มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 57 การดิ้นรนที่มิพ้นคมดาบ

    บทที่57การดิ้นรนที่มิพ้นคมดาบ


            ทุกผู้ต่างตกอยู่ในอาการตะลึงค้างแลนิ่งคิดซึ่งจังหวะนี้เองฮุ่ยจวินก็ได้เหยียบลงบนสายลมที่เคลื่อนผ่านอีกครา หยิบยืมเป็นแรงส่งเตรียมข้ามพ้นผาขาดที่ไม่มีใครเคยข้ามได้นี้

             

            ฮุ่ยจวินเองก็ไม่คิดว่าความรู้สึกของมันพร้อมเสียงเรียกบางอย่างกลับส่งเสริมให้มันทำได้ถึงขนาดนี้ตอนแรกมันยังสงสัยในตนเองเช่นเดียวกับผู้อื่นว่าไปเอาความกล้าความมั่นใจมาจากที่ใดถึงขนาดกล้าแบกคนกระโดดข้ามผาขาดที่ทั้งกว้างใหญ่แลลึกไม่เห็นก้นเช่นนี้ แต่เมื่อมันทำได้แล้วมันก็สลัดความคิดความสงสัยทั้งหมดออกไปในทันที

             

            ผาอีกฝั่งอยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้าเพียงร่างของมันที่เหินอยู่กลางอากาศร่อนลงก็จะบรรลุถึงที่หมาย ทว่าจนถึงตอนนี้มันกลับรู้สึกว่าร่างของตนได้ค้างเติ่งกลางอากาศไม่ร่วงลงผืนดินของผาตรงหน้าเสียทีมันจึงกำลังจะขมวดคิ้ว แต่หัวคิ้วยังมิทันได้กดลึกลงไปบนหน้าผาก แรงฉุดกระชากที่รุนแรงสายหนึ่งกลับนำพาให้มันลอยละลิ่วคืนกลับสู่ที่เดิมแล้ว!

             

            “อะไร!”

            ฮุ่ยจวินหลุดเสียงสงสัยออกมาพร้อมหันกลับไปมองที่ด้านหลัง ปรากฎเชือกยาวเส้นหนึ่งได้พันลำคอของจางจวิ้นอยู่ เชือกเส้นนั้นได้กระชากจนร่างของบุรุษชราเอนลู่ฮุ่ยจวินที่แบกจางจวิ้นอยู่จึงถูกการเหนี่ยวรั้งนี้ทำให้ลอยกลับหลังตามไปด้วย

             

            กว่าจะได้ใช้สันมือตัดเชือดที่ฉุดรั้งร่างของมันแลบุรุษชราก็ได้ตกลงยังผืนปฐพีหน้าผาขาดฝั่งเดิมแล้ว

             

            กลับมีคนที่สามารถขัดขวางการหลบหนีของพวกมันได้สำเร็จ!

             

            ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้อย่างน้อยก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับจอมคาถาทั้งสามนั่นทว่าจอมคาถาทั้งสามยังคงต้องรอเวลาชั่วธูปไหม้ในการฟื้นคืนร่างกาย มิน่าจะติดตามมาขัดขวางได้ในตอนนี้

             

            หากมิใช่จอมคาถาทั้งสามแล้วมันผู้นี้เป็นใคร!

             

            ฮุ่ยจวินหันหน้ามาเผชิญกับคนผู้นั้นพบว่ามันเป็นบุรุษวัยสี่สิบเศษ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ใบหน้าเหลี่ยมหนา ดวงตาคมโตมันมีหนวดเคราที่ดกดำ ข้างเอวเหน็บไว้ด้วยดาบปลายโค้ง ในมือถือเชือกเส้นยาวหมุนเหวี่ยงจนเป็นวงกลมกลางอากาศเชือกนี้ของมันก็คงจะเป็นเชือกที่ฉุดดึงร่างของจางจวิ้นเมื่อครู่

             

            จางจวิ้นที่อยู่บนหลังของฮุ่ยจวินหลังจากหลุดรอดจากเชือกที่รัดคอ มันก็ไอออกมาหลายคำพร้อมเสียงหอบเหนื่อย

            “ระวังตัวด้วยมันคือจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะ เป็นหนึ่งในผู้เฝ้าประตูแห่งวิหารยุทธ์ แม้อาจจะไม่เก่งกาจเท่าสามจอมคาถาแต่ข้าก็เคยปะมือกับมันมาแล้วครั้งหนึ่ง พบว่ามันมิได้อ่อนด้อยกว่าสามจอมคาถาผู้คุมกฎเท่าใดนัก"

