เสียงที่ใสกระจ่างราวน้ำค้างบนยอดเขาดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างหนึ่งในชุดศิษย์หญิงสีขาวบริสุทธิ์...
"หยุดมือซะเถอะ!" เสียงนั้นไม่ได้ดังสนั่น แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ปราณหมาป่าเพลิงของหลี่กวงถึงกับชะงักงันและดับวูบลงในทันที พร้อมกับความเย็นเยือกที่แผ่กระจายออกมาจากความว่างเปล่า เคลือบทุกสรรพสิ่งใต้ต้นหลิวด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางจาง

เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังม่านหมอกสีขาว พริ้วไหวราวกับเทพธิดาบนสรวง์ นางสวมชุดศิษย์สีขาวบริสุทธิ์ที่ไร้รอยต่อ ปักลวดลายเมฆามงคลด้วยไหมเงินที่เรืองแสงจางๆ บนใบหน้าที่งดงามราวกับรูปสลักหยกนั้นเรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับคมกริบจนไม่มีใครกล้าสบตา
"ศิษย์พี่เหม่ยอิง!" บริวารของหลี่กวงอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก พลางถอยหลังไปหลายก้าว
เหม่ยอิง... นามนี้คือตำนานของสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรณ นางมิใช่เชื้อพระวงศ์ที่มีสายเืเข้มข้นที่สุด แต่ทางการยอมรับให้นางเป็ ศิษย์ก้นกุฎิเพียงหนึ่งเดียวของปรมาจารย์ใหญ่ ผู้ควบคุมกฎและแก่นแท้ของวิชาในสำนักแห่งนี้ สถานะของนางจึงอยู่เหนือบรรดาศักดิ์ใดๆ ในรั้วสำนัก
หลี่กวงรีบชักมือกลับ ใบหน้าที่เคยลำพองกลับกลายเป็ซีดเผือด "ศิษย์พี่... ข้าเพียงแต่กำลังสั่งสอนมันที่บังอาจดูิ่เกียรติของราชวงศ์..."
"เกียรติของราชวงศ์วัดกันที่การลงมือรังแกผู้ที่ไม่มีทางสู้เช่นนั้นหรือ?" เหม่ยอิงกล่าวเสียงเรียบ นางไม่ได้ปรายตามองหลี่กวงด้วยซ้ำ แต่กลับจ้องมองไปที่เฟยหลงซึ่งกำลังนั่งสะบักสะบอมเืท่วมกาย "กฎของสำนักข้อที่13... ห้ามศิษย์ประลองกันนอกลานประลองโดยไม่มีอาจารย์คุม หากใครฝ่าฝืนจะต้องถูกกักบริเวณในหอสำนึกตน3เดือน"
"แต่..." หลี่กวงพยายามจะค้าน แต่เมื่อเจอกับสายตาที่เย็นเฉียบของเหม่ยอิง เขาก็ทำได้เพียงกัดฟัน สะบัดแขนเสื้อแล้วพาบริวารเดินจากไปอย่างหัวเสีย "ฝากไว้ก่อนเถอะ หลี่เฟยหลง! ครั้งหน้าเ้าจะไม่โชคดีแบบนี้!"
เมื่อความวุ่นวายจบลง ลานใต้ต้นหลิวก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัด เหม่ยอิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเฟยหลง นางก้มมองกระบี่นิลกาฬที่เปื้อนเืในมือของเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"เพลงกระบี่เมื่อครู่... คือกระบี่พิชิตัใช่หรือไม่?" นางเอ่ยถาม
เฟยหลงหอบหายใจอย่างหนัก พยายามจะยันตัวลุกขึ้นแต่ความเ็ปในอกทำให้เขาแทบสิ้นสติ "ท่าน... รู้จักวิชานี้ด้วยหรือ?"
"ข้าเคยเห็นมันในตำราต้องห้ามของปรมาจารย์" เหม่ยอิงย่อตัวลงเบื้องหน้าเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยแผ่ออกมาจากตัวนาง "แต่วิชานี้มิได้ใช้เพื่อให้เ้ามานั่งรอความตายเช่นนี้ กระบี่ของเ้า... มันกำลังโหยหาปราณที่เ้าไม่มี"
นางยื่นมือเรียวบางมาแตะที่ข้อมือของเฟยหลง พลันกระแสความเย็นที่นุ่มนวลก็ไหลผ่านเข้าสู่ร่าง ช่วยระงับปราณเพลิงที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างรวดเร็ว เฟยหลงมองเห็นความห่วงใยที่แฝงอยู่ในความเ็าของนาง ก่อนที่สติของเขาจะเริ่มพร่าเลือนไป
"รักษาเกียรติของเ้าไว้ให้ดี หลี่เฟยหลง... จงอย่าคิดว่าในยุทธภพนี้น่ะ จะมืดมนเสมอไป"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยิน ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบลง พร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่ด้ามกระบี่นิลกาฬ... ราวกับมันกำลังเต้นเป็จังหวะเดียวกับหัวใจของเขา