จารึกที่ 272 : เมฆาดำทะมึน ภัยร้ายเยือนหมึกวารี และการหวนคืนของศิษย์หอจารึกขยะ
ดวงตะวันบนฟากฟ้าเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก แสงสีส้มอมแดงที่เคยสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับงดงาม บัดนี้กลับถูกกลืนกินไปจนสิ้น ท้องฟ้าเหนือสำนักหมึกวารีถูกแผ่ปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆาดำทะมึนที่ม้วนตัวบิดเบี้ยวและหนาทึบประหนึ่งอสูรกายแห่งยุคบรรพกาลที่กำลังอ้าปากกลืนกินแสงสว่างและสัจธรรมแห่งผืนหล้า
สายลมที่เคยพัดพาความเย็นสบายและกลิ่นหอมของน้ำหมึกจางๆ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสลมร้อนระอุที่หอบเอากลิ่นเถ้าถ่าน กลิ่นไหม้ของไม้กระดาน และกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นคละคลุ้งไปทั่วทุกอณูของอากาศธาตุ ความสงบสุขของสำนักที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูเยียวยาหลังจากการรุกรานเมื่อ 5 ปีก่อน บัดนี้พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ณ ยอดเขาพู่กันหยก อันเป็นที่ตั้งของหอจารึกขยะ สถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจและเจตจำนงสุดท้ายของบรรพชน สภาพแวดล้อมที่เคยร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงท่องคัมภีร์และเสียงตวัดพู่กัน บัดนี้แปรสภาพเป็นลานสังหารที่โหดร้ายและน่าสลดใจที่สุด ซากศพของศิษย์สำนักหมึกวารีในชุดคลุมสีฟ้าอ่อน นอนทอดร่างไร้วิญญาณเกลื่อนกลาดทับถมกัน เลือดสีสดไหลซึมลงสู่รอยแตกร้าวของแผ่นหินปูพื้น ย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีชาดที่เจิ่งนองจนส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง
ทว่า ท่ามกลางความพินาศย่อยยับ สิ่งที่สร้างความสิ้นหวังและบีบรัดก้อนเนื้อในอกของผู้ที่ยังมีลมหายใจมากที่สุด กลับมิใช่ซากปรักหักพังของตำหนักวิหาร... แต่คือร่างของกองทัพเทวะศิลานับ 100 ตัว ที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบลานกว้างเบื้องหน้าหอจารึกขยะ
ผู้พิทักษ์ศิลาเหล่านี้ คือรากฐานและเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สำนักหมื่นอักขระบรรพกาลได้หลอมสร้างและผนึกไว้ ณ ยอดเขาพู่กันหยกแห่งนี้เพื่อเป็นปราการปกป้อง 'หุบเขาพันอักขระ' ที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง โดยมีอาเจียอดีตศิษย์หอจารึกขยะเป็นผู้ปลุกมันขึ้นมาและออกคำสั่งให้เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องสำนักและเหล่าศิษย์ รอบกายของพวกมันเต็มไปด้วยเศษซากของเรือศึกที่ทำจากแผ่นศิลาของศัตรูที่ถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียดนับ 10 ลำ รอยโลหิตและเศษชิ้นส่วนเครื่องกลโบราณของศัตรูที่กองเป็นภูเขา บ่งบอกถึงมหาสงครามและความดุเดือดที่กองทัพเทวะศิลาได้ต่อสู้อย่างถวายหัว พวกมันได้แสดงพลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว บดขยี้กองทัพหน้าของขั้วอำนาจลึกลับจนแตกพ่ายล่าถอยไปถึง 3 ระลอก ปกป้องชีวิตศิษย์หมึกวารีไว้ได้นับไม่ถ้วนด้วยร่างกายศิลาที่แข็งแกร่ง
แต่ทว่า ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้... กองทัพเทวะศิลาทุกตัวกลับหยุดนิ่งสนิทประหนึ่งรูปปั้นหินสลักที่ไร้ชีวิตชีวา ดวงตาที่เคยสาดประกายแสงสีทองอมแดงอันน่าเกรงขามและดุดัน บัดนี้มืดมิดสนิท ร่างกายที่ถูกสลักเสลาด้วยอักขระศักดิ์สิทธิ์ปราศจากคลื่นพลังฟ้าดินใดๆ หมุนเวียนหล่อเลี้ยง!
