บนกิ่งใหญ่ของต้นไม้ต้นหนึ่งปรากฏร่างของบุรุษในอาภรณ์สีดำเช่นเดียวกับท้องฟ้าในเวลานี้เขาเอนกายพิงกับลำต้นด้วยท่าทางเฉยชา ในมือของบุรุษผู้นั้นยังมีตำราที่กระดาษด้านในเป็นสีเหลืองบ่งบอกถึงอายุของมันอยู่แม้ตำราจะกางอยู่ตรงหน้าแต่สายตาของเขาไม่ได้จ้องอยู่กับตัวอักษร
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองออกไปยังบ้านดินหลังหนึ่งบ้านหลังนั้นเป็นที่อยู่ของครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีพ่อ แม่และลูกสาวไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไป สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในบ้านก็คงเป็นเสือตัวใหญ่ที่นอนเอกเขนกอยู่บนตั่งหน้าบ้านอย่างสบายใจแม้เสือจะสะดุดตาที่สุด แต่ดวงตาของเขาก็ยังคงมองตามร่างสาวน้อยไม่ห่าง
เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่หาญกล้ามาหลอกลวงเจ้าสำนักเหยียบเมฆาอย่างเขานึกถึงเรื่องนั้นแล้วกู่อวิ๋นก็เผยรอยยิ้มลึกอย่างที่เห็นได้ยากวันนั้นเพื่อหนีออกจากโพรงนั่นนางหลอกให้เขาดูตำราแล้วอาศัยจังหวะที่เขาเผลอหนีออกมาพร้อมกับเจ้าเสือยักษ์ลูกพี่ลูกน้องที่โตมาจากน้ำนมแม่เสือกลางป่าของนางหึ! เรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นใครเชื่อก็โง่เต็มที
ที่สำคัญคือระดับสองอย่างนางจะเร็วได้สักแค่ไหนเชียวหากเขาคิดจะตามนางไม่มีทางรอดอยู่แล้ว ที่รอดออกไปได้ก็เพราะเขายอมให้ไปเจ้าเด็กนี่ยังเป็นเพียงเด็กอมมืออย่างแท้จริง นางคิดเพียงตื้น ๆว่าหนีออกมาได้ก็หมดปัญหา หารู้ไม่ว่าตั้งแต่ที่สลายตาข่ายให้เสือในตอนนั้นบนร่างนางก็มียันต์เลือดของเขาติดตัวอยู่แล้วชาตินี้ทั้งชาติเจ้าจอมหลอกลวงน้อยไม่มีทางหนีเขาพ้น!
ยิ่งเห็นท่าทางสบายอกสบายใจของนางรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มมุมปากเขาจะคอยดูสิว่านางจะมีความลับอยู่มากน้อยแค่ไหน?
ผ่านไปถึงเจ็ดวันแล้วที่นางได้เจอปีศาจหน้านิ่งกลางป่านับจากวันนั้นชิงชิงก็ไม่ไปที่โพรงอีกเลย ทุกวันนางเพียงเข้าป่าไปล่าสัตว์เท่านั้นพูดตามตรงว่านางไม่กล้าไปอีกแล้ว เสียดายของก็เสียดายอยู่แต่ฐานลับที่ไม่เป็นความลับอีกใครจะกล้าไปนั่งหลับที่นั่น โชคดีที่หนีออกมาได้เชื่อเถอะว่าถ้าต้องเห็นใบหน้านิ่งสนิทกับดวงตาไร้อารมณ์นั่นอีกครั้งแม้แต่ตอนนอนนางก็ต้องฝันร้ายแน่
“ชิงชิงลูกไม่เข้าไปค้างในป่าแล้วหรือ?” ระหว่างที่มือก็เตรียมเส้นเชือกใส่ย่ามตัวเองกับลูกหยางเซิงก็ถามนางไปด้วย เจ็ดวันมานี้ลูกสาวเป็นเด็กดีมากนางกลับมานอนที่บ้านทุกวัน นี่เรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง
“ระยะนี้ข้าเหนื่อย ๆ เจ้าคะท่านพ่อ ก็เลยว่าจะพักสักเดือน” โกหกทั้งเพ นางไม่ได้จะพักเดือนหนึ่ง แต่เป็นพักยาวเลยต่างหากถ้ายังไม่แน่ใจชิงชิงไม่มีทางไปเหยียบฐานลับอีกแน่
“พักบ้างก็ดี เช่นนั้นก็ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้สดชื่น” หยางเซิงไม่ติดใจอะไรอีก เขาหันมาตั้งใจเตรียมของและช่วยภรรยาจัดเก็บบ้านช่องแทน
ชิงชิงบอกราตรีสวัสดิ์พ่อกับแม่เสร็จก็เดินเข้าห้องนอนไปพร้อมกับเสี่ยวหู่ทั้งสองนอนลงบนเตียงเดียวกันอย่างสบายใจ เด็กสาวกอดขนนุ่ม ๆของแมวยักษ์พลางบ่นให้มันฟัง “น่าเสียดายของพวกนั้นเนอะเสี่ยวหู่ยังมีหินวิญญาณอยู่อีกตั้งเยอะ แถมเจ้าช่องลับนั่นก็เปิดไม่ออกไม่รู้ว่ามีสมบัติอะไรบ้าง หึย! ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย”
เสี่ยวหู่ผงกหัวมองเด็กสาวอย่างเหนื่อยใจนายท่านคิดว่ามันไม่เสียดายหรือมันรึก็อุตส่าห์เสี่ยงตายไปดูที่โพรงให้ตั้งหลายครั้งพยายามแสดงอาการว่าปลอดภัยแล้วตั้งหลายหน แต่นายท่านที่ขี้ขลาดตาขาวนี่ก็ยังไม่กล้ากลับไปเป็นเช่นนี้แล้วยังมีหน้ามาบ่นว่าเสียดายอยู่อีก
“อย่ามองข้าอย่างนี้สิ ก็คนมันกลัวนี่นารออีกสักเดือนถ้าแน่ใจแล้วเราค่อยไปกันใหม่” ชิงชิงกลัวหน้าไอ้บ้านั่นจนขี้ขึ้นสมองไปแล้วแค่คิดถึงก็ขนลุกไปทั้งตัว ชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย
ในคืนนั้นหลังจากนิทราเข้ากลืนกินชิงชิงก็เกิดความฝันหนึ่ง ในฝันนั้นนางออกวิ่งอย่างสุดแรงเกิดแต่ไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหนใบหน้าประดับรอยยิ้มมุมปากที่แสนร้ายกาจก็ตามหลอกหลอนนางไม่จบไม่สิ้นนางไปซ้ายเขาไปซ้าย นางไปขวาเขาก็ไปขวาทั้งรุกทั้งไล่นางทั้งคืนจนสะดุ้งตื่นในตอนเช้าในสภาพที่เหงื่อท่วมตัว
เพราะเมื่อคืนนางฝันร้ายเช้านี้ชิงชิงจึงไม่สดใสนักเด็กสาวนั่งสะลึมสะลืออยู่ที่หน้าห้องเล็กพร้อมขอบตาที่ดำเหมือนกับหมีแพนด้า
“ชิงชิงเป็นอะไรไปลูก ไม่สบายหรือ?” ไป๋ฮวาเห็นสภาพลูกสาวแล้วก็เป็นห่วงตั้งแต่เล็กชิงชิงไม่เคยป่วยเลยสักครั้ง ลูกสาวคนนี้แข็งแรงมากนางเคยได้ยินว่าคนที่ไม่เคยป่วย เวลาป่วยขึ้นมาจะเป็นหนักจึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาดูลูก
“ข้าแค่นอนไม่หลับเท่านั้นท่านแม่” ชิงชิงจับมือของแม่ออกจากหน้าผากก่อนจะหาวให้ดูอีกครั้งเพื่อยืนยันความง่วง
“เป็นสาวเป็นนางหาวอ้าปากกว้างเช่นนี้ไม่น่าดูเลย” ไป๋ฮวาเห็นลูกสาวที่ไม่เหมือนลูกสาวแล้วก็ปวดใจทุกอย่างเป็นเพราะพี่หยางเซิงนั่นแหละที่ตามใจลูกจนเกินพอดี ดูตอนนี้สิลูกสาวบ้านอื่นครบสิบสามก็มีคนมาหมั้นหมายกันแล้วมีแต่ชิงชิงของนางนี่แหละที่ยังไม่มีใครมาจองเสียทีในฐานะแม่นางกลุ้มจนผมจะร่วงหมดหัวแล้ว
