ณ ประตูเมืองชิงสุ่ยที่ยิ่งใหญ่ จิ้งหย่าจับมือของเขาแน่นพร้อมกับเงยหน้ามองไปที่ธงของเมืองชิงสุ่ยซึ่งกำลังโบกสะบัดพลิ้วไหวเด่นตระหง่านอยู่บนประตูเมือง เธอจึงถามเขาว่า “พี่ชาย.....นี่คือเมืองชิงสุ่ยเหรอ?”
เย่ฮวายิ้มพร้อมกับพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเรามาถึงเมืองชิงสุ่ยแล้วล่ะ”
พูดจบเย่ฮวาก็ดึงมือของจิ้งหย่าเพื่อเดินเข้าไปด้านในเมืองชิงสุ่ยทันที เป็นเพราะความงามของจิ่งหย่าจึงทำให้ทันทีที่เธอเดินเข้ามาด้านในเมืองชิงสุ่ย สายตาของผู้เล่นภายในเมืองต่างก็มองมาที่เธอ หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเย่ฮวาทันที
“หมอนั่นใครน่ะ? ทำไมถึงได้ดูสนิทกับ NPC ขนาดนี้เนี่ย?”
“นั่นดิ! แถมหมอนั่นยังเป็นผู้ชายด้วยนะ ได้จับมือสาวน้อยน่ารักแบบนั้น นี่คงคิดจะเลี้ยงต้อยสินะ? ในเกมแบบนี้สามารถทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะเนี่ย? วันมะรืนฉันจะลองไปหาสาวเอ๊าะๆ มาควงเล่นบ้าง”
“ในฐานะของผู้ควบคุมเกม ทำไมถึงปล่อยให้สาวน้อยน่ารักขนาดนี้ถูกผู้เล่นเต๊าะได้ล่ะเนี่ย? ฉันล่ะอยากจะสู้เพื่อแย่งสาวน้อยจากหมอนั่นจริงๆเลย!”
“พอเถอะ นายเป็นนักเวทย์เวล 25 ส่วนฉันเวล 27 แต่ยังมองไม่เห็นเวลของหมอนั่นเลย ดูก็รู้ว่าหมอนั่นคงจะคลาสสองแล้ว นายไปสู้กับหมอนั่นคงได้ถูกฟาดจนกระเด็นแน่”
……
เย่ฮวาไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นแม้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเขาอยู่ เย่ฮวาชินกับการสวมใส่ชุดคลุมไปแล้วจึงทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตาของเขาได้ชัดเจน แต่เขาดันลืมเสื้อคลุมของจิ้งหย่าไปซะสนิทเลย คิดเช่นนั้นเขาจึงรีบดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิดบนศีรษะของจิ้งหย่าทันทีเพื่อไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นๆ เข้ามารวมตัวกันเพื่อมองเธอมากไปกว่านี้
ผู้เล่นที่อยู่รอบๆเหล่านั้นต่างมองมาที่เย่ฮวาทว่ากลับไม่มีใครเข้ามาใกล้ ขณะที่เย่ฮวาและจิ้งหย่าเดินเข้าไปด้านในเมืองชิงสุ่ย หลังจากที่เดินเข้ามาด้านในก็พบว่าพระราชาของเมืองกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ทันทีที่อีกฝ่ายเห็นตนเดินเข้ามา เขาก็พูดขึ้นมาว่า “นักรบ.....ที่แท้ก็เจ้านี่เอง”
ชายชราคนนี้ยังจำเขาได้ด้วยแหะ เย่ฮวาเดินไปยังหน้าพระพักต์พร้อมกับโค้งตัวเพื่อทำความเคารพ “ทูลฝ่าบาท ครั้งนี้หม่อมฉันได้เดินทางมาพบพระองค์ก็เพราะต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์”
พระราชาพยักหน้า “ว่ามาสิ”
เย่ฮวาจึงชี้ไปที่จิ้งหย่าที่ยืนอยู่ข้างๆ “นี่คือหญิงสาวที่ผมช่วยไว้จากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตอนนี้เธอไม่มีบ้านให้กลับไปแล้ว และผมอยากจะให้ท่านช่วยจัดหาที่หลับที่นอนให้กับเธอ และให้เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองชิงสุ่ยแห่งนี้”
ราชามองมาที่จิ้งหย่าที่อยู่ข้างเย่ฮวาหลังจากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “ได้! ข้าตกลง แต่หญิงสาวคนนี้หากต้องการที่จะอยู่อาศัยภายในเมืองชิงสุ่ยจะต้องมีทักษะด้วย แล้วหญิงสาวคนนี้ทำอะไรเป็นบ้างล่ะ?”