เหตุใดปราการไร้พ่ายที่เคยทำลายศัตรูจนย่อยยับจึงเข้าสู่สภาวะหลับใหล? คำตอบของความวิปลาสนี้ ปรากฏอยู่เบื้องบนน่านฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำ!
ศัตรูที่บุกมารุกรานในครั้งนี้ หาใช่ขั้วอำนาจที่อาศัยเพียงกำลังป่าเถื่อนเข้าห้ำหั่นไม่ พวกมันคือขุมอำนาจระดับทวีปที่เร้นกายอยู่เบื้องหลังม่านกาลเวลาอันยาวนาน... ตำหนักเทพวิถีฟ้า ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลและเครื่องกลโบราณอย่างลึกซึ้งและแยบยลที่สุด! เมื่อพวกมันประจักษ์แก่สายตาตนเองว่า ไม่อาจใช้กำลังทหารเข้าบดขยี้ผู้พิทักษ์ศิลาเหล่านี้ได้ด้วยการปะทะซึ่งหน้า พวกมันจึงได้อัญเชิญสุดยอดวิชาค่ายกลแห่งตำหนักเทพออกมาสยบสัจธรรม
เบื้องบนน่านฟ้าของยอดเขาพู่กันหยก ปรากฏมหาค่ายกลสะกดสวรรค์วิถีฟ้า ข่ายอาคมรูปตาข่ายสีทองอร่ามขนาดยักษ์ที่ลอยกดทับผืนนภากาศ ค่ายกลนี้ถูกสลักด้วยอักขระวิถีฟ้าที่ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของคนธรรมดาจะทำความเข้าใจ มันมิได้มีพลานุภาพเพื่อโจมตีเข่นฆ่าทำลายล้าง ทว่ามันมีไว้เพื่อแทรกแซง รบกวน และตัดขาดเส้นชีพจรปราณฟ้าดินที่หล่อเลี้ยงยอดเขาทั้งลูกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
เมื่อปราณฟ้าดินที่เปรียบเสมือนลมหายใจของโลกผู้แสวงมรรคถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ กองทัพเทวะศิลาที่จำต้องพึ่งพาพลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนอักขระ จึงเกิดสภาวะพลังงานในแกนกลางเหือดแห้ง และถูกกฎเกณฑ์ของโครงสร้างบังคับให้เข้าสู่สภาวะปิดผนึกตนเองเพื่อรักษาสภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้! นี่คือการล้มกระดานและสยบสัจธรรมด้วยสติปัญญาที่เลือดเย็นและโหดร้ายที่สุดของตำหนักเทพวิถีฟ้า
"แค่ก... แค่ก..."
ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนสิ้นหวัง เสียงกระอักเลือดดังก้องขึ้นทำลายความเงียบ ผู้อาวุโสเทียนหยวน ผู้มีเส้นผมสีดอกเลายุ่งเหยิงและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ทรุดเข่าอยู่เบื้องหน้ากองทัพเทวะศิลาที่หลับใหล
สภาพของชายชราผู้เป็นเสาหลักแห่งยอดเขาพู่กันหยกช่างน่าเวทนาและสะเทือนใจยิ่งนัก แขนซ้ายของท่านถูกฟันจนขาดสะบั้นตั้งแต่หัวไหล่ เลือดสีคล้ำหยดติ๋งๆ ลงบนพื้นหินอย่างต่อเนื่อง ปราณในจุดตันเถียนของยอดคนระดับแก่นทองคำขั้นต้น เหือดแห้งจากการฝืนทนต่อสู้และพยายามรีดเค้นพลังเพื่อปลุกผู้พิทักษ์ศิลาระลอกแรกขึ้นมาปกป้องสำนัก จนบัดนี้แทบไม่เหลือร่องรอยของพลังปราณหล่อเลี้ยงชีวิต กระบี่วิญญาณคู่กายในมือขวาหักครึ่งท่อน ไร้ซึ่งความคมกริบ ทว่าชายชรายังคงใช้ส่วนที่เหลือต่างไม้เท้า ปักมันลงบนพื้นหินที่แตกร้าวเพื่อยันร่างที่สั่นเทา ไม่ให้ล้มลงและก้มหัวต่อหน้าศัตรูที่ยืนอยู่เบื้องบน