             

            ได้ยินดังนั้นความตรึงมือจึงบังเกิดลำพังคนของนิกายเทวะวจนะทั่วไปนับสิบคนเหล่านั้นยังยากจะเอาชนะ ตอนนี้ยังประสบกับยอดฝีมือที่ระดับพลังเหนือขึ้นไปอีกความหวังที่จะรอดจึงริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ

             

            ด้านเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะเมื่อได้เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่พวกมันก็กล่าวอย่างยินดี

             

            “อู่ถงในที่สุดเจ้าก็ตามมาทันเสียที"

             

            “เจ้ารีบจัดการพวกมันซะจะได้จบสิ้นภารกิจที่ยาวนานนี้"

             

            บุรุษฉกรรจ์นามอู่ถงผู้นั้นมิสนเสียงของพวกพ้องตนที่ดังอึงอนมันเพียงจ้องมองบุรุษหนุ่มในชุดคลุมปกปิดที่สามารถแบกคนกระโดดข้ามผาขาดที่ไม่เคยมีใครข้ามผ่านได้มันตรวจสอบและจับสัมผัสกลิ่นอายของพลังเบื้องต้น คนผู้นี้ไร้ซึ่งกลิ่นอายพลังปาฏิหาริย์แห่งเทวะวจนะไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งพลังนอกรีตอย่างพลังญาณ จะมีก็เพียงลมปราณสามัญอันอ่อนด้อยที่กำจายเบาบางทั้งที่มิได้พิเศษหรือมีความโดดเด่นอันใดแท้ๆ แล้วมันทำได้อย่างไร หากจะบอกว่าได้รับการหนุนเสริมพลังจากมารเฒ่าก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ลำพังแค่ประคองชีวิตของตนเอง มารเฒ่ามันก็กระทำได้อย่างลำบาก เช่นนั้นมันจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร

             

            “ดูเจ้ามิใช่เหล่าผู้ฝึกญาณนอกรีต"

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวว่า

            “มิผิด”

             

            “เช่นนั้นจะมาตายเพื่อพวกมารทำไม”

             

            ฮุ่ยจวินย้อนถาม

            “บุรุษชราทำชั่วมาหรือ"

             

            แน่นอนว่าบุรุษชราผู้นี้มิได้ฆ่าล้างสังหารคนบริสุทธิ์หรือกระทำผิดร้ายแรงอันใด ซึ่งอู่ถงมันก็ทราบ

            “เพียงฝึกญาณก็นับว่าเป็นมาร"

             

            ฮุ่ยจวินหรี่ตาคำตอบที่แทบจะถอดแบบกันมาทั้งหมดของคนจากนิกายเทวะวจนะนี้ล้วนแสดงถึงความมีเหตุผลบนความไม่สมเหตุผลแม้เพียงนิด

            “เพียงใครคิดต่างกับพวกท่านก็ต้องเป็นมารแลถูกสังหารพวกท่านไม่คิดหรือว่ามือที่เปื้อนเลือดของพวกท่าน มันได้ย้อมจิตใจของพวกท่านให้เป็นมารอย่างแท้จริงแล้ว"

             

            “เจ้ากำลังกล่าววาจาสามหาวล่วงเกินไปถึงหลักคำสอนแห่งเทวะวจนะ"

             

            “หากนั่นคือหลักคำสอนข้าจะเปลี่ยนแปลงคำสอนเห็นแก่ตัวนั่นเอง!”

             

            อู่ถงหรี่ตามองฮุ่ยจวินอย่างหยามหยัน

            “น้ำหน้าอย่างเจ้าจะมีปัญญาหรือแค่บริวารธรรมดาแห่งเทวะวจนะเจ้ายังไม่มีปัญญาหลุดพ้น”

             

            ฮุ่ยจวินกำชับร่างของจางจวิ้นบนหลังไว้แน่นนัยน์ตาของชายหนุ่มทอประกายวาวโรจน์

            “นั่นย่อมไม่แน่"

             