จิ้งหย่าทำอะไรเป็นบ้าง? ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันแหะ.......
ผมหันไปหาจิ้งหย่า “จิ้งหย่าพระราชาถามว่าเธอทำอะไรเป็นบ้าง เธอตอบไปตามความเป็นจริงก็พอ”
จิ้งหย่าจับมือผมด้วยท่าทางหวาดกลัวพร้อมกับพูดเสียงทุ้มต่ำ “ขะ....ข้า.....”
เมื่อเห็นท่าทางของจิ้งหย่าเขาก็หันไปยิ้มให้กับพระราชาและพูดว่า “เด็กสาวคนนี้ยังเด็กและเธอก็ยังไม่มีความสามารถในการอยู่รอด ฝ่าบาทได้โปรดช่วยเหลือเธอด้วย"
พระราชาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูด “เจ้ายังเด็กนัก เจ้าไม่มีทางมีชีวิตอยู่รอดภายในเมืองชิงสุ่ยได้เพียงลำพังอย่างแน่นอน เอาแบบนี้แล้วกันข้าจะส่งให้เจ้าไปเป็นนักเรียนของสถาบันอู่หลิงหรือไม่ก็สถาบันเหวินหลิงก็แล้วกันนะ”
เย่ฮวารู้จักสถาบันอู่หลิงและสถาบันเหวินหลิงนี้ดี!
มีข้อมูลเหล่านี้อยู่บนฐานข้อมูลของเกมหลิงเกิงในเมืองหลัก แต่ละเมืองจะมีสถาบันศิลปะการต่อสู้และสถาบันเหวินหลิง ซึ่งนักเรียนที่อยู่ภายในสองสถาบันนี้มีจำนวนเยอะมาก สถาบันอู่หลิงเป็นสถานที่สำหรับเรียนเกี่ยวกับทักษะการต่อสู้ซึ่งมีทั้งหมดเจ็ดอาชีพหลัก ส่วนสถาบันเหวินหลิงเป็นสถานบันที่เรียนเกี่ยวกับบทกวีส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่การประดิษฐ์ตัวอักษรและจิตรกรรมต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว NPC จะเข้าไปเรียนอยู่ในสถาบันนี้ นอกจากนี้ถ้าหากสอบผ่านก็จะทำให้ตัวเองสามารถหางานทำภายในเมืองชิงสุ่ยได้ ส่วนหนึ่งก็สามารถทำงานด้านบทกวี อีกส่วนหนึ่งก็จะเน้นไปในด้านศิลปะการต่อสู้ ถ้าหากสามารถทำให้จิ้งหย่าเข้าไปอยู่ในสถาบันได้ก็เท่ากับว่าเธอประสบความสำเร็จแล้ว และหลังจากนี้เธอก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองชิงสุ่ยได้อย่างไม่มีปัญหา
เย่ฮวาตกลงตามข้อเสนอของพระราชาหลังจากนั้นก็หันไปถามเจ้าตัวว่าเธอยินยอมหรือไม่ ซึ่งเขาก็ได้รับคำตอบจากเธอโดยการพยักหน้าตอบกลับมา
พระราชายิ้มพร้อมกับพูด “ถ้าเช่นนั้นเจ้าอยากจะเรียนสถาบันไหนล่ะ? เจ้าอยากเรียนอะไร?”