เบื้องหลังของผู้อาวุโสเทียนหยวน คือกลุ่มศิษย์สำนักหมึกวารีที่เหลือรอดเพียงไม่กี่ 10 ชีวิต ทุกคนล้วนมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง ลมหายใจรวยริน ทว่าไม่มีผู้ใดก้าวเท้าถอยหนีหรือแสดงความหวาดกลัวจนยอมจำนน พวกเขากำพู่กันและกระบี่ในมือแน่นจนข้อขาว ดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองไปยังศัตรูเบื้องบนด้วยความโกรธแค้นที่ลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับมอด พวกเขาพร้อมที่จะสละวิญญาณเพื่อปกป้องหอจารึกขยะแห่งนี้
เหนือขึ้นไปบนฟากฟ้า ท่ามกลางมหาค่ายกลสีทองที่ทอแสงเรืองรอง กองทัพเรือรบสัจธรรมของตำหนักเทพวิถีฟ้าลอยตระหง่านอยู่ประหนึ่งขุนเขาศิลาที่ไร้น้ำหนัก บดบังแสงสว่างทั้งหมด บนดาดฟ้าเรือศึกขนาดยักษ์ลำใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่ตรงกลางขบวน ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีเงินบริสุทธิ์ ชายเสื้อและสาบเสื้อปักดิ้นทองเป็นรูปลักษณ์ของอักขระวิถีฟ้าที่สลับซับซ้อน บนหน้าผากของเขามีรอยสักรูปอักขระฟ้าส่องประกายริบหรี่ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาเข้มข้นจนทำให้มิติอากาศรอบตัวเกิดรอยย่นและการบิดเบือน
บุรุษผู้นี้คือผู้คุมกฎหน่วยที่ 9 แห่งตำหนักเทพวิถีฟ้า ระดับพลังการบ่มเพาะของเขาบรรลุถึงขั้นแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์อย่างแท้จริง!
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าก้มมองลงมาด้วยสายตาที่เย็นชา หยิ่งยโส และเต็มไปด้วยความดูแคลนประหนึ่งเทพเจ้าที่กำลังมองดูฝูงมดปลวกดิ้นรนหนีความตาย
"ตาเฒ่าเทียนหยวน..."
น้ำเสียงของผู้คุมกฎวิถีฟ้าดังก้องกังวานและแฝงไปด้วยพลังปราณที่กดทับวิญญาณ "ข้าต้องขอยอมรับและชื่นชมจากใจจริง... ว่ากองทัพเทวะศิลาที่พวกเจ้าซุกซ่อนไว้ใต้ผืนดิน มันเป็นผลงานการสรรค์สร้างระดับปรมาจารย์แห่งยุคโบราณอย่างแท้จริง การผสานอักขระลงบนโครงสร้างศิลาของพวกมันแนบเนียนและสมบูรณ์แบบจนน่าทึ่ง มันทรงพลังพอที่จะทำลายเรือรบของข้าไปถึง 9 ลำ... ทว่า น่าเสียดายยิ่งนักที่ศาสตร์แห่งอักขระของพวกเจ้า มันมาถึงทางตัน สิ้นไร้ไม้ตอก และไม่อาจพลิกแพลงต้านทานสัจธรรมแห่งวิถีฟ้า ที่สามารถตัดขาดสวรรค์และปฐพีของตำหนักเทพข้าได้!"
