สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 53 เดินทางปลอดภัย

    ยูรันยกมือขึ้นเบา ๆ เหมือนตัดบท


    “เอาละ พอแค่นี้”


    ทุกคนค่อย ๆ หันกลับมามองเขา


    ยูรันกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ


    “เมื่อวานรัชทายาทกับผู้อาวุโสซูมัวแต่สำรวจห้อง เลยไม่ได้มาทานมื้อกลางวันกับมื้อเย็น วันนี้มาทานด้วยนะ”


    เขาหยุดคิดเล็กน้อย


    “พอดีข้าจะไปเตรียมตัวทำสวนแล้ว เดี๋ยวต้องใช้เจ้างูขุดบ่อเพิ่มอีก”


    เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาชะงักพร้อมกัน


    มื้อกลางวัน? มื้อเย็น? มีด้วยเหรอ?


    ยูรันเอียงคอเล็กน้อย


    “อ้าว นี่ไม่มีใครบอกเหรอ ว่ามีมื้อเที่ยงกับมื้อเย็นด้วยนะ”


    หลานชิงอวี้เบือนหน้าหนีทันที


    “ข้าคิดว่าศิษย์พี่สามบอกแล้ว”


    หนานอวี้สะดุ้ง


    “ข้า... ข้า... ข้าก็คิดว่าศิษย์พี่รองบอกแล้ว”


    ไป๋หลิงนิ่งเงียบ


    “......”


    ยูรันมองทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “โยนกันไปโยนกันมาทำไม”


    เขาหันไปทางหนานอวี้


    “ข้ารู้ว่าศิษย์พี่สามไม่อยากแบ่งอาหาร มันก็แค่นั้นแหละ เลยไม่ได้บอก”


    หนานอวี้หน้าแดงทันที


    “ข้าไม่ได้—”


    ยูรันหันไปทางหลานชิงอวี้


    “ส่วนชิงอวี้ ก็แค่ลืม”


    หลานชิงอวี้เม้มปาก


    “...เจ้าค่ะ”


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “มีสามมื้อ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ แล้วแต่”


    เซี่ยหลานอิงค่อย ๆ วางตะเกียบลง


    “สามมื้อ... ทุกวัน?”


    ยูรันพยักหน้า


    ซูเม่ยเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองหนานอวี้ด้วยสายตาเข้าใจทุกอย่าง


    หนานอวี้รีบกอดถ้วยข้าวของตนเองแน่นทันที


    “มองอะไรเล่า!”


    เวลาผ่านไปเช่นนั้น


    วันนั้น หลังจากมื้อกลางวันจบลง ยูรันก็พาเฮยหลงกับเยว่หลินไปดูพื้นที่สำหรับทำสวนสมุนไพร สวนผลไม้วิญญาณ และบ่อสัตว์บกเพิ่ม ทั้งสองตัวถูกใช้งานอย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก แต่ก็ไม่กล้าบ่นแม้แต่คำเดียว


    จนกระทั่งยามเย็น ทุกคนจึงกลับมารวมตัวกันบนดาดฟ้าอีกครั้ง


    โต๊ะอาหารถูกจัดไว้เรียบร้อย ลมเย็นพัดผ่านยอดเขาจันทรา แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ย้อมทะเลหมอกเบื้องล่างให้กลายเป็นสีทองอมส้ม


    เซี่ยหลานอิงมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามด้วยความสงสัย


    “นี่เป็นปกติของยอดเขาจันทราหรือ”


    หลานชิงอวี้หันมามองนาง


    “หมายถึงอะไรเพคะ”


    “กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ ทุกวัน รวมถึงนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันแบบนี้”


    หลานชิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองไปทางทุกคนบนโต๊ะ


    “ตอนแรกก็ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ”


    นางยิ้มจาง ๆ


    “แต่ตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”