จิ้งหย่าพูดเสียงเบา “ขะ...ข้าอยากจะเรียนสถาบันอู่หลิงเพื่อที่จะได้เป็นบาทหลวง หลังจากนี้ข้าจะได้รักษาและชุบชีวิตผู้คนได้”
พระราชาพยักหน้าด้วยสีหน้าชื่นชม “ไม่เลวเลย นักรบเจ้าพาเด็กคนนี้ไปหาถีเอ่อร์ ถีเอ่อร์จะเป็นคนจัดการและพาเธอไปยังสถาบันอู่หลิงเอง”
เย่ฮวาผสานมือขึ้นเพื่อเป็นการกล่าวขอบคุณก่อนที่จะเดินนำจิ้งหย่าออกจากห้องโถงไป ถีเอ่อร์กำลังลาดตระเวรอยู่บนกำแพงเมืองของเมืองชิงสุ่ย หลังจากเย่ฮวาเดินทางไปพบและอธิบายทุกอย่างให้ฟังแล้ว เขาก็ตอบรับกลับมาด้วยความเต็มใจว่าจะจัดการทุกอย่างให้และบอกให้รอครู่หนึ่ง
เย่ฮวาและจิ้งหย่าเดินไปที่ร้านขายเสื้อผ้าของเมืองชิงสุ่ยก่อนที่จะเลือกซื้อเสื้อผ้ามาสองสามชุด หลังจากนั้นก็พาเธอไปหาอาหารทานที่ร้านอาหาร จิ้งหย่าถูกขังเป็นเวลาสองวันแล้วและดูเหมือนว่าเธอเองก็คงจะยังไม่ได้ทานอะไร
ทันทีที่อาหารปรากฏขึ้นตรงหน้าจิ้งหย่าก็ยัดอาหารใส่เข้าไปในปากเล็กๆของเธอจนล้นปาก
หลังจากผ่านไปได้ครู่หนึ่งถีเอ่อร์ก็เดินมาหาพร้อมกับพาจิ้งหย่าเดินจากไป หลังจากนั้นไม่นานอีกฝ่ายก็เดินกลับมาเพื่อให้เขาจ่ายค่าเข้าเรียนด้วยจำนวนเงินยี่สิบเหรียญทอง ที่แท้ NPC คนนี้ก็ไม่ได้คิดที่จะช่วยผู้เล่นแบบง่ายๆสินะ ถึงแม้ว่าจะช่วยก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ดี
จิ้งหย่าเดินมากอดเย่ฮวา พร้อมกับบอกให้เขาไปหาเธอบ่อยๆ หลังจากเขาตกปากรับคำไปแล้ว เธอก็เดินตามถีเอ่อร์ออกไปทันที
อันที่จริงสถาบันอู่หลิงอยู่ห่างจากเมืองชิงสุ่ยไม่ไกลนักแถมยังใกล้กว่าการเดินทางไปที่เมืองหมู่บ้านผู้เล่นมือใหม่ตั้งเยอะ หลังจากนี้ถ้าเขามีเวลาว่างๆ ก็คงจะแวะไปเยี่ยมเยียนเธอ
หลังจากจัดการเรื่องของจิ้งหย่าแล้ว เย่ฮวาก็ล็อคเอาท์ออกจากระบบเพื่อไปอาบน้ำก่อนที่จะเข้านอนเพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่
……
เช้าของวันรุ่งขึ้น
เย่ฮวาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงเจ็ดโมงเช้า ตอนที่ตื่นขึ้นมาก็พบว่ากวาจื่อได้เตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว ทันทีที่เย่ฮวานั่งลงตรงโต๊ะอาหารเพื่อที่จะทานอาหารเช้า กวาจื่อก็พูดขึ้นมาว่า “เย่ฮว่า เมื่อวานตอนบ่ายกับตอนค่ำนายไม่ได้เป็นเก็บเลเวลเหรอ?”
