“เซียวจิ่วเอ๋อร์ เ้าโกรธงั้นหรือ เ้าวางแผนเล่นงานคนอื่นได้แล้วเหตุใดคนอื่นจะทำบ้างไม่ได้เล่า”
ซูย่างเอียงศีรษะเล็กน้อย ไม่ปฏิเสธคำพูดของนาง น้ำเสียงของเขาเปิดเผยตรงไปตรงมา
“ข้าไม่ได้ชอบเซียวหรันอยู่แล้ว เพียงแต่คำสั่งของฮ่องเต้ย่อมไม่อาจขัดได้ การแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ั้แ่ข้ายังไม่เกิด ข้าจึงไม่มีทางปฏิเสธ ทำได้เพียงปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ดีแล้ว เื่ที่เซียวหรันทำให้ข้าอับอายขายหน้ากลายเป็ที่พูดถึงทั่วเมืองหลวง แม้แต่ฝ่าาก็ยังทรงทราบ”
ซูย่างยิ้มอย่างปิดไม่มิดทุกครั้งที่พูดถึงเื่นี้ พลางมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างครุ่นคิด
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถือเป็คนดังในเมืองหลวง เพราะเมื่อตอนนางเกิด บรรดานกต่างพากันบินโฉบราวกับกำลังต้อนรับพญาหงส์ ทุกคนต่างเชื่อว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์จะเป็อัจฉริยะอีกคนของตระกูลเซียว
แต่ใครเล่าจะคาดคิด อัจฉริยะกลับกลายเป็คนไร้ค่าเพียงชั่วพริบตา เมื่อพบว่านางเกิดมาพร้อมกับแก่นิญญาที่เสียหาย ทำให้นางต้องกลายเป็ตัวตลกที่คนทั่วไปพูดถึงไปตลอดชีวิต
ซูย่างเคยเจอนางมาหลายครั้ง ตอนที่เขาไปยังจวนแม่ทัพ เขามักเห็นนางหลบอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างห่างๆ ดูเหมือนไม่กล้าเผชิญหน้ากับใครเลย
ครั้งเดียวที่เขาได้พูดคุยกับนางคือเมื่อสองปีก่อน
ในตอนนั้นนางออกไปซื้อของในตลาดเพียงลำพัง แต่กลับถูกขอทานสกปรกสองสามคนเข้ามารุมล้อม นอกจากจะปล้นเอาเงินติดตัวของนางไปจนหมดแล้ว ยังพยายามจะลากนางออกไปนอกเมืองเพื่อทำเื่น่ารังเกียจอีกด้วย
เด็กสาวตัวน้อยไม่มีพลังต่อกรถูกล้อมอยู่ท่ามกลางพวกนั้น ทำได้เพียงร้องไห้อ้อนวอนเท่านั้น
บังเอิญว่าตอนนั้นซูย่างผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดี เขาจึงช่วยนางไว้ เมื่อเห็นนางหิวโซจนร่างผอมบาง เขาเลยพานางไปกินข้าวมื้อหนึ่งด้วยความสงสาร
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนเห็นเข้าและยังแต่งเื่ราวลือกันไปต่างๆ นานา หนึ่งในข่าวลือที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือเซียวจิ่วเอ๋อร์ใช้มารยายั่วยวนเขา
“ข้ามิได้มีเจตนาอื่นใด เพียงแต่สงสัยว่าเ้าทำได้อย่างไร” ซูย่างใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองนางไม่ละสายตา “แล้ววิชาแปลงโฉมนั่น เ้าเรียนจากใครกัน”
“หยุดเลย ข้าบอกแล้วว่าเื่เมื่อคืนข้าไม่ได้ทำ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่สนใจว่าเขาจะพูดอะไร นางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นไม่ยอมรับ
ซูย่างเห็นว่านางไม่คิดจะพูดความจริงจึงไม่คาดคั้นอีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนพร้อมยิ้ม
“ก็ได้ ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไร เช่นนั้นเ้ามากับข้า ข้าจะพาเ้าไปที่ดีๆ!”
