สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 113 ข้าไม่ใช่ลูกสาวของท่านแม่อีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ

    รุ่งเช้าวันต่อมา เมืองหลอมศิลายังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย


    กลุ่มควันจากโกดังหลายแห่งยังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ผู้คนตามท้องถนนต่างพากันคาดเดาถึงตัวผู้ลงมือ ขณะที่คนของแต่ละตระกูลเร่งตรวจสอบความเสียหายกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง


    ภายในคฤหาสน์ตระกูลไป๋ ยูรันกลับตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าตามปกติ


    อาหารบำรุงร่างกายหลากหลายชนิดวางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องอาหาร จนแทบไม่มีผู้ใดเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เพิ่งออกไปกดระเบิดโกดังทั่วเมืองมาด้วยกันเมื่อคืน


    ไป๋หลิงมองอาหารตรงหน้าอย่างสงสัย


    “ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องแสดงเป็นผู้เสียหายซึ่งยุ่งจนไม่มีเวลากินอาหารหรือ?”


    ยูรันตักโจ๊กบำรุงร่างกายใส่ชามให้ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง


    “นั่นคือตอนออกไปพบคนนอก ตอนนี้ไม่มีผู้ใดเห็น พวกท่านก็กินให้อิ่มก่อนสิ จะอดอาหารจริงไปทำไม?”


    หนานอวี้พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนคีบเนื้อเข้าปากอย่างรวดเร็ว


    “ศิษย์น้องพูดถูก หากต้องแสดงเป็นคนหิว อย่างน้อยก็ควรกินให้อิ่มก่อน จะได้มีแรงแสดง”


    “...”


    แม้เหตุผลจะฟังดูประหลาด แต่ทุกคนก็หาข้อโต้แย้งไม่ได้


    หลังรับประทานอาหารเสร็จ ยูรันนำกล่องไม้ขนาดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ ภายในเต็มไปด้วยแป้งแต่งหน้า สีสำหรับทาใต้ดวงตา และอุปกรณ์อีกหลายอย่าง


    เพียงไม่นาน ใบหน้าของไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงก็กลับกลายเป็นซีดเซียว ใต้ตาปรากฏรอยคล้ำ เส้นผมยุ่งเล็กน้อย ราวกับทั้งสองอดหลับอดนอนจัดการเหตุวุ่นวายมาตลอดทั้งคืนจริง ๆ


    องครักษ์จางรีบถอยหลังหนึ่งก้าวเมื่อเห็นยูรันหันมาทางตน


    “ข้าเองก็ต้องแต่งด้วยหรือขอรับ?”


    ยูรันพิจารณาใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า


    “ไม่จำเป็น หน้าท่านดูเหนื่อยอยู่แล้ว”


    ยังไม่ทันที่องครักษ์จางจะโต้แย้ง คนดูแลบัญชีของตระกูลไป๋กับตัวแทนจากตระกูลลู่ก็รีบเข้ามารายงานความเสียหาย


    โกดังสองแห่งของตระกูลไป๋กับโกดังหนึ่งแห่งของตระกูลลู่ถูกทำลาย สินค้าภายในเสียหายทั้งหมด ทว่าค่ายกลที่ยูรันวางไว้ทำให้แรงระเบิดไม่กระจายไปยังบ้านเรือนหรือร้านค้าโดยรอบ จึงไม่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว


    ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงออกไปตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ทั้งสองไม่ได้กล่าวโทษผู้ใด เพียงสั่งให้คนของตนรวบรวมรายการสินค้าและมูลค่าความเสียหายอย่างละเอียด


    ต่อหน้าผู้คนจากตระกูลอื่น พวกนางมีสีหน้าอิดโรยและเคร่งเครียด ไม่ต่างจากผู้เสียหายซึ่งถูกเหตุการณ์ไม่คาดฝันเล่นงานอย่างแท้จริง


