ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 259 : ผสานเจตจำนงอัคคีกระบี่

จารึกที่ 259 : ผสานเจตจำนงอัคคีกระบี่ : ล่าแมงป่องหินหลอมเหลวบรรพกาล


ลึกเข้าไปในทิศทักษิณของแดนเนรเทศสูญญตา ห่างไกลจากจุดที่รอยแยกมิติเคยฉีกกระชาก ภูมิประเทศสีดำเกรียมที่เต็มไปด้วยเศษซากของความตาย ค่อยๆ แปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง แผ่นดินที่เคยราบเรียบถูกแทนที่ด้วยเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ยอดเขาแต่ละลูกล้วนมีลักษณะบิดเบี้ยววิสดาร ประหนึ่งกรงเล็บของอสูรร้ายที่ตะเกียกตะกายพุ่งทะลุขึ้นมาจากขุมนรก


ตามรอยปริแตกขนาดมหึมาบนแผ่นดิน มิได้มีน้ำพุใสสะอาดหรือสายธารแห่งชีวิตไหลริน ทว่ามันคือ 'สายธารลาวา' สีแดงฉานที่เดือดพล่านและส่งเสียงคำรามอยู่ตลอดเวลา ลาวาเหล่านี้มิใช่หินหลอมละลายธรรมดา ทว่ามันอัดแน่นไปด้วยเศษเสี้ยวความเคียดแค้นของอสูรบรรพกาลที่ตกตายในอดีตกาล หลอมรวมเข้ากับสัจธรรมแห่งไฟที่วิปริตที่สุด


อุณหภูมิในอาณาบริเวณนี้สูงส่งจนสุดแสนจะพรรณนา มิติอากาศถูกแผดเผาจนบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น เกิดเป็นภาพลวงตาซ้อนทับกันนับไม่ถ้วน กฎเกณฑ์แห่งความร้อนถูกผลักดันจนถึงขีดสุด ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือเตาหลอมของสวรรค์ที่ถูกทอดทิ้ง ขี้เถ้าสีเทาหม่นปลิวว่อนบดบังทัศนวิสัย ประหนึ่งหิมะแห่งความตายที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย


ท่ามกลางพายุเถ้าถ่านที่ร้อนระอุจนสามารถละลายเหล็กกล้าได้ในเสี้ยวลมหายใจ เงาร่างสองสายกำลังเคลื่อนที่ฝ่าดงหินอัคนีด้วยความระแวดระวัง ทุกย่างก้าวของพวกเขาเต็มไปด้วยความกดดันที่หนักอึ้ง


ฉินมู่หลาง ผู้สืบทอดแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ยอดกระบี่ผู้มีจิตใจเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ก้าวเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคงประหนึ่งขุนเขา ทว่ายามนี้ หยาดเหงื่อกลับผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเขา และระเหยกลายเป็นไอในพริบตาที่สัมผัสกับอากาศธาตุ สภาวะเช่นนี้บ่งบอกถึงแรงกดดันระดับมหาศาลที่กำลังบดขยี้ปราณคุ้มกายของเขาอย่างต่อเนื่อง


กระบี่นิรันดร์ในมือขวาของเขาสั่นสะท้าน ส่งเสียงหวีดหวิวออกมาเป็นระยะ เสียงนั้นมิใช่เสียงร่ำไห้เพราะความหวาดกลัว ทว่ามันคือเสียงเตือนภัยจากเจตจำนงของศัสตรา ปราณกระบี่อันคมกริบที่เคยตัดขุนเขาให้ขาดสะบั้น บัดนี้กำลังถูกความร้อนในอากาศ 'หลอมละลาย' และลิดรอนความคมลงไปอย่างช้าๆ เจตจำนงกระบี่ที่แข็งกร้าวกำลังเผชิญหน้ากับปรปักษ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจฟันให้ขาดได้ด้วยการกวัดแกว่งเพียงอย่างเดียว

เบื้องหลังของยอดกระบี่ คือ เฟิงอี้หราน อัจฉริยะแห่งสำนักพู่กันเพลิง ทว่ายามนี้ สภาพของชายหนุ่มกลับดูย่ำแย่ยิ่งกว่าผู้ที่เดินนำหน้า ใบหน้าของเขาแดงก่ำประหนึ่งโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน เส้นเลือดที่ขมับและลำคอปูดโปนจนเห็นได้ชัด ปราณอัคคีบรรพกาลในจุดตันเถียนของเขาเต้นเร่าและกระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่ง


สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยไฟบรรพกาลเช่นนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญมรรคาวิถีอัคคีแล้ว มันคือสภาวะที่ย้อนแย้งอย่างถึงที่สุด ด้านหนึ่ง มันคือสรวงสวรรค์และลานหล่อหลอมชั้นเลิศที่มีปราณธาตุไฟให้ดูดซับอย่างไม่สิ้นสุด ทว่าอีกด้านหนึ่ง มันคือนรกภูมิที่พร้อมจะกลืนกินผู้ฝึกตน หากจิตใจและเจตจำนงไม่แข็งแกร่งพอ เปลวไฟจากภายนอกจะแทรกซึมเข้ามากระตุ้นเพลิงในกายให้ลุกฮือ หากเผลอไผลเพียงชั่วพริบตา ย่อมหลีกไม่พ้นสภาวะธาตุไฟแตกซ่าน ร่างกายและวิญญาณจะถูกเผาไหม้จากภายในจนกลายเป็นเถ้าธุลี


"ศิษย์พี่มู่หลาง..." เฟิงอี้หรานเอ่ยเสียงแหบพร่า พัดขนนกสีเพลิง ศัสตราคู่กายของเขาถูกเก็บเข้าแหวนมิติไปนานแล้ว เพราะวัสดุของมันไม่อาจทนทานต่อความร้อนระดับกฎเกณฑ์ในหุบเขานี้ได้ "กฎเกณฑ์ธาตุไฟในอาณาบริเวณนี้เก่าแก่และดุร้ายยิ่งนัก... มันมิใช่ไอปราณธรรมชาติที่เกิดจากการก่อตัวของฟ้าดิน แต่มันแฝง 'เจตจำนงแห่งการแผดเผา' ของสัตว์อสูรระดับสูงที่ยึดครองพื้นที่นี้... การที่มิติอากาศบิดเบี้ยวอย่างมีระเบียบเช่นนี้ บ่งบอกว่าพวกเราได้ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของมันโดยสมบูรณ์แล้ว"


ฉินมู่หลางหยุดฝีเท้า ดวงตาที่เย็นเยียบดุจคมกระบี่กวาดมองไปรอบด้านทะลุม่านม่านเถ้าถ่าน "อาเจียต้องการกระดูกที่แข็งแกร่งที่สุด และแกนพลังงานอัคคีที่บริสุทธิ์ที่สุดของอสูรบรรพกาล เพื่อนำไปเป็นแกนกลางและโครงสร้างในการสร้าง 'นาวาสูญตาลำใหม่' ยิ่งสัตว์อสูรตัวนั้นมีระดับพลังและสายเลือดที่แข็งแกร่งเพียงใด ซากกระดูกของมันก็ยิ่งทนทานต่อแรงฉีกกระชากของรอยแยกมิติมากเท่านั้น..."


ยอดกระบี่กระชับด้ามศัสตราในมือแน่นจนข้อขาว "วันนี้ ไม่ว่าสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้ทะเลสาบลาวานั่นจะเป็นตัวตนระดับใด... เจตจำนงกระบี่ของข้าจะต้องผ่ามันออกเป็นสองซีก เพื่อเบิกทางกลับไปหาสหายของพวกเราให้จงได้!"


"กรรร... ครืนนนน!"


ราวกับสวรรค์เบื้องล่างตอบรับคำท้าทายอันโอหัง! ทะเลสาบลาวากว้างใหญ่เบื้องหน้าพลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ระลอกคลื่นสีแดงฉานเดือดพล่าน ก่อตัวเป็นน้ำวนขนาดยักษ์รัศมีกว่าร้อยจั้ง!


เกลียวคลื่นลาวาหมุนวนด้วยความเร็วสูง ม้วนตัวพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสาดกระเซ็นประหนึ่งห่าฝนเพลิง ก่อนที่เงาดำมหึมาที่แฝงกลิ่นอายความตายอันเก่าแก่ จะพุ่งพรวดขึ้นมาจากก้นบึ้งของบ่ออัคคี!


มันคือ 'แมงป่องหินหลอมเหลวบรรพกาล'!