    ไป๋หลิงพยักหน้าเบา ๆ


    หนานอวี้เองก็พยักหน้าตามอย่างแรง


    แม้แต่หลิงเยวี่ยยังยกถ้วยชาขึ้นจิบโดยไม่ปฏิเสธ


    เซี่ยหลานอิงมองภาพนั้นแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง


    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่พิธีกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ยอดเขาจันทราดูไม่เหมือนสถานที่ฝึกตนธรรมดา


    แต่มันเหมือนบ้านมากกว่า


    ยูรันที่นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งพลันเอ่ยขึ้น


    “ขาดไปอย่างหนึ่งนะ”


    หนานอวี้หันขวับ


    “ขาดอะไรไป”


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “กิจกรรมก่อนดูดาว แล้วก็ดูดาว”


    หนานอวี้ตบหน้าผากดังแปะ


    “ใช่! เราไม่ได้ดูดาวกันมาหลายวันแล้ว!”


    พูดจบ นางก็ขยับเข้ามาใกล้ยูรันทันที เอาหน้าถูไถไหล่เขาอย่างออดอ้อน


    “คืนนี้ดูด้วยกันนะศิษย์น้อง นะ ๆ ๆ”


    ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย


    “ศิษย์พี่ ท่านนี่เริ่มเหมือนสัตว์เลี้ยงเข้าไปทุกทีแล้วนะ”


    หนานอวี้ไม่สนใจแม้แต่น้อย


    “ข้าไม่สน คืนนี้ต้องดูดาว”


    ยูรันถอนหายใจเบา ๆ


    “ก็ได้ ๆ เซ้าซี้จังนะ คืนนี้อยากเล่นอะไร”


    หนานอวี้เบ้ปากทันที


    “ไม่เอาแบบคราวก่อนแล้วนะ เจ้าชนะตลอดเลย ขี้โกง!”


    ยูรันหัวเราะเบา ๆ


    “ฮ่า ๆ ข้าเล่นอะไรก็ชนะตลอดนั่นแหละ ไม่เกี่ยวกับเกมหรอก”


    หลานชิงอวี้กับไป๋หลิงหันมามองหน้ากัน ก่อนกลอกตาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย


    [โม้อยู่นั่นแหละ]


    ยูรันทำเหมือนไม่รู้สึกถึงสายตานั้น


    “แต่คืนนี้ไม่มีร้องเพลงนะ ข้าจะเล่นเครื่องดนตรีอย่างเดียว”


    หนานอวี้ชะงัก


    “ทำไมล่ะ”


    ยูรันตอบทันที


    “ขี้เกียจ”


    “...”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน


    หนานอวี้กัดฟันกรอด


    “ศิษย์น้อง สุดท้ายเหตุผลคือขี้เกียจเนี่ยนะ!”


    ยามค่ำคืน ดาดฟ้าของตำหนักหลักถูกลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา


    ท้องฟ้าเหนือยอดเขาจันทราเปิดกว้าง ดาวนับไม่ถ้วนพร่างพรายอยู่เหนือทะเลหมอก เบื้องล่างคือสระมรกตที่สะท้อนแสงดาวเป็นประกายระยิบระยับ


    โต๊ะลายเปลี่ยนรูปถูกวางไว้กลางดาดฟ้าอีกครั้ง


    ไพ่จับโกหกชุดเดิมถูกแจกออกไป


    หนานอวี้มองไพ่ในมือ ก่อนเงยหน้ามองทุกคนด้วยสีหน้าทุกข์ระทม


    “แบบนี้จะไปชนะได้ยังไง...”


    ยูรันนั่งอยู่ด้านข้าง ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ


    “รอบนี้ข้าไม่เล่นด้วย”


    หนานอวี้ชะงักทันที


    “จริงเหรอ!”