ผมตอบเสียงแผ่วเบา “อือ”
กวาจื่อมองผมพร้อมกับพูด “เมื่อวานตอนที่ฉันกำลังขุดแร่อยู่ฉันได้รับเควสมาด้วย ถ้านายว่างๆ พวกเราไปทำเควสด้วยกันเถอะ เควสนี้มันแบ่งรางวัลได้พอดีเลย”
ดูเหมือนว่ากวาจื่อคงจะสังเกตเห็นว่าเลเวลของเย่ฮวาไม่เปลี่ยนจากเดิมตั้งแต่เที่ยง เขาก็เลยดูออกว่าเย่ฮวายังไม่ได้ไปเก็บเลเวล ตอนนี้เขากำลังชวนเย่ฮวาเพื่อที่จะช่วยให้เย่ฮวาเก็บเลเวลได้ไวมากขึ้น กวาจื่อถือเป็นเพื่อนเป็นเพื่อนตายเพียงคนเดียวของเย่ฮวา ตอนนี้เขาเสียเสี่ยวหยู่ไปแล้ว และเย่ฮวาไม่อาจเสียเพื่อนคนนี้ของเขาไปได้อีก และถ้าหากเขาปฏิเสธกวาจื่อ เจ้านั่นคงจะผิดหวังมากแน่ๆ
เป็นเพราะเรื่องเมื่อวานจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเย่ฮวาและกวาจื่อเกิดความสั่นคลอนขึ้น แต่เป็นเพราะคำว่ามิตรภาพที่เชื่อมพวกเขาเอาไว้จึงทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถลดความเป็นมิตรภาพให้น้อยลงไปได้
เย่ฮวาพยักหน้าตอบกลับไป กวาจื่อเห็นเช่นนั้นก็หันมายิ้มให้เขา “ถ้างั้นเดี๋ยวเจอกันที่ร้านตีเหล็กของเมืองชิงสุ่ยนะ”
“โอเค!”
……
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้วเย่ฮวาและกวาจื่อก็รีบเข้าเกมทันที ตอนที่เขาเข้ามาอยู่ในเมืองชิงสุ่ย เขาก็จัดการซื้อยามานาและทำการซ่อมไอเท็มเพื่อเตรียมความพร้อม
ตอนนี้สกิลของเย่ฮวาอยู่ระดับสี่แล้ว ซึ่งการใช้สกิลจะสูญเสียค่ามานามากกว่า 100 หน่วย ตอนนี้ค่ามานาจำนวน 500 กว่าหน่วยของเขาทำให้การเรียกใช้สกิลมีอยู่อย่างจำกัด และถ้านับสกิลคลาสสอง สองสกิลที่เพิ่มขึ้นมา คงจะเป็นเรื่องยากมากที่จะรักษารูปแบบการโจมตีเหมือนก่อนหน้านี้ด้วยค่ามานาเพียงเท่านี้
เขาเชื่อว่าทุกอาชีพจะต้องเจอกับปัญหานี้ การใช้สกิลระดับสามนั้นทำให้สูญเสียค่ามานาเยอะก็จริงแต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ประมาณ 50 หน่วย ซึ่งมันไม่สามารถที่จะปล่อยสกิลได้เลยหากไม่มีการดื่มโพชั่นเพื่อฟื้นฟูปริมาณมานา สกิลที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้ทำให้ค่ามานาที่ต้องใช้สูงขึ้น ผู้เล่นเกราะหนังและเกราะหนักต่างก็เกิดมาพร้อมกับค่าสติปัญญาที่ต่ำเรี่ยดินกันทั้งนั้น ค่ามานาจึงไม่ได้สูงมาก ในขณะที่ค่าสติปัญญาของนักเวทย์นั้นมีสูงกว่าจึงทำให้ค่ามานาของพวกเขามีมากกว่า แต่สกิลระดับสี่ในเวลานี้ไม่สามารถที่จะโจมตีเป็นระยะเวลายาวนานได้ ไม่เช่นนั้นมานาคงจะหมดหลอดแน่ๆ
ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่เกมหลิงเกิงเจตนาให้เป็นแบบนี้เพื่อที่จะลดการปลดปล่อยสกิลของผู้เล่นรึเปล่า เพราะถ้าทำแบบนี้มันจะเป็นการช่วยเพิ่มข้อกำหนดของเกมให้มากขึ้น
ในกระเป๋าสัมภาระของเย่ฮวามีโพชั่นฟื้นฟูมานาจำนวนหนึ่งแล้ว ซึ่งสำหรับการไปเก็บเลเวลและตีมอนสเตอร์เขาสามารถที่จะหลบหลีกการโจมตีได้แล้ว จึงทำให้โพชั่นแดงไม่ได้มีความสำคัญมากขนาดนั้น