สรีระของมันใหญ่โตโอฬาร ลำตัวยาวกว่ายี่สิบจั้ง ห่อหุ้มด้วยเกราะศิลาสีดำสนิทที่ดูเผินๆ คล้ายหินผาที่ตายซาก ทว่าตามรอยแตกร้าวของเกราะเหล่านั้น กลับมีสายธารลาวาเรืองแสงสีทองคำไหลเวียนอยู่ภายใน ราวกับเส้นเลือดที่สูบฉีดความร้อนเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย ก้ามทั้งสองข้างของมันใหญ่โตประหนึ่งขุนเขาย่อมๆ ที่พร้อมจะหนีบและบดขยี้วิญญาณแรกเริ่มให้แหลกสลาย


และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ 'หาง' ของมันที่ชูชันขึ้นสูงเสียดฟ้า ปลายหางนั้นมิใช่เหล็กไนธรรมดาที่เต็มไปด้วยพิษ ทว่ามันคือ 'ผลึกเพลิงบรรพกาล' ขนาดมหึมา ที่อัดแน่นไปด้วยพิษไฟชนิดพิเศษ พิษนี้ไม่มีผลต่อกายเนื้อ แต่มันมีกฎเกณฑ์ที่สามารถ 'หลอมละลายแก่นวิญญาณ' ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำได้อย่างง่ายดายในเสี้ยวลมหายใจ!


กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างมหึมาของมัน กดทับมิติอากาศรอบด้านจนเกิดเสียงแตกร้าว... มันมิใช่อสูรระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ทว่ามันได้ก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขต 'กึ่งวิญญาณแรกเริ่ม' อย่างเต็มตัว!


"สัตว์อสูรบรรพกาลที่สั่งสมปราณโลหิตในนรกภูมิมานับหมื่นปี... สัจธรรมแห่งการแผดเผาของมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดินที่นี่..." ฉินมู่หลางหรี่ตาลง เจตจำนงแห่งการต่อสู้ในแววตากลายเป็นเปลวเพลิงสีเงินที่ลุกโชน เขาก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายปลดปล่อยรังสีกระบี่พุ่งทะลวงความร้อน "ศิษย์น้องเฟิง คอยระวังหลังและจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลธรรมชาติให้ข้า!"


ยอดกระบี่มิรอช้า เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับศัตรูในถิ่นของมัน การลงมือทุ่มเทในดาบแรกคือสิ่งชี้ชะตา!


"วิถีกระบี่ฝืนลิขิต... เพลงกระบี่นิรันดร์บทที่สาม... ตัดสัจธรรม!"


ฉินมู่หลางพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกสีเงินที่แหวกผ่านค่ำคืนอันมืดมิด! กระบี่นิรันดร์ตวัดฟาดฟัน รังสีกระบี่สีเงินยวงที่คมกริบที่สุดเท่าที่เขาเคยร่ายรำ พวยพุ่งออกจากคมศัสตรา ขยายขนาดขึ้นเป็นเสี้ยวจันทร์ความยาวสิบจั้ง ฟันแหวกอากาศธาตุและพายุเถ้าถ่าน หมายจะผ่ากึ่งกลางกะโหลกเกราะศิลาของแมงป่องยักษ์ให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว!


ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับผิดไปจากตรรกะของการต่อสู้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง!


"ฟู่มมมม!"


ในพริบตาที่รังสีกระบี่สีเงินพุ่งเข้าใกล้ตัวแมงป่องหินหลอมเหลวในรัศมีสามจั้ง 'อาณาเขตแห่งการแผดเผา' ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่มันแผ่ออกมาคุ้มกาย ก็ทำงานอย่างเต็มกำลัง! ความร้อนที่สูงล้ำทะลุขีดจำกัดของตรรกะฟ้าดิน ได้เข้าปะทะกับเจตจำนงกระบี่โดยตรง!


มิใช่การถูกป้องกันด้วยความแข็งแกร่งทางกายภาพ แต่มันคือการ 'ทำลายล้างที่แก่นแท้'! รังสีกระบี่ของฉินมู่หลางถูกความร้อนระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม หลอมละลายและระเหยกลายเป็นไอไปกว่าเจ็ดส่วนในชั่วพริบตา!