    ยูรันพยักหน้า


    “อืม เดี๋ยวข้าเล่นดนตรีสบาย ๆ ให้ฟังไปด้วยแล้วกัน”


    พูดจบ เขาก็หยิบกีตาร์ออกมาจากช่องเก็บของ


    เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาชะงักไปพร้อมกัน


    เมื่อครู่พวกนางยังตกใจกับโต๊ะที่เปลี่ยนลวดลายตามการสัมผัสได้อยู่เลย


    แต่ตอนนี้ยูรันกลับหยิบเครื่องดนตรีรูปร่างประหลาดอีกชิ้นออกมา


    เซี่ยหลานอิงแตะปลายนิ้วลงบนพื้นโต๊ะเบา ๆ ลวดลายดวงดาวบนโต๊ะกระเพื่อมตามนิ้วของนางราวกับผิวน้ำ


    “นี่มัน... เปลี่ยนลายได้จริง ๆ”


    ซูเม่ยเหยามองกีตาร์ในมือยูรัน


    “แล้วเครื่องดนตรีนั่นคืออะไรอีก”


    ยูรันก้มปรับสายอย่างใจเย็น


    “กีตาร์”


    คำตอบสั้นมาก


    แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันยิ่งทำให้อยากถามเพิ่มอีกสิบคำถาม


    ทว่าเสียงดีดสายเบา ๆ ดังขึ้นเสียก่อน


    ทำนองนุ่มนวลค่อย ๆ ลอยไปกับลมกลางคืน


    เกมเริ่มขึ้น


    หนานอวี้ลงไพ่ด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ หลานชิงอวี้จับโกหกนางได้สองครั้งติด ไป๋หลิงนั่งนิ่งจนเดายาก เซี่ยหลานอิงเล่นอย่างระมัดระวัง ส่วนซูเม่ยเหยากลับหลอกคนอื่นได้แนบเนียนกว่าที่คิด


    เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ


    บางตาหนานอวี้แพ้แล้วโวยวาย


    บางตาหลานชิงอวี้พลาดเพราะคิดมากเกินไป


    บางตาไป๋หลิงชนะโดยแทบไม่พูดอะไร


    เซี่ยหลานอิงเริ่มเข้าใจกติกาเร็วมาก ส่วนซูเม่ยเหยาเล่นไปหัวเราะไปเหมือนได้พักจากเรื่องหนัก ๆ หลายวันเป็นครั้งแรก


    ตลอดเวลานั้น ยูรันนั่งอยู่ด้านข้าง


    นิ้วของเขาดีดสายกีตาร์เบา ๆ เป็นทำนองสบาย ๆ ไม่แย่งความสนใจจากเกม แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งหมดนุ่มลงอย่างประหลาด


    จนดึกมากแล้ว ไพ่จึงถูกเก็บกลับไป


    แต่ไม่มีใครลุกกลับห้อง


    ยูรันจึงหยิบผ้าปูผืนใหญ่หลายผืนออกมา ปูลงบนดาดฟ้าให้ทุกคนเอนตัวนอนดูดาว


    ลมกลางคืนเย็นลงเล็กน้อย


    ทำนองกีตาร์ยังคงดังเบา ๆ ต่อเนื่อง


    หนึ่งคนเริ่มหลับตา


    ตามด้วยอีกคน


    เสียงพูดคุยค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงสายกีตาร์ และแสงดาวที่เฝ้ามองอยู่เหนือยอดเขาจันทรา


    ไม่นานนัก ทุกคนก็เผลอหลับไปทีละคน


    ยูรันหยุดเล่นกีตาร์อย่างเงียบ ๆ


    เขาหยิบผ้าห่มออกมา แล้วค่อย ๆ ห่มให้แต่ละคนอย่างระมัดระวัง


    หนานอวี้หลับโดยยังกอดหมอนแน่น


    หลานชิงอวี้นอนตะแคง ใบหน้ายังมีรอยยิ้มจาง ๆ


    ไป๋หลิงหลับตานิ่ง แต่คิ้วที่เคยขมวดตลอดวันคลายลงในที่สุด


    เซี่ยหลานอิงกับซูเม่ยเหยาเองก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับความระแวงทั้งหมดถูกวางลงชั่วคราว


