ม่านราตรีแห่งชิงซีคลี่ตัวลงอย่างเงียบงัน
หิมะที่โปรยปรายมาตลอดทั้งวันเริ่มเบาบางลง เหลือเพียงเกล็ดขาวละเอียดที่ล่องลอยอยู่ใต้ฟากฟ้ามืดคราม ลมหนาวจากทิศเหนือยังคงพัดหวีดผ่านแนวไผ่ริมน้ำเป็ระยะ ทว่าภายในกระท่อมดินหลังเล็กกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากเตาไฟ เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะเป็ครั้งคราวช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานดูนุ่มนวลขึ้นไม่น้อย
รุ่งเช้าของวันถัดมา หลินเหยียนลืมตาตื่นก่อนฟ้าสางเช่นเคย
ท้องฟ้าภายนอกยังเป็สีครามเข้มเกือบดำ เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากตั่งไม้อย่างแ่เบา มิให้รบกวนการพักผ่อนของมารดา ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็ไอขาวจาง ๆ ในอากาศเย็นจัด
เขาคุ้นชินกับความหนาวเย็นเช่นนี้มานานแล้ว
ทว่าเช้าวันนี้กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะมีเื่น่ายินดีเกิดขึ้น
และไม่ใช่เพราะมีเื่ให้วิตกกังวล
หากเป็ความรู้สึกคล้ายตะกอนบางอย่างกำลังค่อย ๆ นิ่งลงอยู่ภายในใจ
ยามคัดฟืนใส่เตาไฟ
ยามยกถังน้ำไปเติมให้ไก่ในเล้า
หรือแม้แต่ยามประคองหม้อยาไปวางข้างเตียงของหลินหว่านชิง
ภาพบางอย่างก็มักผุดขึ้นมาในความคิดอยู่เสมอ
รอยกระต่ายป่าบนผืนหิมะ
รอยอุ้งเท้าหมาป่าที่มุ่งหน้าลงเขา
และน้ำเสียงแหบต่ำของพรานเฒ่าหลี่บนหน้าผาในยามบ่าย
สิ่งเ่าั้มิใช่นิทานข้างกองไฟ
มิใช่เื่เล่าจากคนเมาสุราในโรงเตี๊ยม
แต่มันคือความจริง
ความจริงที่ไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ในตำราเล่มใดที่เขาเคยอ่าน
หลินเหยียนมิได้ครุ่นคิดเื่เ่าั้ลึกซึ้งเกินวัย
เขาเพียงรู้สึกว่า ูเาทางเหนือซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิมมาตลอดชีวิต ดูคล้ายแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยในสายตาของตน
ราวกับเมื่อคืนนี้ เขาเพิ่งมองเห็นมันชัดขึ้นกว่าเดิมอีกนิด
เมื่อจัดการงานภายในบ้านและดูแลมารดาเรียบร้อยแล้ว แสงแดดยามเช้าก็เริ่มสาดลงบนผืนหิมะจนเกิดประกายระยิบระยับ
หลินเหยียนสะพายตะกร้าสานไม้ไผ่ขึ้นหลัง
ภายในบรรจุสมุนไพรที่เก็บมาได้จากการขึ้นเขาเมื่อวาน บางต้นมีใบหยาบหนา บางต้นมีรากคดงอประหลาด แม้แต่เขาเองก็ยังจำชื่อได้ไม่ครบถ้วน
ส่วนก้นตะกร้า มีม้วนผ้าป่านเล่มเล็กซุกอยู่เงียบ ๆ
เด็กหนุ่มติดมันมาด้วยโดยไม่ทันรู้ตัวนัก
ราวกับเมื่อเริ่มเขียนแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะอยากพกมันติดตัวไปทุกที่
โรงหมอของท่านปู่หลิวตั้งอยู่ทางท้ายหมู่บ้าน
เป็เรือนไม้เก่าแก่ที่ผ่านลมฝนมาหลายสิบปี ทว่าทุกส่วนยังคงแข็งแรงมั่นคง
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นรากไม้แห้ง กลิ่นยาต้ม และไออุ่นจากเตาดินหลายใบก็ลอยเข้ามาปะทะใบหน้า