เมื่อคมกระบี่ที่หลงเหลือพลังทำลายเพียงสามส่วน พุ่งเข้าปะทะกับเกราะศิลาบรรพกาล มันจึงทำได้เพียง...


"เคร้ง!"


เสียงโลหะกระทบหินดังกังวาน รังสีกระบี่แตกกระจายทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนบางๆ ที่มีประกายไฟกระเด็นออกมาเท่านั้น! แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลจากเกราะศิลา กระแทกสวนกลับมาตามเจตจำนงกระบี่ ทำให้ร่างของฉินมู่หลางต้องถอยร่นกลางอากาศมาหลายก้าว เลือดลมในจุดตันเถียนตีกลับจนใบหน้าซีดเผือด!


"โฮกกกก!"


แมงป่องบรรพกาลคำรามก้องอย่างเหยียดหยาม มันมีสติปัญญาเพียงพอที่จะรับรู้ถึงความอ่อนแอและเปราะบางของผู้บุกรุก เมื่อเห็นว่ายอดกระบี่เสียหลัก หางผลึกเพลิงของมันที่ชูชันอยู่ พลันตวัดวูบกลางอากาศด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ!


มิติอากาศเหนือหัวของฉินมู่หลางฉีกขาด พร้อมกับการปรากฏขึ้นของ 'ห่าฝนเข็มพิษลาวา' นับพันๆ เล่ม! เข็มแต่ละเล่มอัดแน่นไปด้วยลาวาสีทองคำและพิษสลายวิญญาณ พวกมันพุ่งทะยานเข้าใส่ฉินมู่หลางประหนึ่งพายุห่าใหญ่ที่ไร้ทางหลบหนี! ทุกเล่มล้วนแฝงกฎเกณฑ์แห่งการหลอมละลาย หากสัมผัสถูกกายเนื้อ ต่อให้มีปราณคุ้มกายหรือเกราะวิเศษระดับปฐพี ก็ต้องถูกทะลวงเจาะทะลุถึงกระดูกและแผดเผาวิญญาณจนสูญสิ้น!


ในเสี้ยววิถีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง... เฟิงอี้หรานที่ยืนสังเกตการณ์และต่อสู้กับไฟในจุดตันเถียนของตนเองอยู่เบื้องหลัง พลันเกิดการตระหนักรู้ในมรรคาวิถีอัคคีของตนเองอย่างถ่องแท้!


ดวงตาสีเพลิงของเขาเบิกกว้าง ภาพของเจตจำนงกระบี่ที่ถูกหลอมละลาย และพายุเข็มเพลิงที่กำลังมุ่งหน้าไปรังแกศิษย์พี่ ทำให้เขาบรรลุถึงแก่นแท้แห่งเต๋า!


‘ปราณกระบี่อันคมกริบของศิษย์พี่มู่หลาง ถูกหลอมละลายไปอย่างง่ายดาย... มิใช่เพราะเพลงกระบี่ของเขาอ่อนด้อย ทว่ามันพ่ายแพ้ต่อสภาวะแวดล้อมที่ข่มทับ! หากข้าใช้ไฟสู้กับไฟแบบเถรตรง หรือพยายามจะใช้วิถีดูดกลืนเปลวเพลิงเหล่านี้ดั่งเช่นที่อาเจียชอบกระทำ... ร่างกายของข้าย่อมไม่อาจทนรับพลังกึ่งวิญญาณแรกเริ่มที่ระเบิดเข้ามา และต้องแตกดับไปอย่างแน่นอน!’


เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น ปราณอัคคีบรรพกาลสีทองแดงในร่างปะทุขึ้นอย่างดุเดือด


‘ข้ามิใช่อาเจียผู้ครอบครองความว่างเปล่าที่กลืนกินได้ทุกสิ่ง... ทว่า ข้าคือเฟิงอี้หราน! ข้าคืออัจฉริยะแห่งตระกูลเฟิง! ข้าคือผู้สืบทอดแห่งสำนักพู่กันเพลิง! มรรคาของข้ามิใช่การลบล้างหรือกลืนกิน... แต่เพลิงของข้าคือจักรพรรดิ! อัคคีบรรพกาลในร่างของข้า ย่อมต้องอยู่เหนือเปลวไฟทั้งมวลในวัฏจักร! ข้ามิใช่ผู้ที่ต้องดูดซับไฟสกปรกพวกนั้น... แต่ข้าคือผู้ที่มีสิทธิ์ขาดในการช่วงชิงและ 'บัญชาการ' เปลวเพลิงทุกหยาดหยดบนโลกหล้านี้!’