เพียงครู่เดียวกวาจื่อก็เดินเข้ามาพร้อมกับดึงเขาเข้าไปอยู่ในปาร์ตี้เพื่อทำการแชร์ภารกิจให้กับเย่ฮวา
[สมบัติของช่างตีเหล็ก] (ระดับ AA)
แนะนำภารกิจ : หลังจากการตายของชิงซานเซียนปรมาจารย์ช่างตีเหล็กท่านหนึ่งแล้วก็ได้มีการนำชิ้นส่วนของเหล็กชิ้นหนึ่งซึ่งไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้ลงไปในหลุมฝั่งศพ ได้มีการเล่าขานต่อๆกันมาว่าเหล็กชิ้นนั้นเป็นโลหะหลอมที่ดีที่สุดที่ช่างตีเหล็กท่านนั้นรวบรวมไว้ในช่วงชีวิตของเขา หลังจากฝึกฝนอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดโลหะที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ได้ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นเหล็กชิ้นเล็กๆ ผู้ที่สามารถครอบครองเหล็กชิ้นนี้ได้จะสามารถที่จะสร้างอาวุธเทพที่ล้ำค่าขึ้นมาได้
……
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเควสระดับ AA ดูเหมือนว่าระดับความยากของมันคงจะไม่ธรรมดาแล้วสิเนี่ย
กวาจื่อเดินนำผมเพื่อไปยังแผนที่แห่งหนึ่ง ซึ่งแผนที่นี้เป็นภูเขาหินแร่ โดยเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของเมืองชิงสุ่ย แผนที่นี้มีขนาดที่ใหญ่มาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีแต่แร่ธาตุเต็มไปหมด ทั้งภูเขาและยังมีถ้ำจำนวนมากด้วย ดูเหมือนว่าแต่ละถ้ำจะมีแร่อยู่ภายในนั้นแทบทุกที่เลยก็ว่าได้ นี่แหละที่เรียกว่าสวรรค์บนดินของเหล่านักตีเหล็กเลยล่ะ
กองกำลังจำนวนมากต่างก็ครอบครองถ้ำที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและแร่ธาตุ ในขณะที่ถ้ำที่มีแร่ธาตุเพียงเหล็กน้อยจะถูกขุดแร่ออกไปโดยผู้เล่นที่ไม่ได้มีกำลังมากนักหรืออาจจะเป็นผู้เล่นเดี่ยวที่เดินทางมาลำพัง
ภูเขาแร่ธาตุแห่งนี้อาจจะเรียกว่าเป็นนรกก็ได้ เพราะภายในนี้มีการต่อสู้จำนวนนับร้อยครั้งในแต่ละวันเพื่อที่จะแก่งแย่งแร่ที่อยู่ภายในถ้ำ
เย่ฮวาและกวาจื่อเดินทางโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา ซึ่งบรรยากาศในเวลานี้เต็มไปด้วยความอึดอัดเป็นอย่างมาก เย่ฮวาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันนี้ แถมเขากับกวาจื่อก็ไม่เคยเงียบใส่กันขนาดนี้ด้วย
“เอ่อ...เควสของนายไปรับมาจากไหนเหรอ?” เย่ฮวาทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจด้วยการเริ่มถามกวาจื่อก่อน
กวาจื่อตอบ “ที่ถ้ำแห่งหนึ่งตรงตีนเขาน่ะ ตอนที่ฉันเข้าไปฉันกะว่าจะไปขุดแร่ซะหน่อย แต่พอเข้าไปแล้วกลับไม่มีอะไรเลย ตอนที่ฉันลองขุดแร่บนหินหนาๆนั้น จู่ๆ ฉันก็เจอกล่องเล็กๆ ใบหนึ่ง ตอนที่ขุดออกมาและเปิดออกมาดูก็พบว่ามันเป็นแผนที่ขุมสมบัติ ฉันก็เลยรับเควสนี้มาน่ะ”
เย่ฮวาพยักหน้ารับ หลังจากนั้นก็พูดต่อ “แล้ว.....พวกเราจะไปทำเควสที่ไหนล่ะ?”