“ข้าไม่ไป!” เซียวจิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธทันที “ข้ายังต้องอยู่เป็เพื่อนลูก ลูกข้ายังหลับอยู่นะ”
“เช่นนั้นก็พาเขาไปด้วย! ข้าจะบอกให้ ที่ที่ข้าจะพาเ้าไปไม่ใช่ใครจะเข้าได้ง่ายๆ หรอก” ซูย่างทำเสียงลึกลับพร้อมลดเสียงลงเล็กน้อย
“เ้ารู้จักจวนราชครูหรือไม่ ข้าจะพาเ้าไปกินข้าวที่นั่น ถือเสียว่าเป็การตอบแทนที่เ้าช่วยข้าจัดการเื่ยุ่งๆ”
จวนราชครูงั้นหรือ
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์เปล่งประกายขึ้นทันที ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างล้วนเป็ใจ
“ท่านรู้จักราชครูด้วยหรือ”
“ใครในเมืองหลวงบ้างจะไม่รู้จักเขา รีบเถิด รีบไปก่อนที่อาหารจะเย็นชืด!”
ไม่รู้ว่าคืนนี้ที่จวนราชครูมีอะไรเป็พิเศษ แต่ดูจากท่าทางของซูย่างแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาอยากไปกินเหลือเกิน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ข้างเตียง ก้มลงปลุกซิงซิง
เ้าตัวน้อยนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อลืมตาตื่นก็ทำท่าจะอารมณ์เสีย แต่พอเห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็คนปลุก ความโมโหพลันหายไปสิ้น เขาเพียงแค่ส่งเสียงอู้อี้แสดงความไม่พอใจสองสามครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามากอดนางแน่น
เมื่อได้ยินเซียวจิ่วเอ๋อร์บอกว่าจะพาไปกินของอร่อย เขาก็ลืมความง่วงไปทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ยังคงระมัดระวัง มองไปทางซูย่างด้วยแววตาไม่ไว้วางใจ สองมือเล็กๆ กอดเซียวจิ่วเอ๋อร์แน่นราวกับประกาศอาณาเขต
ซูย่างสบตาเ้าตัวน้อยแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “เ้าหนู เ้าชื่ออะไรหรือ”
ซิงซิงได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงฮึ ก่อนจะเบือนหน้าหนี แต่ครู่ต่อมาก็รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาท จึงค่อยๆ ตอบกลับเสียงอ้อมแอ้ม “ซิงซิง”
ซูย่างเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินนำออกจากห้องไป
เซียวจิ่วเอ๋อร์อุ้มซิงซิงเดินตามหลังเขาไป ใช้แสงจันทร์เป็เครื่องนำทาง ทั้งสามเดินผ่านเส้นทางไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงจวนราชครูโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่เซียวจิ่วเอ๋อร์มาถึงที่นี่ นางมองจวนที่ใหญ่โตโอ่อ่าตระการตาแต่กลับไร้เงาของทหารยามแม้แต่คนเดียว นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ทำไมถึงไม่มีใครเฝ้าเลย” เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็เอ่ยถามเสียงเบา
“ท่านราชครูชอบจวนที่คนไม่มาก และก็ไม่มีใครกล้าบุกรุกที่นี่” ซูย่างตอบด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับไม่คิดปิดบังอะไรเซียวจิ่วเอ๋อร์
“ทั้งจวนนี้มีข่ายอาคมกางคุมไว้ เมื่อเราเหยียบย่างเข้ามาในประตู ท่านราชครูจะรับรู้ถึงการมาของเราทันที”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก คนผู้นั้นเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“เ้าหมายความว่าไม่ว่าจะเป็ใครหรือเข้ามาเมื่อไหร่ เขาจะรับรู้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้อง แถมยังรู้ด้วยว่าเรากำลังอยู่ตรงจุดไหน”
เซียวจิ่วเอ๋อร์กัดริมฝีปากเงียบ ไม่ตอบโต้ใดๆ
ซูย่างเห็นปฏิกิริยาของนางก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย กลับย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดหยอกเย้าเสียงเบา
“เขาเป็คนที่เก่งกาจจนถึงขั้นน่าขนลุก ซ้ำยังพูดน้อยมาก แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็คนดี”
คนดี?