ปรัชญาแห่งความโอหังในวิถีของตนเองตื่นรู้!


"ศิษย์พี่มู่หลาง! ปล่อยเรื่องเปลวเพลิงให้เป็นหน้าที่ของข้าบิดา!"


เฟิงอี้หรานตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ เขากระโดดพุ่งทะยานเข้ามายืนซ้อนอยู่เบื้องหน้าของยอดกระบี่ สองมือประสานอินอย่างรวดเร็วจนเกิดภาพติดตานับร้อย นัยน์ตาสีเพลิงของเขาสว่างจ้าเจิดจรัสทะลุขีดจำกัดของตรรกะฟ้าดิน!


"มรรคาวิถีอัคคีบรรพกาล... จักรพรรดิเพลิงข่มสวรรค์!"


เฟิงอี้หรานเปิดจุดชีพจรลมปราณทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเขามิได้ทำตัวเป็นหลุมดำเพื่อดึงดูดพลังงานเข้ามา เขากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง! เขา 'ปลดปล่อย' เจตจำนงแห่งอัคคีบรรพกาลสีทองแดงอันบริสุทธิ์ของตนเอง แผ่ขยายออกไปประหนึ่งระลอกคลื่นแห่งจอมราชัน บดขยี้และ 'ข่มเหง' เปลวไฟของสัตว์อสูรในอาณาบริเวณ!


"ซูมมมมม!"


เสียงของเปลวไฟปะทะกันดังกึกก้อง พายุฝนเข็มพิษลาวาที่ดุร้าย ซึ่งกำลังจะพุ่งเจาะร่างของทั้งสอง เมื่อพวกมันปะทะเข้ากับ 'อาณาเขตแห่งจักรพรรดิเพลิง' ของเฟิงอี้หราน มันพลันเกิดอาการสั่นสะท้านและสูญเสียการควบคุมจากแมงป่องยักษ์ในทันที!


เจตจำนงเพลิงอัคคีบรรพกาลที่ลึกล้ำและอยู่เหนือกว่าของชายหนุ่ม ได้ใช้สิทธิขาดในฐานะสายเลือดแห่งไฟที่สูงส่งกว่า ริบเอาอำนาจในการบัญชาการความร้อนมาเป็นของตน บังคับให้เข็มพิษลาวานับพันเล่มที่กราดเกรี้ยว ต้องหยุดชะงักแข็งค้างอยู่กลางอากาศธาตุประหนึ่งทหารเลวที่ถูกแม่ทัพใหญ่สั่งให้หยุดยืนนิ่ง! ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ สลายตัว กลายเป็นเพียงมวลความร้อนบางเบาที่ไร้พิษสง และร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน!


ผลลัพธ์จากการสำแดงอำนาจแห่งจักรพรรดิเพลิงอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พื้นที่รอบกายของฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานในรัศมีสามสิบจั้ง กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างปาฏิหาริย์! กฎเกณฑ์แห่งการหลอมละลายและอาณาเขตแผดเผาของแมงป่องบรรพกาล ถูกเจตจำนงของเฟิงอี้หรานกดข่มและผลักดันออกไปจนหมดสิ้น!


"ยอดเยี่ยม! ศิษย์น้องเฟิง! เจ้าตระหนักรู้ในมรรคาของเจ้าแล้ว!"


ฉินมู่หลางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและมหาความร้อนที่มลายหายไป ในเสี้ยววินาทีที่แผ่นหลังของเขาปราศจากภาระ ยอดกระบี่ผู้มุ่งมั่นก็เกิดการบรรลุธรรมในวิถีแห่งดาบของตนเองเช่นเดียวกัน! นัยน์ตาสีเงินของเขาสาดประกายแห่งสัจธรรม!