กวาจื่อกระแอ่มออกมาก่อนที่จะตอบ “ฉันยังไม่ได้ดูเลย ตอนนั้นคิดว่าจะแบ่งเควสกับนายก่อนแล้วค่อยมาดูพร้อมกัน”
พูดจบกวาจื่อก็ส่งแผนที่หนังแพะมาให้ผมซึ่งมันมีรูปร่างเก่าและดูมีอายุ แผนที่นี้เป็นแผนที่ที่แสดงถึงตำแหน่งของภูเขาเหมืองแร่ และตรงมุมซ้ายของแผนที่ก็มีตัวเลขอะไรบางอย่างเขียนอยู่บนนั้นด้วย
375,462,48,35,15
ตอนที่เห็นตัวเลขตรงหน้าเย่ฮวาก็หันไปหากวาจื่อซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังมองมาที่เขาเช่นเดียวกัน หลังจากที่เขาและกวาจื่อสบตากัน เขาก็รีบหันไปมองทางอื่นทันที หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็หันกลับมามองเย่ฮวาแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันยังไม่เคยเปิดดูแผนที่นี้ซะหน่อย นายมามองหน้าฉันทำไมเนี่ย?”
เย่ฮวาเปล่งเสียงหึออกมาจากลำคอ “ฉันได้เห็นเป็นคนแรกจริงดิ?”
“นะ...แน่อยู่แล้ว?” กวาจื่อพูดติดอ่าง
ผมยื่นแผนที่ไปตรงหน้าเขาพร้อมกับถาม “นายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอ! ฉันรู้ว่าที่นายเอามาให้ฉันดู เพราะนายไม่เข้าใจพิกัดที่อยู่บนแผนที่มากกว่า!”
กวาจื่อเบิกตากว้างพร้อมกับพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชอบธรรม “ไอ้เจ้านี่ อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะเว้ย มาพูดจาซี้ซั่วส่งเดชแบบนี้ได้ไง!”
เย่ฮวา “นายกลายเป็นพวกกระจอกตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย”
“ฉันเนี่ยแหละเจ๋งที่สุด แต่ถึงแม้ว่าฉันจะเจ๋งแต่นายเคยเห็นฉันคุยโวโอ้อวดรึเปล่าล่ะ? ไม่เคยล่ะสิ! ก็เพราะว่าฉันไม่เคยโอ้อวดว่าตัวเองยอดเยี่ยม คนแบบฉันน่ะถือเป็นผู้ชายหน้าตาดีที่แสนจะถ่อมตนไงล่ะ!”
“ดีกับผีน่ะสิ!”
กวาจื่อมองผมด้วยสายตาดูถูก “นายอย่าทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉา ฉันรู้ว่าผู้ชายที่แสนจะโดดเด่นแบบฉัน แม้แต่พระอาทิตย์ยังไม่สามารถบดบังรัศมีที่สว่างเฉิดฉายของฉันได้เลย”
“เลิกพูดซะที!”
“ฉันจะพูด ทำไม? รับไม่ได้ก็เข้ามากัดฉันเด่!”
“โทษทีเพื่อน ฉันไม่อยากจะเอาปากไปเปื้อนขี้”
“……”