องกับลูกชายของข้าเ้าค่ะ เขาเป็หลานชายคนโตของบ้านใหญ่ เมื่อท่านพ่อท่านแม่สิ้นอายุขัย บ้านหลังนี้ย่อมตกเป็ของเขา"
"นังแพศยา! ตอนนี้เ้าถึงกับแช่งให้ข้ากับพ่อสามีเ้าตายเร็ว ๆ เลยรึ!" สายตาของเฉิงโจวซื่อจ้องมองซูชิ่นราวกับอาบยาพิษ
นางถือว่าบ้านหลังนี้เป็ของลูกชายตนเองมาตั้งนานแล้ว เพราะเฉิงเยี่ยนอันไม่มีมารดา และเฒ่าเฉิงก็ไม่ได้เอ็นดูเฉิงเยี่ยนอันนัก บัดนี้เฉิงเยี่ยนอันตายไปแล้ว บ้านหลังนี้ย่อมต้องตกเป็ของลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลเฉิงในภายภาคหน้า
แต่นางคิดไม่ถึงว่าซูชิ่นจะพาลูกชายกลับมา โดยใช้ฐานะหลานชายคนโตมาทวงบ้าน
เื่นี้จะยอมได้อย่างไร!
วันนั้นควรจะขายนางทิ้งไปโดยไม่สนอะไร รวมถึงเ้าเด็กอัปมงคลสองคนนี้ด้วย!
"ลูกสะใภ้ไม่ได้มีเจตนาแช่งท่านพ่อท่านแม่ เพียงแต่พูดความจริงเ้าค่ะ ั้แ่โบราณมา ลูกชายคนโตของบ้านใหญ่ย่อมเป็ผู้สืบทอดทรัพย์สินตระกูล เมื่อลูกชายคนโตไม่อยู่ก็ตกเป็ของหลานชายคนโต ไม่ว่าจะพูดที่ไหนก็เป็เหตุผลเช่นนี้เ้าค่ะ" ซูชิ่นยังคงทำท่าทางน่าสงสาร แต่คำพูดที่ออกมากลับทำให้คนตระกูลเฉิงแทบกระอักเื
โจวซื่อผู้ชอบดูเื่สนุกและไม่เกรงว่าเื่จะบานปลาย ะโเสียงดังว่า "ซูชิ่นเหนียงพูดถูก บ้านหลังนี้อย่าว่าแต่เดิมทีเฉิงเยี่ยนอันเป็คนสร้างเลย ต่อให้ไม่ใช่ก็ควรเป็บ้านใหญ่ที่สืบทอด เ้าอย่าคิดว่าพอเยี่ยนอันไม่อยู่แล้ว ทรัพย์สินตระกูลจะตกเป็ของลูกชายแท้ ๆ ของเ้าได้ ไม่มีเหตุผลเช่นนั้นหรอก"
"นังแก่หนังเหี่ยว เกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย! นี่เป็เื่ภายในตระกูลเฉิง ไม่ถึงตาเ้าต้องมาสอดรู้สอดเห็น!" เฉิงโจวซื่อกระทืบเท้าด้วยความโกรธ
"ข้าจะพูด ทำไมล่ะ สิ่งที่บ้านเ้าทำมันไม่ถูกต้อง คนอื่นพูดไม่ได้หรือ? เมื่อก่อนตอนที่เ้าแอบยุยงลูกสะใภ้บ้านข้า ทำไมไม่เห็นเ้าบอกว่าตัวเองสอดรู้สอดเห็นบ้างเล่า?" โจวซื่อไม่ยอมเข้าบ้าน แต่กลับยืนเท้าเอวอย่างผู้ชนะอยู่บนถนนหน้าประตู
เฉิงโจวซื่อโกรธจนจะเข้าไปตบตีกับโจวซื่อ แต่ถูกเฒ่าเฉิงขวางไว้ได้ทัน
"ท่านขวางข้าทำไม? ปล่อยให้ข้าไปฉีกปากนังแก่แพศยานั่น!"
"พอได้แล้ว! ยังอับอายขายหน้าไม่พออีกรึ?!" เฒ่าเฉิงคำรามด้วยความโมโห
เฉิงโจวซื่อไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เลย เพราะนี่เป็เื่ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของลูกชายนาง ซูชิ่นถือไพ่เหนือกว่าด้วยกฎหมายบ้านเมือง หากจะเอาเื่กันจริง ๆ นางย่อมไม่มีทางสู้ได้
"ตามคำโบราณ ทรัพย์สินตระกูลมักจะตกเป็ของบ้านใหญ่จริง แต่สุดท้ายจะให้ใครก็ต้องขึ้นอยู่กับบิดามารดาเป็ผู้ตัดสิน ทรัพย์สินของตระกูลเฉิง เฉิงเยี่ยนอันออกแรงไปมาก ข้าไม่เคยคิดจะให้บ้านใหญ่ต้องเสียเปรียบ" เฒ่าเฉิงมองซูชิ่นด้วยสายตามืดมน
"เื่ก่อนหน้านี้เป็ความสะเพร่าของพวกเราที่ทำให้เ้าต้องใและเสียใจ แต่ในเมื่อเ้ายังอยากกลับมาตระกูลเฉิง ต่อไปก็ห้ามพูดถึงเื่ก่อนหน้านี้อีก ขอเพียงเ้าเต็มใจใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตระกูลเฉิงก็จะไม่บังคับให้เ้าแต่งงานใหม่อีก"
"นอกเหนือจากนี้ ลูกสะใภ้หวังว่าพ่อสามีจะรับปากคำขอของลูกสะใภ้ต่อหน้าท่านลุงท่านป้าทุกท่าน นั่นคือ ต่อไปนี้ต้องให้บ้านใหญ่เป็ผู้เลี้ยงดูท่านผู้เฒ่าทั้งสองเ้าค่ะ" ซูชิ่นรู้อยู่แล้วว่าเื่นี้ไม่ง่าย จึงเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ระยะยาว
เฉิงโจวซื่อได้ยินดังนั้นก็เตรียมจะะโตัวลอยอีกครั้ง หากรับปากคำขอนี้ ก็เท่ากับยอมรับเงื่อนไขที่ว่า ทรัพย์สินตระกูลทั้งหมดจะตกเป็ของบ้านใหญ่ และลูกชายแท้ ๆ ของนางจะได้ส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยที่พอแค่ประทังชีวิตเท่านั้น
เื่นี้จะยอมได้อย่างไร! ของทุกอย่างในตระกูลเฉิงต้องเป็ของลูกชายนาง ใครก็อย่าหวังจะมาแตะต้องแม้แต่อีแปะเดียว!