‘เจตจำนงกระบี่นิรันดร์ของข้า อาศัยความแข็งกร้าวและเย็นเยียบในการตัดขาดทุกสิ่ง... ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะความร้อนสุดขั้วในนรกภูมิเช่นนี้ ความเย็นเยียบนั้นกลับกลายเป็นความเปราะบางและถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย... แท้จริงแล้ว กระบี่ชั้นเลิศที่สามารถตัดสวรรค์ได้ มิได้เกิดจากการแช่แข็ง ทว่ามันต้องถูกตีกระหน่ำและหล่อหลอมขึ้นจาก 'เตาหลอม' ที่ร้อนแรงที่สุดในเอกภพ!’


ฉินมู่หลางชูกระบี่นิรันดร์ขึ้นฟ้า ‘หากข้ายอมรับไฟของศิษย์น้องเข้ามาเป็นเตาหลอม กระบี่ของข้าก็จะมิใช่เพียงแท่งโลหะที่รอวันละลาย แต่มันจะกลายเป็นศัสตราที่ไร้เทียมทาน ที่ยิ่งถูกเผาผลาญ ก็ยิ่งคมกริบ!’


"ศิษย์น้องเฟิง! ข้าขอยืมเปลวไฟแห่งจักรพรรดิของเจ้า... มาเป็นเตาหลอมให้กับกระบี่ของข้า!" ฉินมู่หลางตวาดลั่นด้วยความฮึกเหิม


เฟิงอี้หรานรับรู้ได้ถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ของศิษย์พี่ เขาสะบัดมือสองข้าง รวบรวมปราณอัคคีบรรพกาลที่ถูกบีบอัดจนเป็นสีทองแดงเข้มข้นที่สุด รีดเค้นมันผ่านเส้นชีพจร ก่อนจะกระทืบเท้าส่งคลื่นเพลิง พุ่งทะยานเข้าไปชโลมและเคลือบไปทั่วใบกระบี่นิรันดร์ของฉินมู่หลาง!


"ซีดดดดด! วาบบบบ!"


เสียงกระบี่โลหะอมตะตอบรับพลังดังกังวานกึกก้อง! กระบี่นิรันดร์ที่เคยมีพื้นผิวเย็นเยียบและเย่อหยิ่ง บัดนี้ถูกลุกโชนและอาบย้อมด้วยเปลวเพลิงสีทองแดงที่ดุร้าย! มันมิใช่การหลอมละลายตัวเนื้อกระบี่ดั่งที่แมงป่องยักษ์กระทำ ทว่ามรรคากระบี่ของฉินมู่หลางได้ 'เปิดรับและยอมรับ' วิถีอัคคีของเฟิงอี้หราน เข้ามาทำหน้าที่ 'ลับคม' และ 'ตีบวก' ให้กับเจตจำนงกระบี่จากภายใน!


เพลิงบรรพกาลกลายเป็นดั่งค้อนทุบเหล็กของเทพเจ้า ที่กำลังตีกระหน่ำเจตจำนงกระบี่ให้กล้าแกร่ง ทนทาน และก้าวล่วงเหนือขีดจำกัดเดิมในทุกๆ เสี้ยวลมหายใจ!


"ผสานเจตจำนงอัคคีกระบี่... กระบี่นิรันดร์เตาหลอมสวรรค์!"


ดวงตาของฉินมู่หลางสาดประกายแสงสองสีอย่างน่าเกรงขาม! นัยน์ตาข้างซ้ายคือสีเงินแห่งเจตจำนงกระบี่ที่ไม่มีวันหักบิ่น ส่วนนัยน์ตาข้างขวาคือสีทองแดงแห่งเพลิงบรรพกาลที่พร้อมจะหลอมละลายสัจธรรมทุกประการ!


การบรรลุสัจธรรมในเส้นทางของตนเอง และการสอดประสานกันของสองยอดคนโดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย ทำให้พวกเขาบรรลุถึงมรรคาวิถีผสานที่สูงส่งและทรงพลานุภาพยิ่งกว่าที่สวรรค์คาดคิด!


"จบสิ้นกันเพียงเท่านี้! จงทิ้งกระดูกของเจ้าไว้ให้สหายข้าซะ ไอ้สัตว์ประหลาด!"