บุรุษชุดเงินชี้ปลายกระบี่สีทองในมือลงมาที่หอจารึกขยะเบื้องล่าง "เมื่อคลื่นพลังอักขระบรรพกาลอันมหาศาล ที่ทรงอำนาจถึงขั้นฉีกมิติและฝืนกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ปะทุขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน และมีร่องรอยสัจธรรมตกค้างเชื่อมโยงมาที่ยอดเขาแห่งนี้... ตำหนักเทพของข้าย่อมรับรู้ได้ในทันที ว่าพวกเจ้า สำนักหมึกวารี ก็คือซากเดนที่หลงเหลืออยู่ของสำนักหมื่นอักขระที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในอดีตกาล! คลื่นพลังสั่นสะเทือนฟ้านั่น ย่อมเกิดจากสมบัติล้ำค่าหรือค่ายกลแก่นแท้ที่พวกเจ้าซุกซ่อนไว้ในอาคารซอมซ่อนั่น!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าก้าวออกมาข้างหน้า 1 ก้าว ปลดปล่อยแรงกดดันระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งลงมากดทับศิษย์เบื้องล่างจนหลายคนทรุดลงไปกองกับพื้น "จงส่งแผนผังโครงสร้างการผสานอักขระ และสมบัติบรรพกาลที่ซ่อนอยู่ใต้ดินมาให้ข้าแต่โดยดี แล้วข้าจะใช้ความเมตตาของตำหนักเทพ ยอมละเว้นวิญญาณของศิษย์สำนักเจ้าให้มีโอกาสรอดไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี ไม่ต้องถูกหลอมวิญญาณจนดับสูญ!"
"ถุย!"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนกระอักเลือดสีคล้ำผสมเศษอวัยวะภายในออกมาเต็มปาก ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าทว่าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างถึงที่สุด "พวกเจ้ามันก็เป็นแค่สุนัขลอบกัดที่หลงตัวเอง! อาศัยจังหวะที่ปราการของพวกข้าไร้พลังงานหล่อเลี้ยง ลอบใช้ค่ายกลตัดขาดฟ้าดิน... หอจารึกขยะแห่งนี้ มันได้ชื่อว่า 'ขยะ' ก็เพราะพวกตาบอดในอดีตมองเห็นมันเป็นเพียงที่ทิ้งเศษตำราไร้ค่า ทว่าแท้จริงแล้วมันคือแหล่งหล่อหลอมวิญญาณและความทรงจำอันบริสุทธิ์ของบรรพชน! ไม่มีสมบัติล้ำค่าอันใดที่พวกเจ้าโหยหา! ต่อให้ข้าต้องวิญญาณแตกซ่าน ข้าก็ไม่มีวันก้มหัวให้ขั้วอำนาจจอมปลอม ที่หวาดกลัวแม้กระทั่งขยะเช่นพวกเจ้า!"
ใบหน้าของผู้คุมกฎวิถีฟ้าพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเย่อหยิ่งของมันถูกชายชราใกล้ตายเหยียบย่ำ "ช่างดื้อด้านรนหาที่ตายเสียจริง! ในเมื่อเจ้าอยากกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าได้พินาศไปพร้อมกับหอจารึกขยะของเจ้าซะ!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุขึ้นจนมิติอากาศสั่นไหว เขาสะบัดมือขวาเบาๆ นิ้วมือทั้ง 5 กรีดวาดไปบนอากาศธาตุด้วยความเร็วสูง รีดเค้นสัจธรรมแห่งธาตุดินและกฎเกณฑ์การทำลายล้างเพื่อสร้างค่ายกลสังหาร
"บัญชาอักขระวิถีฟ้า... ดาบศิลาประหารวิญญาณ!"
อักขระสีทองสว่างจ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศธาตุ พวกมันผสานเข้าด้วยกันตามโครงสร้างกลไกโบราณ ก่อตัวและควบแน่นเป็นดาบศิลาเล่มยักษ์ที่มีความกว้างกว่า 3 จั้งและยาวกว่า 10 จั้ง! มันแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการกดทับที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาทั้งลูกถูกบีบอัด ดาบยักษ์พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด หมายจะสับร่างของผู้อาวุโสเทียนหยวนและทำลายหอจารึกขยะเบื้องหลังให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงในกระบวนท่าเดียว!
ความหวาดกลัวและความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมก้อนเนื้อในอกของศิษย์สำนักหมึกวารี พวกเขาต่างหลับตาลง กัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึม น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลรินอาบแก้ม พวกเขาอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องบ้านของตนเองได้อีกแล้ว ปราการด่านสุดท้ายกำลังจะถูกบดขยี้...