“อย่าว่าลูกเลยไป๋ฮวา ชิงชิงถ้าง่วงวันนี้ก็ไม่ต้องเข้าป่าหรอกลูกพักสักวันหนึ่ง” พูดยังไม่ทันขาดคำตัวต้นเรื่องก็เข้ามาขัดนางสั่งสอนลูกอีกครั้งไป๋ฮวาสะบัดหน้ามองค้อนสามีอย่างไม่สบอารมณ์
“ช่างพวกท่านเถอะ!!” จากนั้นก็สะบัดตัวเดินเข้าครัวไปไม่สนใจทั้งสองอีก
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จชิงชิงก็ทำตามที่พ่อบอกแต่โดยดี กลับเข้าห้องไปนอนอีกตื่นหนึ่งให้ร่างกายสดชื่นขึ้นในขณะที่นางกำลังฝันหวานอยู่นั่นเองเจ้าเสือตัวดีก็เอาอุ้งเท้ามาตบลงบนหน้านางหลายต่อหลายที
“อือ เสี่ยวหู่อย่ากวน” เด็กสาวปัดมือมันออกก่อนจะหันหลังเอาผ้าห่มคลุมโปงนอนต่อเจ้าเสือตัวดียังไม่ละความพยายาม มันใช้ปากคาบผ้าห่มอันแสบอบอุ่นสะบัดทิ้งไปด้านล่างแล้วคาบอกเสื้อของนางดึงให้ลุกขึ้น “อะไรของเจ้านักหนาเนี่ยเสี่ยวหู่ข้าง่วง!”
“ชิงชิงมีแขกมาหา” นางพึ่งบ่นเสี่ยวหู่จบท่านแม่คนดีก็เดินเข้ามาเรียกนางเสียก่อน แขก? แขกที่ไหนมีใครที่นางรู้จักแล้วท่านแม่ไม่รู้จักด้วยหรือ
ชิงชิงหอบความสงสัยที่มีอยู่เต็มท้องจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาจากห้องพ้นบานประตูไม้สิ่งแรกที่นางรู้สึกได้ก็คือ...แสบตา! ให้ตายเถอะแสบตามากรอจนดวงตาปรับให้เข้ากับความเจิดจ้าตรงหน้าได้แล้วนางถึงได้เห็นบุรุษผู้มีใบหน้าที่งดงามในอาภรณ์สีแดงสดกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทานข้าวนิ้วเรียวยาวของเขายกจอกน้ำขึ้นมาดื่มอย่างสบายอารมณ์ข้างกันนั้นยังมีชายสูงวัยที่แวะเวียนมาบ้านทุกเทศกาลสำคัญหรือก็คือท่านลุงหยวนอยู่ด้วย
ไม่เจอหน้ากันถึงเจ็ดปีพี่ลี่หยางในความทรงจำของชิงชิงกับพี่ลี่หยางในตอนนี้ไม่ต่างกันเลยสักนิดรูปโฉมงดงาม ท่าทางสูงส่ง และที่สำคัญอาภรณ์สีแดงสดเป็นเอกลักษณ์ที่มันเป็นเอกลักษณ์ก็เพราะว่าไม่มีใครกล้าใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดขนาดนี้แน่ถ้าไม่เพราะพี่ลี่หยางหน้าตาดีมาก ชิงชิงเองก็คงทนมองไม่ไหวเช่นกัน
“ชิงชิงน้อย” ลี่หยางหันมาเห็นเด็กสาวยืนนิ่งมองเขาจากหน้าประตูก็ร้องทักชิงชิงโตขึ้นมากแล้ว นางกลายเป็นเด็กสาวอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังคงเรียบง่ายอยู่เสมอรูปร่างหน้าตาก็ถือว่าใช้ได้ ติดอย่างเดียวที่รอยคล้ำใต้ตาไม่น่ามองนั่น “ทำไมขอบตาดำขนาดนั้น เป็นสตรีไม่รู้จักเขานอนให้เร็วหน่อยหรือ?” เขาเป็นพวกชอบสิ่งสวยงาม พอเห็นสภาพของชิงชิงก็อดจะตำหนิไม่ได้