ฉินมู่หลางย่อเข่าลง ก่อนจะกระโดดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่ายี่สิบจั้งดุจมังกรผงาด! กระบี่นิรันดร์เพลิงในมือของเขาเปล่งประกายเจิดจรัส บาดตาเสียจนแสงสีเลือดของแดนเนรเทศรอบด้านดูมืดมนลงไปถนัดตา! ยอดกระบี่รวบรวมพลังวิญญาณและเจตจำนงผสานทั้งหมดที่มี ทิ้งดิ่งพสุธา ฟาดฟันกระบี่เพลิงลงมาหมายผ่ากึ่งกลางกะโหลกของแมงป่องยักษ์ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!


"โฮกกกกก!"


แมงป่องหินหลอมเหลวสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามแห่งความตายที่ก้าวล่วงวิญญาณแรกเริ่ม! สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดทำให้มันละทิ้งความเย่อหยิ่ง มันชูหางผลึกเพลิงขึ้นต้านรับ รวบรวมพลังกึ่งวิญญาณแรกเริ่มทั้งหมดในแก่นปราณ ปลดปล่อยลำแสงสีทองลาวาสวนกลับขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเข้าปะทะ!


"ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"


การปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านนรกภูมิ! คลื่นความร้อนและเจตจำนงกระบี่ระเบิดออกเป็นวงกว้าง กวาดล้างพายุเถ้าถ่าน และทำให้น้ำลาวาในทะเลสาบรัศมีหลายลี้ ถึงกับแห้งเหือดและระเหยกลายเป็นไอไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา!


เมื่อมหาศัสตราผสานปะทะกับผลึกเพลิง... เพลิงบรรพกาลของเฟิงอี้หรานที่เคลือบอยู่บนใบกระบี่ ได้สำแดงเดช! มันทำหน้าที่แผดเผาและละลาย 'เกราะป้องกัน' ของผลึกเพลิงแมงป่องยักษ์ให้ปริแตกและสูญเสียกฎเกณฑ์การต้านทานไป!


และในรอยแยกที่เพลิงบรรพกาลเปิดทางไว้นั้นเอง... เจตจำนงกระบี่อันบริสุทธิ์ของฉินมู่หลางที่ถูกตีบวกจนคมกริบที่สุดในชีวิต ก็พุ่งทะลวงแทรกซึมผ่านเข้าไป สับฟันลงไปบนกึ่งกลางหน้าผากและกะโหลกศิลาของสัตว์อสูรอย่างจัง!


"แคร่กกกกก... ครืนนนน!"


เสียงเกราะหินและกระดูกคอที่หนาประหนึ่งกำแพงเมือง แตกหักพังทลายดังกังวานก้อง! กระบี่นิรันดร์ที่ผสานพลังแห่งเตาหลอม ผ่าทะลวงผลึกเพลิงที่หาง ตัดลงมาถึงกลางกะโหลกของสัตว์อสูรกึ่งวิญญาณแรกเริ่มให้ขาดออกเป็นสองซีกอย่างหมดจดและไร้ความปรานี!


ปราณกระบี่ที่หลงเหลือ พุ่งทะลวงลึกลงไปตามรอยแยก ทำลายแก่นวิญญาณของมันที่ซ่อนอยู่ภายในจนแหลกสลายเป็นจุณในเสี้ยวลมหายใจ!

ร่างมหึมาของแมงป่องบรรพกาลหยุดชะงักค้างอยู่กับที่ มันกระตุกอย่างรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนที่สัจธรรมแห่งชีวิตจะดับวูบลง ร่างของมันล้มตึงลงกระแทกพื้นแผ่นดินสีดำ แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น โลหิตลาวาสีทองคำไหลทะลักออกจากรอยแผลนองเต็มพื้น ส่งกลิ่นคาวและไอร้อนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ


ฉินมู่หลางร่อนลงสู่พื้นหินอัคนีอย่างสง่างาม ทว่าวินาทีต่อมาเมื่อปราณในร่างขาดช่วง เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง กระบี่นิรันดร์ในมือกลับคืนสู่สภาพเดิม เปลวเพลิงที่เคลือบอยู่ดับลง


พร้อมกันนั้น ร่างของเฟิงอี้หรานที่ฝืนใช้ปราณอัคคีบรรพกาลจนหมดก๊อก ก็ล้มหงายหลังลงไปนอนกางแขนกางขากับพื้นดินที่ร้อนระอุ หอบหายใจแฮกๆ อย่างหมดสภาพ