ทว่า... ในเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายที่ปลายดาบศิลายักษ์สีทอง กำลังจะสัมผัสเส้นผมสีดอกเลาของผู้อาวุโสเทียนหยวนนั้นเอง!
สัจธรรมแห่งฟ้าดินเบื้องบน พลันเกิดการพลิกผันอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนจนก้าวล่วงวิสัยและสามัญสำนึกของโลกผู้แสวงมรรค!
"แควกกกกกกกกกกก!!!"
เสียงประหลาดที่มิใช่เสียงกัมปนาทของการระเบิดปะทะ ทว่ามันคือเสียงของมิติอากาศที่ถูกแหวกและฉีกกระชากอย่างรุนแรงและดิบเถื่อนที่สุด! เสียงนั้นดังก้องกังวานมาจากฟากฟ้าเบื้องบน ทะลุทะลวงโสตประสาทของทุกชีวิตบนยอดเขาพู่กันหยกจนแก้วหูแทบฉีกขาด!
ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเรือศึกและมหาค่ายกลสะกดสวรรค์วิถีฟ้าสีทอง พลันถูกเจตจำนงที่มองไม่เห็นกระชากออกเป็นรอยแยกมิติสีดำสนิทขนาดยักษ์! มันประหนึ่งรอยแผลเป็นที่น่าสะพรึงกลัวและมืดมิดบนผืนผ้าใบแห่งสวรรค์!
แรงอัดอากาศและคลื่นพลังงานที่เกิดจากการทะลวงมิติข้ามทวีปอย่างอุกอาจ กดทับลงมาดุจขุนเขานับ 10000 ลูกหล่นลงจากฟ้า! ดาบศิลาสีทองของผู้คุมกฎวิถีฟ้า ที่อวดอ้างว่าหนักแน่นและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่อพุ่งเข้าไปปะทะกับคลื่นพลังมิติที่ทะลักออกมาจากรอยแยก กลับสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะถูกบีบอัดและแตกละเอียดเป็นเศษฝุ่นสีทองในพริบตาเดียว ประหนึ่งเศษขนมปังแห้งที่ถูกพายุเฮอริเคนพัดทำลายจนไม่เหลือซาก!
"นั่นมันคลื่นพลังอันใดกัน!"
ผู้คุมกฎวิถีฟ้าเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า สัญชาตญาณแห่งความตายในจุดตันเถียนร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง มันเงยหน้าขึ้นมองไปยังรอยแยกมิติสีดำนั้นด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่อาจควบคุม ความเย่อหยิ่งถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
จากความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้งของรอยแยกมิติ... ปรากฏนาวาปราณโลหะสีดำทมิฬขนาดมหึมา ที่มีหัวส่วนหน้าหล่อหลอมเป็นกะโหลกอสูรบรรพกาลอันน่าสยดสยอง พุ่งดิ่งลงมาประหนึ่งเทพอสูรที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์เพื่อพิพากษาโลก!
มหานาวาสูญตา! ลวดลายอักขระสีเงินอมแดงบนตัวเรือเหาะ ส่องประกายเดือดพล่านประหนึ่งเส้นเลือดที่สูบฉีดด้วยความโกรธเกรี้ยวขั้นสูงสุด เตาหลอมวิญญาณภายในตัวเรือแผดเผาพลังงานจนเกิดเปลวไฟสีทองแดงพุ่งทะลักออกมาตามรอยต่อของกระดองอสูร มันแผ่กลิ่นอายที่เก่าแก่ ดิบเถื่อน และฝืนลิขิตฟ้า กลิ่นอายที่ทำให้หุ่นรบปราณของวิถีฟ้าที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือรบถึงกับระบบรวน ขาของพวกมันสั่นกึกๆ และไม่ยอมขยับเขยื้อน!
"ตูมมมมมมมมมมมมม!!!"