แสงแดดฤดูหนาวส่องผ่านหน้าต่างเป็ลำ เผยให้เห็นฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่ลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ
สถานที่แห่งนี้มักทำให้ผู้คนรู้สึกเสมอว่า เวลากำลังเดินช้าลงกว่าภายนอกอยู่เล็กน้อย
ชราแพทย์หลิวกำลังนั่งอยู่หน้าเรือน
มือเหี่ยวย่นของเขาค่อย ๆ พลิกแผ่นสมุนไพรบนกระด้งไม้ไผ่ทีละแผ่นอย่างใจเย็น
ท่วงท่าธรรมดาเรียบง่ายนั้นดำเนินไปอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับทำเช่นนี้มาทั้งชีวิต
“อาเหยียน มาแล้วหรือ”
ชายชราเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า
“ขอรับ ท่านปู่หลิว”
หลินเหยียนวางตะกร้าลงข้างตัว
“วันนี้ข้านำสมุนไพรจากชายป่าทางเหนือมาด้วย มีบางชนิดที่ข้ายังแยกไม่ค่อยถูก อยากให้ท่านช่วยดูสักหน่อย”
หมอหลิวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นช้า ๆ
ทว่าในจังหวะที่หลินเหยียนยกตะกร้าขึ้น ม้วนผ้าป่านเล่มเล็กที่ซุกอยู่ด้านล่างกลับพลิกตกลงบนพื้นไม้
เด็กหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย
กำลังจะก้มลงเก็บ
แต่หมอหลิวกลับหยิบมันขึ้นมาก่อน
ชายชราปัดเศษหิมะที่ติดอยู่บนปกออกเบา ๆ
สายตาฝ้าฟางกวาดมองรอยหมึกที่ซึมผ่านเนื้อผ้าป่านอยู่ครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้รีบเปิดดู
เพียงถือมันไว้ในมือ แล้วหันมามองหลินเหยียน
“เ้าเริ่มจดบันทึกั้แ่เมื่อใดกัน?”
หลินเหยียนรู้สึกกระดากอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มยกมือเกาศีรษะเบา ๆ
“เพิ่งไม่กี่วันมานี้เองขอรับ”
“คืนนั้นหลังหิมะตกหนัก ข้าอ่านตำราอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรู้สึกว่าหากไม่จดสิ่งที่คิดเอาไว้บ้าง บางอย่างในใจก็คงเลือนหายไปเสียเฉย ๆ”
หมอหลิวยิ้มบาง ๆ
รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนเช่นเดิม
“เช่นนั้นหรือ”
“หากเ้าไม่รังเกียจคนแก่คนหนึ่ง”
“ขอข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่?”
หลินเหยียนหัวเราะแห้ง ๆ
“ได้ขอรับ”
“เพียงแต่ตัวอักษรของข้ายังดูไม่ค่อยงามนัก ท่านปู่โปรดอย่าหัวเราะก็แล้วกัน”
เมื่อได้รับอนุญาต ชายชราจึงค่อย ๆ คลี่ผ้าป่านออกบนโต๊ะไม้ใต้แสงแดดยามเช้า
สายตาฝ้าฟางของหมอหลิวไล่เรียงไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือยังไม่ชำนาญนัก
บางบรรทัดเส้นหมึกหนาเกินไป
บางบรรทัดกลับจางเสียจนแทบเลือนหาย
ทว่าถ้อยคำภายในนั้นกลับอ่านได้อย่างชัดเจน
“...วันนี้ ช่างตงใช้เวลาตลอดทั้งวัน เพื่อตีมีดหนึ่งเล่ม...”
‘...วันนี้หิมะหยุดตก เด็ก ๆ รวมตัวเล่นกันที่เนินหิมะหน้าหมู่บ้าน...’
‘...เสี่ยวอวี่พบรอยอุ้งเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่ใกล้ชายเขตป่าทางเหนือ...’
‘...วันนี้ ข้าหัวเราะเสียงดังมากกว่าทุกวัน...’
‘...ลุงหลี่บอกว่า ูเาก็คือูเา...’
