ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 6 ข่าวคราว
[พิธีเคารพบรรพชนประสบความสำเร็จ ได้รับโปรโมชั่นสุ่มลดราคาจำนวน 5 ชิ้น ดังต่อไปนี้]
[1.แต้มโชคด้านการฝึกฝนของตระกูล 30 แต้ม ราคา 8,000 แต้มระบบ
2.ยันต์เข้าฝัน 1 แผ่น ราคา 500 แต้มระบบ
3.ดาบัผงาด 1 เล่ม ราคา 100,000 แต้มระบบ
4.เกราะหนังเกล็ดโลหะ 1 ตัว ราคา 10,000 แต้มระบบ
5.วิชาบ่มเพาะระดับกลาง 'กระทิงคลั่ง' ราคา 14,000 แต้มระบบ]
ร่างโปร่งใสเลิกคิ้วสูงจนแทบจะไปติดหน้าผาก ไม่คิดว่าพิธีเล็กๆ แบบนี้จะทำให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาได้ด้วย
“แบบนี้ถ้าให้ลูกหลานจัดพิธีทุกวันละก็....”
ร่างโปร่งใสเลียริมฝีปากของตนเองเล็กน้อย เริ่มเพ้อฝันไปไกล
[แจ้งเตือน พิธีเคารพบรรพชนจัดได้สูงสุดเดือนละครั้งเท่านั้น หากมีครั้งถัดไปในเดือนเดียวกันระบบจะไม่นับว่าประสบความสำเร็จ]
เหมือนถูกเอาไม้ตีแสกหน้า ร่างโปร่งใสที่กำลังฝันหวานถึงกับหน้าชาทันทีที่ได้ยินการแจ้งเตือนของระบบ
เขาสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดยุ่งเหยิงในหัวออกไป จากนั้นจึงค่อยๆ กลับมามองดูรายการสิ่งของที่ลดราคาว่ามีอะไรบ้าง
'อะไร? นี่ลดราคาแล้วหรอ บางอันแต้มระบบที่เรามียังไม่พอซื้อด้วยซ้ำ'
ร่างโปร่งใสกลืนน้ำลายลงคอ ถึงแม้จะไม่มีน้ำลายออกมาจริงๆ ก็ตาม แต่เพราะความเคยชินจากสมัยที่ยังมีร่างกายอยู่จึงเผลอแสดงออกเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาไปเสีย
ของที่เขาพอจะซื้อได้ก็มีแต้มโชคด้านการฝึกฝน ยันต์เข้าฝัน เกราะหนังเกล็ดโลหะ และวิชาบ่มเพาะระดับกลาง'กระทิงคลั่ง'
ส่วนดาบัผงาดนั้นตัดออกไปได้เลย ไม่ว่ามันจะมีคุณสมบัติดีแค่ไหน แต่ราคาของมันแพงจนเกินไป ขนาดลดราคาแล้วเขาก็ยังมีแต้มไม่พอซื้อ
ในรายการสิ่งของทั้งหมดที่แต้มระบบพอจะซื้อได้ เขาเลือกซื้อเพียงแค่สามอย่างแรกเท่านั้น
เพราะวิชาบ่มเพาะระดับกลางนั้นเขาได้รับมาแล้วั้แ่ตอนที่สำเร็จภารกิจก่อนหน้า ไม่มีความจำเป็ต้องหาวิชาบ่มเพาะมาเพิ่ม เว้นแต่ของที่มีมันจะไม่เหมาะสมกับลูกหลานของเขา แต่เท่าที่ดู วิชาบ่มเพาะระดับกลาง'พยัคฆ์เมฆา'นั้นมีคุณสมบัติที่สมดุล สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะสมกับตระกูลของเขาที่สุด
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเขาจึงซื้อของลดราคามาทั้งสิ้นสามชิ้น คือ แต้มโชคด้านการฝึกฝน ยันต์เข้าฝัน และเกราะเกล็ดโลหะ
ใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 18,500 แต้มระบบ คงเหลือแต้มระบบที่มีอยู่ 71,941 แต้ม
ถือเป็การใช้จ่ายครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ตอนไหน แต่ด้วยความที่ของมันลดราคาอยู่ เขาก็ต้องรีบคว้ามาโดยไว เพราะราคาตอนที่ยังไม่ลดนั้นมันแพงเหลือเกิน
แพงจนร่างิญญาอย่างเขายังขนลุกซู่