นาวาสูญตาไม่ได้มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย! มันพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุ เข้าชนมหาค่ายกลสะกดสวรรค์วิถีฟ้าที่ครอบคลุมน่านฟ้าของยอดเขาอยู่อย่างจังและรุนแรงที่สุด!
ความแข็งแกร่งของกระดองอสูรบรรพกาลจากขุมนรก ผสานกับความป่าเถื่อนของอักขระทวนกระแสสัจธรรม บดขยี้และฉีกกระชากตาข่ายค่ายกลสีทองที่อวดอ้างว่าสามารถตัดขาดฟ้าดินได้... ให้แหลกละเอียดเป็นเศษแสงสีทองร่วงหล่นลงมาประหนึ่งฝนดาวตก! ค่ายกลระดับทวีปที่ตำหนักเทพภาคภูมิใจ ถูกทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยการพุ่งชนเพียงครั้งเดียวด้วยพลังพังทลายสัจธรรม!
ทันทีที่มหาค่ายกลศัตรูแตกสลาย ปราณฟ้าดินที่ถูกปิดกั้นและอัดอั้นมานาน ก็หลั่งไหลกลับคืนสู่ยอดเขา
พู่กันหยกประหนึ่งเขื่อนที่กักเก็บน้ำแตกทลาย... ดวงตาของกองทัพเทวะศิลาที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทองอมแดงอันดุดันอีกครั้ง! พวกมันตื่นขึ้นจากการหลับใหล พร้อมกับส่งเสียงคำรามดังกึกก้องจนแผ่นดินสั่นสะเทือน!
นาวาสูญตาค่อยๆ ลอยตัวลดระดับลงมาหยุดนิ่งอยู่เหนือน่านฟ้าของหอจารึก เงาขนาดมหึมาของเรือเหาะรบโลหะสีดำทมิฬบดบังแสงสว่างทั้งหมด ปกป้องสำนักหมึกวารีไว้เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์แบบ แข็งแกร่งยิ่งกว่าปราการศิลาใดๆ บนโลก
ท่ามกลางเศษซากแสงสีทองของค่ายกลที่ร่วงหล่น และความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดลอยของศิษย์วิถีฟ้าที่อยู่บนเรือรบ... เสียงที่ราบเรียบ เย็นเยียบ ทว่าแฝงไปด้วยรังสีสังหารและความหวงแหนทรัพย์สินขั้นรุนแรง ก็ดังก้องกังวานลงมาจากแท่นบัญชาการสูงสุดของเรือเหาะ!
"กล้าดียังไง... มาแตะต้องผู้พิทักษ์ศิลา และพังบ้านของข้า..."
วูบ!
เงาร่างในเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ร่วงหล่นลงมาจากแท่นนาวาสูญตาด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ระดับทั่วไปไม่อาจจับจ้องทัน! ชายหนุ่มพุ่งทะยานลงมากระแทกพื้นดินเบื้องหน้าผู้อาวุโสเทียนหยวน แรงกระแทกทำเอาแผ่นหินที่ปูลาดไว้แตกกระจายเป็นรอยร้าวรัศมีกว้างกว่า 10 จั้ง!
ฝุ่นควันตลบอบอวลปิดบังวิสัยทัศน์... ก่อนที่มันจะถูกพัดพาให้จางหายไปด้วยคลื่นปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ที่อัดแน่น บริสุทธิ์ และดุร้ายยิ่งกว่าผู้ใดในระดับการบ่มเพาะเดียวกัน!
ชายหนุ่มผู้มีนามว่าอาเจีย ค่อยๆ ยืดแผ่นหลังขึ้นยืนตรงประหนึ่งกระบี่นิรันดร์ที่ชักออกจากฝัก นัยน์ตาสีเงินยวงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง 1000 ปี จ้องเขม็งฝ่าม่านฝุ่นและควันไฟออกไปยังผู้คุมกฎวิถีฟ้าบนเรือรบเบื้องบน
ศิษย์หอจารึกขยะผู้ที่โลกเคยตราหน้าว่าไร้ค่า บัดนี้ได้นำพาความพินาศระดับหายนะ หวนคืนสู่บ้านเกิดเพื่อทวงถามความยุติธรรมและชำระบัญชีแค้นแล้ว!