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่เห็นด้วยกับคำนี้สักเท่าไร เพราะครั้งแรกที่พบชายผู้นั้น เขามาพร้อมกับความกระหายเื หน้าตาท่าทางราวกับอยากฆ่านางในทันที
นางเลือกที่จะไม่ตอบซูย่าง เพียงเดินตามไปอย่างเงียบๆ แต่ระมัดระวังตัวอยู่ตลอด กลัวว่าจะมีเทพอสูรโผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วฟาดนางกับซิงซิงจนดับสูญ
ตลอดทางเงียบสงัดไร้อันตราย สามคนเดินผ่านลานหน้าจวน เดินข้ามศาลาเล็ก ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมาถึงจุดหมาย
ซูย่างเปิดประตูเข้ามาในห้อง ยังไม่ทันได้เอ่ยปากแนะนำเซียวจิ่วเอ๋อร์และซิงซิงให้คนในห้องรู้จัก ก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่พุ่งเข้ามา
ความรู้สึกอันหนาวเยือกจากจิตสังหารนั้นทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่อาจมองข้าม นางหันมองตามสัญชาตญาณ นางพลันชะงักนิ่งไปด้วยความตกตะลึง
ภายในห้องมีคนอยู่สามคน ทั้งหมดล้วนเป็ใบหน้าที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
คนที่นั่งอยู่ตรงกลางในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดคือชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอันงดงามราวกับภาพวาด
เซียวจิ่วเอ๋อร์นึกในใจว่าตนเคยพบเจอชายหญิงงดงามมานักต่อนัก แม้กระทั่งในห้องนี้ แต่ละคนล้วนมีหน้าตาที่จัดว่าเลิศล้ำ
ในฐานะคนที่หลงใหลในความงามอย่างหนักหน่วง นางมีสายตาที่ค่อนข้างพิถีพิถันมาก น้อยคนนักที่จะทำให้นางตื่นตาตื่นใจเมื่อได้พบหน้า
แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับทำให้นางถึงกับตะลึง
เขาดูมีอายุเพียงสิบแปดหรือสิบเก้าปี สวมชุดยาวสีเขียวเข้มที่ดูสง่างามและสูงศักดิ์
โทนสีเรียบหรูช่วยลดทอนความโดดเด่นของใบหน้าที่หล่อเหลาจนชวนหลงใหล ทำให้เขาดูไม่แปลกแยกจากโลกมนุษย์จนเกินไป
ใบหน้านั้นงดงามอย่างหาใดเปรียบ ละเอียดอ่อนราวกับถูกวาดด้วยพู่กันและแต่งแต้มด้วยหมึกสีเข้มอย่างประณีตงดงาม
งามสง่าราวกับพระจันทร์บนฟากฟ้าหรือหิมะขาวในโลกมนุษย์ งามจนแทบไม่น่าใช่มนุษย์บนผืนดินนี้
บรรยากาศรอบตัวเขามีความสง่างามที่ไม่ธรรมดา อานุภาพน่าเกรงขามเยือกเย็นแผ่ซ่าน
ดวงตาลึกล้ำเปล่งประกายเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วยความเ็าและจิตสังหารอันชัดเจน ไม่หลงเหลืออารมณ์อื่นใดให้ััได้เลย
เมื่อสายตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์ประสานกับเขา หัวใจของนางก็ปวดแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด ทำให้นางรู้สึกไม่สบายจนต้องขมวดคิ้ว
ในขณะที่นางกำลังสงสัยว่าชายคนนี้เป็ใครกันแน่ เสียงของซูย่างก็ดังขึ้นข้างๆ
“ท่านราชครู ข้าเพียงแต่พาเพื่อนสองคนมาร่วมมื้ออาหารด้วย ไม่น่าจะทำให้ท่านโกรธถึงเพียงนี้นะ?”
ซูย่างพูดพร้อมยิ้มให้เป่ยมู่หาน
“ไม่ทันได้บอกล่วงหน้าถือว่าข้าผิดเอง ข้าขอรับสุราลงโทษสามจอก ท่านผู้ทรงอำนาจก็ช่วยลดแรงดันิญญาลงบ้าง อย่าทรมานพวกเราที่แสนจะน่าสงสารเลย ดีหรือไม่”