ก็จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เขาเสียแต้มไปนับแสน แต่มันเป็เหตุการณ์เฉพาะหน้า จำต้องใช้อย่างเร่งด่วน ถึงจำนวนจะมากแต่เขาก็ไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อยถ้ามันช่วยชีวิตลูกหลานของเขาเอาไว้ได้
ร่างิญญาโปร่งใสมองสิ่งของที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในช่องเก็บของของระบบ ภายในใจก็คาดหวังว่าคงได้ใช้ประโยชน์บ้าง
ขณะนี้พิธีการเสร็จสิ้นลงแล้ว ทุกคนเริ่มแยกย้ายกันออกไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
จังหวะนั้นเอง ข้ารับใช้ชราก็เดินเข้ามาหาหัวหน้าตระกูล กระซิบคำบางอย่างที่ข้างหู
“พาข้าไปพบเขาเดี๋ยวนี้”
มาคัสหัวหน้าตระกูลหันไปสบตากับเมลิกผู้น้อง
เมลิกเองก็สบตากลับไปเสมือนว่าเข้าใจสิ่งที่พี่ชาย้าจะสื่อ
ระหว่างที่ออกเดิน มาคัสชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ จากนั้นจึงพูดกับสมาชิกรุ่นที่แปดทั้งสองคนให้ตามมาด้วย
“คาคัส คาเบโร่ พวกเ้าก็ตามมาด้วย”
สมาชิกคนอื่นมองตามทั้งสี่คนที่กำลังเดินออกไปด้วยความสงสัย ไม่ได้ถามอะไร แต่เข้าใจว่าเป็เื่สำคัญเป็แน่ ไม่เช่นนั้นหัวหน้าตระกูลคงไม่รีบร้อนออกไปทันทีเช่นนี้
ร่างโปร่งใสก็เป็เช่นเดียวกันกับทุกคน มองตามร่างทั้งสี่ที่ก้าวฉับเดินออกไป เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้คิดจะหยุดความสงสัยเอาไว้เหมือนสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ
ร่างโปร่งใสเลือกที่จะติดตามทั้งสี่คนไปด้วยอย่างลับๆ
ตอนนี้เขากลายเป็อเวกระดับที่หกแล้ว น่าจะมีพลังมากพอที่จะเดินไปรอบๆ เขตตระกูล แม้อาจจะไปได้ไม่ทั่วทุกพื้นที่ในตระกูล แต่อย่างน้อยก็มากกว่าเมื่อก่อนแน่ๆ
สี่คนกับอีกหนึ่งดวงิญญาเดินตามข้ารับใช้ชรามาจนถึงเรือนรับรอง
“ยินดีที่ได้พบท่านมาคัส โอ้! ท่านเมลิก ท่านคาคัสแล้วก็ท่านคาเบโร่ด้วย”
เมื่อสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทั้งสี่คนเดินมาถึงเรือนรับรอง ชายร่างอ้วนท้วนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืนประสานมือทักทายทันที
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันท่านแอนวาส ไม่ต้องมากพิธีรีตองไป ทำตัวตามสบาย”
มาคัสประสานมือทักทายกลับไป อีกสามคนที่เหลือก็ประสานมือตามทันที
ร่างิญญาจ้องมองการทักทายของทั้งสองฝ่าย ในใจก็คิดว่าแอบคล้ายคลึงวิธีการทักทายของพวกจอมยุทธในภาพยนตร์จีนกำลังภายในเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่น้อย เขาจึงทดลองยกมือขึ้นทำตามดูเผื่ออนาคตอาจจะมีโอกาสได้ใช้ก็เป็ได้
“เข้าเื่เลยดีกว่า ที่ท่านบอกว่ามีข่าวเื่ลูกชายคนเล็กของข้านี่เื่จริงหรือไม่?” สีหน้ามาคัสดูเป็กังวล
“แน่นอนว่าข้าได้ข่าวมาจริง ไม่อาจนำมาล้อเล่นได้” ชายร่างอ้วนที่ตอนแรกยิ้มแย้มเปลี่ยนสีหน้าเป็ขึงขัง
ร่างิญญาที่มองดูอยู่ด้านหลังก็ลอบคิดในใจว่า บุคคลผู้นี้ไม่เลวเลย รู้จักปรับเปลี่ยนอารมณ์ไปตามสถานการณ์ เหมาะสมแล้วที่เดินในสายอาชีพพ่อค้า
หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของชายตรงหน้า จินก็พอจะทราบแล้วว่าชายร่างอ้วนผู้นี้เป็ใคร
เขาคือแอนวาส พ่อค้าในสังกัดสมาคมการค้า มีธุรกิจในหลายประเภท แต่ธุรกิจที่ทำร่วมกับตระกูลพีไรซ์เป็ธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร โดยมีคาเบโร่เป็ผู้ติดต่อดูแล
จินไม่แปลกใจนัก เพราะจากค่าสถานะของสมาชิกตระกูล คาเบโร่นับเป็หนึ่งในสมาชิกที่มีพร์ระดับสูง เพียงแต่ว่าเป็พร์ด้านการค้า
แม้จะไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่ากับเื่ของการฝึกฝนในสายตาจิน แต่มันก็เป็สิ่งที่ทำให้ตระกูลพีไรซ์ประคับประคองตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้
“ข้าได้รับข่าวมาจากคนสนิทที่ดำเนินงานให้ข้าภายในเมืองขนาดกลาง C-48 ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่นี่”
“ก่อนหน้านี้ข้าส่งข้อมูลรูปพรรณสัณฐานของแคนซัสให้เครือข่ายทั้งหมดของข้าช่วยกันตามหา ลูกน้องของคนสนิทนี่แหละที่เห็นคนหน้าเหมือนลูกชายท่าน มันเหมือนราวกับแกะ เพียงแต่ดูผอมกว่าก็เท่านั้น”
“สถานที่ตรงนั้น...เป็เส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมือง C-48 ไปยังเนินเขาใกล้ๆ”
พูดจบแอนวาสก็ล้วงแผนที่ออกมากางให้คนทั้งสี่ดู
นิ้วสั้นป้อมชี้ไปบริเวณพื้นที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองขนาดกลาง C-48 มากนัก
“ตรงนี้คือเมือง C-48แล้วก็ตรง่นี้น่าจะเป็จุดที่คนของข้าเจอเบาะแส ถ้าเลยขึ้นไปอีกจะเป็กลุ่มหุบเขา มีเนินเขาเรียงรายกันหลายลูก”
“พื้นที่รกร้างด้านนอกเมืองว่าอันตรายแล้ว แต่พื้นที่บริเวณหุบเขาตรงนี้อันตรายเสียยิ่งกว่าอีก”
“มันไม่ได้อันตรายจากพวกสัตว์อสูร แต่เป็มนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ คาราวานพ่อค้ามักจะหลีกเลี่ยงหุบเขาตรงนี้ไปใช้เส้นทางอื่น อ้อมไปไกลหน่อยยิ่งดี เพราะขนาดเลาะรอบหุบเขาตรงนี้ไปก็มีหลายครั้งที่กลุ่มพ่อค้าหลายรายถูกดักปล้น บ้างก็ถูกฆ่าชิงทรัพย์”
“ข้าไม่แน่ใจว่าลูกชายที่หายตัวไปของท่านไปโผล่อยู่บริเวณนั้นได้อย่างไร แต่จะให้สืบมากกว่านี้ก็เกรงว่าจะเกินความสามารถพ่อค้าอย่างข้า”
พ่อค้าร่างอ้วนถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ
พ่อค้าอย่างมันเป็เพียงอเวกระดับที่สอง แม้จะมีอเวกที่มีฝีมืออยู่ในสังกัด แต่ก็เป็เื่สิ้นเปลืองเกินไปที่จะให้อเวกเ่าั้ไปเสี่ยงกับเื่เช่นนี้
การนำข่าวคราวมาบอกตระกูลพีไรซ์ก็เพียงพอที่จะสานความสัมพันธ์ทางการค้าให้แแ่ขึ้นแล้ว ไม่จำเป็ต้องเอาคนของตัวเองไปเสี่ยง
“นี่...”
ดวงตาของมาคัสสั่นไหว
ในที่สุดก็พบเบาะแสลูกชายคนเล็กของเขาที่ตัวหายไปนานกว่าสองปีเสียที
ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาก็ใช้เส้นสายของตระกูลในหลายๆ ทางเพื่อค้นหาแคนซัสที่หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่ก็มืดแปดด้าน
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้รับข่าวสารที่เป็ประโยชน์และจับต้องได้จริงๆ!