"แฮ่ก... แฮ่ก... ศิษย์พี่มู่หลาง... พวกเรา... รอดแล้ว... แถมยังจัดการตัวเบ้งได้อีกต่างหาก..." เฟิงอี้หรานหัวเราะเสียงแหบแห้งรวยริน แม้ร่างกายภายนอกจะอ่อนล้าและปวดร้าวประหนึ่งถูกม้าศึกเหยียบย่ำ ทว่าภายในจุดตันเถียนของเขากลับให้ความรู้สึกอิ่มเอิบและบริสุทธิ์ยิ่งนัก มรรคาอัคคีของเขาได้รับการขัดเกลาจากขีดสุดแห่งความเป็นตาย และยกระดับขึ้นสู่ขอบเขต 'แก่นทองคำขั้นปลาย' อย่างสมบูรณ์ด้วยการตระหนักรู้ของตนเอง!


ฉินมู่หลางที่คุกเข่าอยู่ พยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มักจะเย็นชา "ขอบใจเจ้ามาก ศิษย์น้องเฟิง... หากไม่มีวิถีอัคคีแห่งจักรพรรดิของเจ้า มาเปิดทางและเป็นเตาหลอมให้กระบี่ข้า... ข้าก็คงไม่อาจฟันทะลวงเกราะและตัดวิญญาณของมันได้... เจตจำนงกระบี่ของข้า... ก็ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นด้วยวิถีของมันเองเช่นกัน... การประสานพลังของพวกเรา นับว่าฝืนลิขิตฟ้าโดยแท้"


ทั้งสองยอดคนทอดกายพักฟื้นและปรับลมปราณอยู่เพียงชั่วก้านธูป เมื่อเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา พวกเขาก็รีบดีดตัวลุกขึ้นยืน และมุ่งหน้าตรงไปยัง 'ขุมทรัพย์' ขนาดยักษ์ตรงหน้าทันที


เพราะแม้ในยามนี้ พวกเขาจะบรรลุวิถีเต๋าและมีปรัชญาที่แข็งแกร่งเป็นของตนเอง ทว่าอุปนิสัยความหน้าเงิน ความขี้งก และตรรกะแห่งการ 'ไม่ปล่อยให้ซากศัตรูสูญเปล่า' ที่ซึมซับมาจากบุรุษชุดดำนามว่าอาเจียนั้น... มันได้ฝังรากลึกลงไปในสันดานวิญญาณของพวกเขาจนถอนไม่ขึ้นเสียแล้ว!


"ยอดเยี่ยม! เกราะศิลาบรรพกาลกึ่งวิญญาณแรกเริ่มนี่ ทนทานความร้อนและการตัดขาดมิติได้ในระดับอุดมคติ... มันสมบูรณ์แบบมากที่จะเอาไปทำเป็น 'กราบเรือ' และ 'โครงสร้างหลัก' ให้มหาราชรถของอาเจีย... ส่วนแกนเพลิงลาวาสีทองนี่ พลังงานมหาศาลและบริสุทธิ์นัก หากเอาไปเป็นเตาหลอมและเครื่องยนต์ให้เจ้าสัว มันต้องบินได้เร็วกว่าแสงแน่!"


เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางช่วยกันลงมือชำแหละ ดึง เลาะ และกวาดต้อนทรัพยากรทุกชิ้นส่วนของสัตว์อสูรบรรพกาล ลงแหวนมิติอย่างขะมักเขม้นและรวดเร็วประหนึ่งโจรปล้นสุสานมืออาชีพ


การผสานพลังในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขารอดพ้นจากเงื้อมมือของความตาย และได้มาซึ่งวัสดุล้ำค่าสำหรับการสร้างป้อมปราการข้ามมิติ ทว่ามันยังเป็นการพิสูจน์สัจธรรมให้สรวงสวรรค์ได้ประจักษ์ว่า... มรรคาที่แข็งแกร่งที่สุด มิใช่มรรคาที่ลอกเลียนแบบผู้ใด ทว่ามันคือมรรคาที่เกิดจากการตระหนักรู้ด้วยตนเอง และสอดประสานกันด้วยความเชื่อใจอย่างแท้จริง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.18M 1115
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
5.95M 1357
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.00M 2954
บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
842K 1498
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

นิยาย แฟนตาซี
4.85M 1262
มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
699K 1189