    เสิ่นจงเว่ยกับจงหยวนเองก็ส่งคนมาสังเกตการณ์ เมื่อเห็นซากโกดังของทั้งสองตระกูลกับสีหน้าของผู้คนโดยรอบ พวกเขาจึงไม่อาจกล่าวหาใครได้


    หลังใช้เวลาตรวจสอบเกือบครึ่งวัน ทั้งสองตระกูลจึงกลับมารวมตัวกันภายในห้องทำงาน


    คนดูแลบัญชีตระกูลไป๋เปิดสมุดในมือ ก่อนรายงานด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง


    “แร่และสินค้าของตระกูลไป๋เสียหายรวมประมาณยี่สิบแปดล้านเหรียญวิญญาณขอรับ”


    ตัวแทนจากตระกูลลู่กล่าวต่อ


    “ส่วนสมุนไพร โอสถ และวัตถุดิบของตระกูลลู่เสียหายประมาณสิบเจ็ดล้านเหรียญวิญญาณเจ้าค่ะ”


    ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว


    “รวมแล้วสี่สิบห้าล้านเหรียญวิญญาณ...”


    ยูรันพยักหน้า ก่อนหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ


    “ในนี้มีหนึ่งร้อยล้าน เอาไปใช้ก่อน”


    “หนึ่งร้อยล้าน?!”


    คนดูแลบัญชีทั้งสองคนอุทานพร้อมกัน


    “อืม สินค้าที่เสียหายก็สั่งซื้อจากเมืองอื่นมาทดแทน หากต้องเพิ่มราคาเพื่อให้ส่งมาทันก็จ่ายเพิ่มไป”


    ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ


    “ส่วนสินค้าใดหาไม่ทันจริง ๆ ก็ชดใช้ค่าผิดสัญญาตามจำนวน อย่าให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหายเพราะเงินเพียงเท่านี้”


    ไป๋จิ้งเหวินมองแหวนมิติบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งคนดูแลบัญชี


    “แยกรายการสินค้าที่ต้องส่งภายในสิบวันออกมา ติดต่อคู่ค้าจากทุกเมืองซึ่งยังมีของอยู่ และเสนอราคาเพิ่มเพื่อให้พวกเขารีบส่งมา”


    ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า ก่อนออกคำสั่งกับคนของตนเช่นเดียวกัน


    “ส่วนสมุนไพรกับโอสถที่ยังขาด ให้ติดต่อสาขาทางใต้และตะวันออกทันที เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องกังวล ขอเพียงรักษาสัญญากับลูกค้าเอาไว้ให้ได้”


    ทั้งสองฝ่ายรับคำ ก่อนรีบแยกย้ายออกไปจัดการ


    จากนั้นทั้งตระกูลไป๋และตระกูลลู่ก็ประกาศต่อคนภายนอกว่า แม้โกดังจะถูกทำลาย แต่พวกนางจะรับผิดชอบสัญญาทุกฉบับ หากสินค้าใดส่งไม่ทันก็ยินดีจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวน


    ข่าวดังกล่าวทำให้คู่ค้าซึ่งกำลังตื่นตระหนกสงบลงอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงของทั้งสองตระกูลไม่เพียงไม่เสียหาย กลับได้รับความเชื่อมั่นมากกว่าเดิมเสียอีก


    ขณะที่ฝั่งหนึ่งกำลังรักษาสัญญา อีกฝั่งกลับไม่มีแม้แต่เงินสำหรับประคองสถานการณ์


    เจ้าหนี้ของตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงมารวมตัวกันมากขึ้นทุกวัน พ่อค้าจากต่างเมืองต่างนำสัญญาซื้อขายเข้ามาทวงถามเงินที่เหลือ ขณะที่คู่ค้าภายในเมืองเรียกร้องให้ส่งมอบสินค้าตามกำหนด