“ท่านพี่ลี่หยาง ท่านมาได้อย่างไร” เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ผิดแน่ชิงชิงก็ร้องทักพร้อมเดินเข้ามานั่งด้วยอย่างเป็นกันเองนางกับเขาไม่ได้เจอกันมาเจ็ดปีก็จริง แต่อย่างน้อยก็ติดต่อกันไม่เคยขาดข้าวของที่ส่งถึงกันแทนความห่วงใยก็มีไม่น้อยดังนั้นเมื่อได้พบกันอีกครั้งนางจึงไม่ลำบากใจ
“คิดถึงเจ้าน่ะสิ พอพี่หลอมยาสำเร็จก็มาหาเจ้าทันทีเลย” ตลอดเวลาเจ็ดปีนอกจากเรื่องหลอมยาแล้วเรื่องที่ลี่หยางคิดก็มีเพียงเรื่องของเด็กน้อยคนนี้ เมื่อคืนพอทำสำเร็จวันนี้เขาจึงออกเดินทางมาที่นี่ทันที
“หลอมยา? ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาพี่ลี่หยางหลอมยาอยู่ตลอดเลยหรือ?”ยาอะไรใช้เวลาหลอมตั้งเจ็ดปี ยานั่นไม่ใช่กินปุปก็เหาะได้หรอกนะ
“พี่เอามาด้วย นี่คือยาผนึกเทวา” พอพูดถึงเรื่องยาดวงตาของลี่หยางก็เปล่งประกายเขากุลีกุจอเอาตลับยาออกมาให้เด็กสาวได้ดูพร้อมกับอธิบายไปด้วย “พี่ใช้โสมสีเลือดที่ได้จากเจ้าผสมกับตัวยาหลายอย่างลองผิดลองถูกตั้งหลายครั้ง ใช้เวลาถึงเจ็ดปีกว่าจะหลอมมันออกมาสำเร็จถ้ากินมันเข้าไปต่อให้เป็นคนที่บรรลุระดับเก้าไปแล้วก็จะกลายเป็นคนธรรมดาในทันที”
ชิงชิงหยิบตลับยามาดูด้วยความสนใจยาผนึกเทวาที่ว่านั่นเป็นเม็ดยาสีน้ำตาลเงา ขนาดใหญ่เท่าไข่มุกเม็ดเป้งแถมยังมีกลิ่นที่หอมหวานอีกด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีสรรพคุณที่รุนแรงขนาดนั้น “ร้ายกาจ”
ลี่หยางกางพัดหยกมาโบกไปมาด้วยความภูมิใจแน่นอนว่าต้องร้ายกาจอยู่แล้ว เขาลงมือหลอมเองทั้งที จะเป็นเพียงยาธรรมดาได้อย่างไร
“ว่าแต่ท่านจะเอามันไปใช้กับใครกันพี่ลี่หยาง?” พี่ชายที่หลอมยาได้ของนางคนนี้จะทุ่มเทเวลาถึงเจ็ดปีหลอมยาพิษร้ายแรงออกมาทำไมถ้าไม่ได้เอาไว้ใช้งานชิงชิงอยากรู้นักว่าใครกันที่ทำให้เขาโกรธได้ถึงเพียงนี้
“ใช้อะไร! กว่าจะหลอมขึ้นมาได้ของดีขนาดนี้พี่ไม่กล้าใช้หรอก” ลี่หยางรับตลับยากลับมาแล้วเก็บเอาไว้ในอกเสื้ออย่าทะนุถนอมใช้เวลาตั้งเจ็ดปีกับสมุนไพรอีกเป็นภูเขา ต่อให้ใครมาทำให้เขาโกรธเขาก็จะฆ่ามันด้วยมือไม่เอายาเม็ดนี้ออกมาใช้เด็ดขาด
พระเจ้าช่วย! มีคนประเภทที่เผาเวลาเจ็ดปีทิ้งแบบไม่ไยดีเช่นนี้ด้วยหรือนี่เจ็ดปีได้ยามาเม็ดเดียวยังไม่พอ เขายังแค่หลอมมันเล่น ๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรด้วย “ชิงชิงนับถือพี่ลี่หยางจริง ๆ”
“ฮะฮ่า พี่เก่งล่ะสิชิงชิงน้อย” ลี่หยางใช้พัดตบอกด้วยความภูมิใจยอดฝีมือเรื่องยาพิษบนแผ่นดินนี้ถ้าเขาเป็นที่สองใครจะกล้าเป็นที่หนึ่งละ “ว่าแต่เจ้าเถอะ เจ็ดปีมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แค่มองแวบเดียวลี่หยางก็รู้แล้วว่าชิงชิงมีพลังวิญญาณแม้ระดับจะไม่สูงมากแต่ก็เป็นธรรมดาของคนที่เกิดนอกดินแดนหัวลี่