    จนถึงคนสุดท้าย


    หลิงเยวี่ยยังไม่หลับสนิท


    นางลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองยูรันที่ก้มลงห่มผ้าให้ตน


    ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ ยกขึ้น ลูบแก้มของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนทุกครั้ง


    ยูรันหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ


    “อาจารย์ ท่านนี่ชอบลูบหน้าข้าจังเลยนะ”


    ดวงตาของหลิงเยวี่ยสั่นไหวเล็กน้อย


    “รันเอ๋อร์ ข้า...”


    ยูรันไม่รอให้นางพูดต่อ


    เขาเพียงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้นางเรียบร้อย แล้วกล่าวเสียงเบา


    “ฝันดี ท่านอาจารย์”


    หลิงเยวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    สุดท้าย นางไม่ได้พูดอะไรอีก


    เพียงค่อย ๆ หลับตาลง ท่ามกลางเสียงลมกลางคืนและแสงดาวที่เงียบงัน


    หลังจากคืนนั้น เวลาก็ค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเงียบสงบ


    ตอนเช้า ทุกคนกินข้าวด้วยกันและดูพระอาทิตย์ขึ้น


    ตอนกลางวัน นอกจากมื้อเที่ยงแล้ว ทุกคนแยกย้ายทำงานของตัวเอง


    ตอนเย็น ทุกคนกินข้าวด้วยกันและดูพระอาทิตย์ตก


    บางคืนก็นั่งดูดาว บางคืนก็หาอะไรเล่นกัน บางคืนยูรันก็เล่นเครื่องดนตรีเบา ๆ ให้ฟังจนทุกคนเผลอหลับไปบนดาดฟ้าอีกครั้ง


    ทุกอย่างวนซ้ำไปเช่นนั้น


    เรียบง่าย สงบ และค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชินของทุกคนโดยไม่รู้ตัว


    จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบ นับตั้งแต่เซี่ยหลานอิงและซูเม่ยเหยามาถึงยอดเขาจันทรา


    เรือเหาะของราชวงศ์จอดรออยู่เหนือเมฆตั้งแต่สามวันก่อน หลังจากเซี่ยหลานอิงแจ้งให้คนมารับกลับวังหลวง


    เช้าวันนั้น หลังมื้ออาหารจบลง บรรยากาศบนดาดฟ้าจึงต่างจากทุกวันเล็กน้อย


    ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลง ก่อนหันไปทางหลิงเยวี่ย


    “ผู้อาวุโสหลิง วันนี้พวกเรากำลังจะกลับกันแล้ว พวกเราออกมานานเกินไป ข้าจะเดินทางกลับพร้อมรัชทายาท”


    หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ


    “อืม”


    เซี่ยหลานอิงลุกขึ้น ประสานมือคารวะหลิงเยวี่ยอย่างเป็นทางการ


    “คารวะผู้อาวุโสหลิง ยี่สิบวันมานี้ข้าสนุกมาก ถึงแม้ว่าข้าจะอยากอยู่ต่ออีกสักนิด แต่ข้ายังมีงานค้างคา คงอยู่ต่อไม่ได้ ไว้โอกาสหน้าข้าจะมาใหม่”


    หลิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ


    “เดินทางปลอดภัย”


    ทุกคนในยอดเขาจันทราลุกขึ้นคารวะส่งทั้งสอง


    เซี่ยหลานอิงมองยอดเขาจันทราอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวเดินตามซูเม่ยเหยาลงจากดาดฟ้า


    ไม่นานนัก เรือเหาะราชวงศ์ก็ลอยขึ้นจากยอดเขาจันทรา ค่อย ๆ แล่นผ่านม่านเมฆและหายลับไปทางขอบฟ้า


    ทุกคนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลมยามเช้าจะพัดผ่านดาดฟ้าอย่างแผ่วเบา

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405