    สินค้าที่ทั้งสองตระกูลเคยกว้านซื้อเอาไว้กลายเป็นเถ้าธุลี เงินทุนหมุนเวียนจึงหายไปพร้อมกับโกดัง ไม่มีผู้ใดยอมให้กู้เพิ่ม เพราะทุกคนเห็นแล้วว่าพวกเขาไม่เหลือสินค้ามาใช้ค้ำประกัน


    ในวันที่สาม ตระกูลเสิ่นผิดสัญญาส่งมอบแร่พร้อมกันเจ็ดฉบับ


    วันที่สี่ ตระกูลจงไม่สามารถชำระหนี้ก้อนแรกได้ เจ้าหนี้จึงเริ่มยื่นคำร้องขอยึดขบวนรถ ร้านค้า และเรือขนส่ง


    เย่อ้าวเทียนพยายามเสนอให้ทั้งสองตระกูลนำสมบัติประจำตระกูลออกมาขาย แล้วรวบรวมเงินเดินแผนต่อ ทว่าเสิ่นจงเว่ยกับจงหยวนกลับไม่มีผู้ใดยอมฟังเขาอีก


    “พี่เย่กล่าวได้ง่ายนัก”


    จงหยวนแค่นเสียงเย็น


    “ตั้งแต่เริ่มแผน ท่านยังไม่เคยออกเงินแม้แต่เหรียญเดียว ตอนนี้กลับต้องการให้พวกเราขายสมบัติชิ้นสุดท้ายเพื่อช่วยท่านแย่งชิงสตรีหรือ?”


    เย่อ้าวเทียนกำหมัดแน่น


    “หากข้าได้ตัวไป๋หลิงมา ตระกูลไป๋ย่อมตกอยู่ในการควบคุมของพวกเรา”


    เสิ่นจงเว่ยหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น


    “ควบคุมอย่างไร? ตอนนี้พวกเรากำลังจะไม่เหลือตระกูลอยู่แล้ว!”


    การหารือจบลงด้วยการทะเลาะกันอย่างรุนแรง พันธมิตรซึ่งเกิดขึ้นจากผลประโยชน์พังทลายลงในทันทีที่ไม่มีผลประโยชน์เหลือให้แบ่ง


    เย่อ้าวเทียนสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความโกรธ ทิ้งให้สองนายน้อยรับมือกับเจ้าหนี้และความเสียหายด้วยตนเอง


    ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ขบวนสินค้าจากเมืองอื่นทยอยเดินทางเข้าสู่เมืองหลอมศิลาอย่างต่อเนื่อง


    ตรงกันข้าม ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงกลับผิดสัญญามากขึ้นทุกวัน ค่าปรับกับดอกเบี้ยทับถมจนไม่มีทางชำระได้


    ท้ายที่สุด ทั้งสองตระกูลก็ถูกบีบบังคับให้นำทรัพย์สินออกขาย


    เริ่มจากร้านค้าขนาดเล็ก ตามมาด้วยโกดัง ขบวนรถ เรือขนส่ง และสิทธิ์ในการใช้เส้นทางการค้า เมื่อยังไม่เพียงพอ เหมืองแร่กับที่ดินสำคัญจึงถูกนำออกประมูลเป็นลำดับต่อมา


    ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงไม่ได้รีบร้อนเสนอราคาในนามของตนเอง พวกนางใช้พ่อค้าจากต่างเมืองหลายกลุ่มเป็นตัวแทน ค่อย ๆ ซื้อทรัพย์สินแต่ละส่วนเอาไว้โดยไม่ทำให้ผู้ขายสงสัย


    ทรัพย์สินที่เคยมีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญวิญญาณถูกขายออกมาในราคาเพียงสามถึงสี่ส่วน เพราะเจ้าหนี้ไม่ยอมให้เวลาพวกเขารอผู้ซื้อรายใหม่