“นอกจากเข้าป่าล่าสัตว์ข้าจะทำอะไรได้อีกเล่า” เพราะความรู้เรื่องการฝึกพลังมีไม่มากชิงชิงจึงไม่ได้พูดความจริงให้พี่ลี่หยางฟัง ได้แต่ตอบเลี่ยง ๆ ไปเท่านั้น
“ชิงชิงน้อย” สีหน้าขี้เล่นของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังทันทีที่ได้ฟังคำตอบเขามอบความจริงใจให้เด็กน้อยที่มีดวงตาใสกระจ่างคนนี้เสมอดังนั้นเขาจึงอยากได้สิ่งเดียวกันตอบกลับมา “เจ้าจำวันแรกที่เราเจอกันได้หรือไม่?วันนั้นเจ้ามีความจริงใจให้พี่อย่างไรหลังจากนั้นพี่จริงใจกับเจ้าเท่าไหร่นับแต่วันที่เจอกันพี่ก็เห็นเจ้าเป็นเหมือนน้องและก็หวังว่าชิงชิงจะเห็นพี่เป็นพี่ชาย”
ชิงชิงมองดวงตาดำขลับนิ่งพี่ลี่หยางจริงใจกับนางแท้จริงไม่ผิดแน่ ไม่เช่นนั้นแค่ลูกสาวพรานป่า ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งมีเหตุผลอะไรให้เขาต้องคอยดูแลคอยส่งของขวัญมาให้ในทุกเทศกาล วันนี้พอหลอมยาสำเร็จเขาก็เดินทางมาหานางทันทีแค่ทั้งหมดนี้ก็พอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าพี่ลี่หยางให้ความสำคัญกับนางมาก
“พี่ลี่หยาง ชิงชิงไม่ได้อยากโกหก แต่ข้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไรนิ” หัวทุยเล็กของเด็กสาวก้มลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยใจเรื่องการฝึกพลังถ้าจะให้เล่ามันก็ยาวมาก บอกตามตรงว่าขี้เกียจ
“เรื่องนี้ง่ายมาก” ลี่หยางวางมือลงบนกลุ่มผมของเด็กสาว“เล่ามาตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
จบประโยคนั้นชิงชิงก็เอาหัวโขกโต๊ะไปหนึ่งทีตามมาด้วยเสียงหัวเราะของบุรุษชุดแดงแปร๊ดจากนั้นเรื่องราวตั้งแต่ต้นก็ถูกเล่าออกจากปากของชิงชิงระหว่างทางนางยังต้องคอยดื่มน้ำที่พี่ลี่หยางรินให้อีกด้วย “ทั้งหมดก็มีเท่านี้”
“เจ้าแตะหินวิญญาณแล้วก็ฝึกพลังได้?” ลี่หยางถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจพอเห็นชิงชิงพยักหน้าขึ้นลงคิ้วกิ่งหลิวก็ขมวดเข้าหากัน เรื่องนี้มันผิดปกติมากมนุษย์ไม่สามารถใช้พลังจากหินวิญญาณได้โดยตรงโดยธรรมชาติแล้วพลังจะมีลักษณะเฉพาะของเจ้าของอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์หากเอาพลังแปลกปลอมเข้าสู่ร่างก็จะเกิดจิตมารขึ้น ชายหนุ่มไม่รอช้าคว้ามือเด็กสาวขึ้นมาประกบกันเอาไว้ส่งพลังสายหนึ่งเข้าไปสำรวจ
โชคดีที่ไม่มีกลิ่นอายจิตมารในร่างของชิงชิงพื้นฐานก็ร่างกายแข็งแรงดี แต่เส้นชีพจรถูกทะลวงไม่สม่ำเสมอส่งผลต่อการฝึกในอนาคตสัมผัสถึงธาตุประจำตัวไม่ได้อาจเพราะสายพลังเบาบางเกินไป ส่วนแก่นพลัง...ไม่มีไม่มีแก่นพลัง!!