ตัวอักษรเ่าั้เรียงรายอยู่บนผ้าป่านผืนเดียวกันอย่างไร้ระเบียบ
เื่ของช่างตีเหล็ก
เื่ของเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน
เื่ของหมาป่า
เื่ของูเา
ล้วนถูกจดบันทึกเอาไว้ปะปนกันโดยไม่มีการแบ่งแยก
ราวกับเ้าของบันทึกกำลังพยายามรวบรวมทุกสิ่งที่ตนพบเห็นเอาไว้ในที่เดียว
หมอหลิวนิ่งอ่านอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งไอน้ำสีขาวจากหม้อยาด้านหลังลอยผ่านหน้าไปคราหนึ่ง เขาจึงค่อย ๆ ม้วนผ้าป่านกลับดังเดิม
“เหตุใดเ้าจึงจดเื่พวกนี้ไว้เล่า อาเหยียน?”
ชายชราถามขึ้นพลางส่งบันทึกคืนให้
หลินเหยียนรับม้วนผ้าป่านมาไว้ในมือ ก่อนก้มมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
“เพราะข้าไม่อยากลืมขอรับ”
เด็กหนุ่มตอบตามความจริง
“โลกภายนอกช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน มีเื่ราวมากมายที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
“ทุกครั้งที่ได้ยินเื่เล่าจากท่านปู่หลิว จากลุงหลี่ หรือได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตาของตนเอง ข้ามักรู้สึกเสียดายหากปล่อยให้มันเลือนหายไป”
หลินเหยียนเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากวันหนึ่งข้าลืมสิ่งเหล่านี้จนหมด ข้าก็คงไม่ต่างจากคนเดิมที่ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย”
เมื่อได้ฟังคำตอบ หมอหลิวพลันหัวเราะออกมาเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้มีแววล้อเลียนหรือดูแคลน
ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไม่อยากลืม...”
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ
“นับเป็เหตุผลที่ดี”
เขาเดินไปหยิบถ้วยชาดินเผาขึ้นมาจิบหนึ่งอึก ก่อนหันกลับมามองเด็กหนุ่มอีกครั้ง
“แต่อาเหยียน...”
หมอหลิวเอ่ยพลางยกปลายถ้วยชาขึ้นชี้ไปรอบตัว
“เ้าลองมองดูสถานที่แห่งนี้สิ”
หลินเหยียนหันมองตาม
ภายในโรงหมอยังคงเป็ภาพเดิม
ชั้นวางสมุนไพร
กระด้งตากยา
เตาดิน
หม้อยาต้ม
และแสงแดดที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบงัน
“ทุกวันมีผู้คนเดินเข้าเดินออกโรงหมอแห่งนี้ไม่ต่ำกว่าสิบคน”
“บางคนเป็ไข้เพราะตากหิมะ”
“บางคนถูกขวานบาดมือยามผ่าฟืน”
“บางคนเพียงแค่อยากมาหาคนแก่เพื่อพูดคุยสักสองสามประโยค”
ชายชราจิบชาอีกคำหนึ่ง
“พวกเขาพูดเื่ราคาข้าวสาร”
“บ่นเื่งานในนา”
“ทะเลาะกับคนในบ้าน”
“หรือไม่ก็นินทาเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้”
หมอหลิวยิ้มบาง ๆ
“ทุกเช้าใบไผ่ริมน้ำร่วงหล่น”
“ทุกเย็นควันไฟจากปล่องกระท่อมลอยขึ้นสู่ฟ้า”
“ทุกวันมีเื่ใหม่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้เบา ๆ
เสียงกระทบดังขึ้นแ่เบา
“หากเ้าคิดจะจดจำทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตา”
“เ้าคิดว่าผ้าป่านเพียงไม่กี่ผืนจะพอหรือไม่?”
หลินเหยียนพลันชะงักไป
คำถามนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก
ทว่าเมื่อได้ยินแล้ว เด็กหนุ่มกลับไม่อาจตอบได้ในทันที
สายตาของเขาก้มมองม้วนผ้าป่านในมือโดยไม่รู้ตัว
ใช่แล้ว
เพียงสามวันที่ผ่านมา เขาก็เขียนไปแล้วหลายหน้า
หากวันหนึ่งเขาออกจากชิงซี
หากวันหนึ่งได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้อีกหลายร้อยเท่า
แล้วเขาจะจดทุกสิ่งได้จริงหรือ?
ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมาเป็ครั้งแรก
“ข้า...”
หลินเหยียนอ้าปากหมายจะตอบ
แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลยขอรับ”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแฝงความสับสนอยู่เล็กน้อย
ราวกับคนที่เพิ่งค้นพบว่า คำถามบางข้อบนโลกนี้ อาจไม่มีคำตอบง่ายดายอย่างที่คิด