    เงินที่ยูรันมอบให้ถูกนำมาใช้รับซื้อกิจการเหล่านั้น เมื่อยังขาดเท่าใด เขาก็เพียงนำแหวนมิติวงใหม่ออกมาวางเพิ่มโดยไม่ถามรายละเอียดแม้แต่คำเดียว


    ภายในเวลาไม่นาน ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงก็สูญเสียกิจการหลักเกือบทั้งหมด ชื่อของพวกเขายังคงอยู่ แต่ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นทางการค้า และไม่มีอำนาจเหลือมากพอจะควบคุมผู้ใดอีก


    ส่วนทรัพย์สินซึ่งถูกซื้อผ่านตัวแทนก็ค่อย ๆ ถูกโอนกลับมาอยู่ภายใต้ตระกูลไป๋กับตระกูลลู่


    เมื่อเอกสารฉบับสุดท้ายถูกประทับตรา กองโฉนด ร้านค้า เหมือง และเส้นทางขนส่งก็ตั้งสูงอยู่บนโต๊ะภายในห้องทำงาน


    ไป๋จิ้งเหวินตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนปิดสมุดลง


    “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือให้คนภายในตระกูลรับช่วงต่อได้”


    ยูรันซึ่งนั่งรออยู่ข้างลู่เหยียนหนิงเงยหน้าขึ้น


    “เสร็จงานแล้วหรือ?”


    “อืม เสร็จแล้ว”


    “เช่นนั้นให้ข้าพาท่านแม่ทั้งสองออกไปพักผ่อนสักสองวันดีหรือไม่?”


    ไป๋จิ้งเหวินชะงัก


    “แต่กิจการที่เพิ่งรับมาใหม่ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก”


    “ไปกันเถอะ”


    ลู่เหยียนหนิงกล่าวแทรกขึ้น ก่อนจับมือสหายเอาไว้


    “ข้าเคยออกไปเที่ยวกับยูรันมาแล้ว สนุกมากทีเดียว เจ้าไม่ต้องคิดเรื่องงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร และไม่จำเป็นต้องจัดการสิ่งใดทั้งนั้น”


    “เพียงบอกว่าอยากไปที่ใดหรืออยากทำอะไร เด็กคนนี้ก็จะจัดการให้ทุกอย่าง”


    ไป๋จิ้งเหวินยังคงลังเล


    “แล้วทางตระกูลเล่า?”


    ลู่เหยียนหนิงหันไปมองไป๋หลิงกับลู่ชิงถาน


    “ก็ให้หลิงเอ๋อร์กับชิงถานอยู่ดูแลไปสิ พวกนางโตกันหมดแล้ว ควรช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเราบ้าง”


    นางหันกลับมายิ้มให้ยูรันอย่างเอ็นดู


    “พวกเราเองก็อายุมากแล้ว ให้ลูกชายคนนี้ดูแลพวกเราสักสองวันก็ไม่เลว”


    ยูรันพยักหน้าทันที


    “เช่นนั้นตกลงตามนี้”


    ไป๋หลิงกับลู่ชิงถานหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย


    ทั้งสองนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลู่ชิงถานจะยกมือขึ้นตบบ่าไป๋หลิงเบา ๆ ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ


    “ข้าไม่ใช่ลูกสาวของท่านแม่อีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”


    นางเหลือบมองมารดาของตนซึ่งกำลังพูดคุยเรื่องสถานที่เที่ยวกับยูรันอย่างมีความสุข ก่อนถอนหายใจ


    “ดูเหมือนว่าท่านเองก็ไม่ต่างกันนะเจ้าคะ”


    ไป๋หลิงมองมารดาของตนซึ่งเริ่มคล้อยตามคำชวน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ


    “ข้าเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเจ้าแล้ว”


    สองหญิงสาวยืนมองมารดาของตนถูกยูรันพาไปพักผ่อน โดยไม่มีผู้ใดหันกลับมาถามความคิดเห็นของพวกนางแม้แต่คำเดียว