เป็นไปได้อย่างไร? มนุษย์ที่ไม่มีแก่นพลังก็คือมนุษย์ธรรมดาฝึกฝนพลังวิญญาณไม่ได้ แก่นพลังเป็นหัวใจของผู้ฝึกทุกคนคือจุดศูนย์รวมพลังที่ได้รับจากธรรมชาติ ความสำคัญขนาดนี้แต่ชิงชิงกลับไม่มี!ยิ่งกว่านั้นแม้ไม่มีแก่นพลังแต่นางก็ฝึกตัวเองมาจนถึงระดับสองมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แม้ในใจของลี่หยางจะสับสนแต่เขาก็ยังสามารถรักษาสีหน้าปกติของตัวเองเอาไว้ได้เมื่อเก็บพลังกลับมาเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยมือออกจากมือน้อยของชิงชิงรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนหน้าเขา ส่งเสริมให้ความงดงามสูงส่งขึ้นไปอีก
“ชิงชิงน้อยเด็กดี ต่อไปอย่าให้ใครสำรวจพลังของเจ้าเช่นนี้และอย่าได้บอกใครอีกเด็ดขาดว่าเจ้าดูดพลังจากหินวิญญาณได้เข้าใจหรือไม่?” เพราะนางพิเศษจนเกินไป ลี่หยางกังวลว่าวันหนึ่งหากมีใครรู้เข้าชิงชิงจะตกเป็นเป้าหมายของคนชั่ว
ชิงชิงพยักหน้างึกงักทั้งที่ยังงุนงงต้องยอมรับว่าความรู้ของนางน้อยเกินไปจริง ๆพอพี่ลี่หยางพูดแบบนี้ถึงได้แต่คิดเอาเองว่าเป็นเพราะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจึงยอมรับแต่โดยดี
พอเห็นนางเชื่อฟังลี่หยางก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย“เส้นชีพจรเจ้ามีปัญหาเรื่องนี้พี่สามารถช่วยได้ แต่เจ้าอาจจะต้องทนเจ็บสักหน่อย” หากชีพจรยังไม่ถูกทะลวงก็จะต้องใช้ยาทะลวงชีพจรช่วยแต่หากชีพจรถูกทะลวงแล้วแต่เกิดปัญหาจะต้องใช้ผู้ที่มีระดับห้าขึ้นไปส่งพลังเข้าไปช่วยทะลวง
การส่งพลังนี้ไม่ใช่การรับพลังจากผู้อื่นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องจิตมารเพียงแต่ผู้ที่ทำให้ต้องมีความชำนาญในการควบคุมพลังไม่ให้ไปผสมปนกันหรือทิ้งเสี้ยวพลังไว้ในร่างคนอื่นหากทำได้ทั้งผู้ทะลวงทั้งผู้ถูกทะลวงก็จะปลอดภัย
ชิงชิงตาลุกวาวทันทีที่พี่ลี่หยางบอกว่าจะช่วยนี่เป็นเรื่องที่นางแก้ไม่ตก เส้นชีพจรนางมีปัญหาจริง ๆและมันก็ส่งผลต่อการฝึกพลังด้วย ถ้าไม่แก้ตั้งแต่ตอนนี้ระดับสามก็เป็นแค่ฝันเท่านั้น
นางรีบวิ่งเข้าไปหาท่านแม่ที่เตรียมอาหารรับรองแขกอยู่ในครัวเพื่อบอกว่าพี่ลี่หยางจะช่วยฝึกพลังให้นางเป็นโชคดีที่แม่นางไม่ได้ขัดและยินยอมให้ใช้ห้องใหญ่ได้แต่ต้องเปิดประตูเอาไว้พอชิงชิงวิ่งกลับมาบอกเรื่องนี้ท่านลุงหยวนก็เดินเข้าไปทำความสะอาดและจัดเตรียมห้องใหญ่ทันทีไม่นานทุกอย่างก็พร้อมสรรพ โดยมีเจ้าเสือยักษ์มานอนเฝ้าด้วย
ชายหนุ่มนั่งประจันหน้ากับเด็กสาวในท่าขัดสมาธิมือของทั้งสองประกบกันแนบแน่น “มันอาจจะเจ็บปวดสักหน่อย ชิงชิงน้อยต้องอดทนไว้นะ” พูดเพียงเท่านี้ลี่หยางก็ส่งสายพลังสีแดงเข้าไปในร่างนางผ่านฝ่ามือที่สัมผัสกัน
ทันทีที่คลื่นพลังเคลื่อนเข้าสู่ร่างความเจ็บปวดเหมือนร่างกายจะถูกฉีกก็กลับมาอีกครั้งครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนตรงที่มันทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
“อึก โอ้ย”
…..
อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ
หอมราตรีกาล