            เมื่อหลังชนฝาจึงมีแต่เดินหน้าสู้เท่านั้นถึงจะมีโอกาสรอดเคล็ดวิชาท่องไพศาลจึงถูกงัดออกมาอย่างรวดเร็ว หนึ่งกระบี่ร่องธารา หมัดทะลวงนภา และฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นถูกใช้ออกอย่างต่อเนื่องกระบวนท่าดีแต่ลมปราณมิดีย่อมไม่สามารถส่งเสริมได้ถึงที่สุด ความเร็วในท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาแม้ส่งให้ทุกกระบวนท่ามีเปรียบฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อยแต่พลังลมปราณของมันกลับสามัญจนเกินไป หนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือส่งเข้าใส่ร่างของอู่ถงทว่าพลังสะท้อนของลมปราณที่มีพลังปาฏิหาริย์อย่างไรก็เหนือกว่า หนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือนี้จึงทำร้ายศัตรูพร้อมกับได้รับอาการบาดเจ็บคืนกลับแทบจะพร้อมเพรียงส่งให้สภาวะการลงมือต่อเนื่องของฮุ่ยจวินชะงักไป

             

            อู่ถงจึงสะบัดเชือกในมือออก

            “มดอย่างไรก็ยังเป็นมดอยู่วันยังค่ำ"

            เชือกเส้นยาวคล้ายกับอสรพิษร้ายที่พันเกี่ยวมันนำพาพลังปาฏิหาริย์ฉวัดเฉวียนตัดผ่านห้วงบรรยากาศ นำพาพลังยุทธ์อันครืนครั่นหวังสะบั้นชีพของฮุ่ยจวินเชือกยังมาไม่ถึง แต่พลังกดดันที่กำจายจากตัวเชือกส่งให้ฮุ่ยจวินต้องแทบทรุดลงไปนั่งยังผืนปฐพี

            “อย่าได้ผยองต่อหน้าอินทรีย์!”

             

            ตูมมม

             

            พลังยุทธ์ของผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์นั้นรุนแรงยากต่อต้านพลังการโจมตีทางกายภาพกอปรรวมไปกับพลังปาฏิหาริย์ทำให้ลมปราณสามัญที่มิได้ลึกล้ำอันใดต้องถูกปัดเป่าในพริบตาฮุ่ยจวินมิอาจยืนหยัดต่อต้านโดยตรง มันจึงทะยานกายหลบหลีกเส้นเชือกที่มิต่างจากอสรพิษคลั่งพ้นจากเชือกก็ยังมีดาบ บรรยากาศที่มันพึ่งหลบไปคล้ายกับถูกตัดเฉือนเป็นสองซีก ช่องว่างของอากาศคล้ายกับของมีคมที่แผ่พุ่งมาฮุ่ยจวินรับรู้โดยสัญชาตญาณจึงเอนกายลู่กลับหลัง และพริบตานั้นดาบปลายโค้งก็เฉียดผ่านหน้าผากของมันไปอย่างพอดิบพอดี

             

            อู่ถงถึงกับหรี่ตาและยอมรับในปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่ออันตรายของมดปลวกตัวนี้ทว่ามันเองเมื่อลงมือพลาดถึงสองครา ก็ยังมิปล่อยเวลาให้ว่างเว้น แม้ดาบที่ฟันพลาดไปจะเคลื่อนมิสุดทางข้อมือของมันก็ได้พลิกหมุนจนดูราวกับกระดูกที่กำลังผิดรูป ดาบปลายโค้งจึงพลิกคมคืนกลับส่งกระแสพลังยุทธ์ดั่งจันทร์เสี้ยวผ่าร่างของฮุ่ยจวินทันที!

             

            เห็นความตายย่างกรายถึงตรงหน้าบุรุษหนุ่มบุรุษชราจางจวิ้นก็รีบฝืนถ่ายทอดเสียงออกมาอย่างแหบพร่า

            “กำหนดลมหายใจที่จุดตันเถียนโคจรพลังลมปราณย้อนกลับสามรอบ ถ่ายทอดไปที่จุดชีพจรหัวใจ ปอด และปลายนิ้ว”

             

            ไม่คิดมากความฮุ่ยจวินทำตามคำชี้แนะของจางจวิ้นทันที พอมันเริ่มโคจรวิถีลมปราณในกายอย่างเร่งด่วนพลังลมปราณก็ไหลเวียนอย่างกลับตาลปัตร การหมุนเวียนแลโคจรของลมปราณนี้คล้ายฝืนธรรมชาติกระตุ้นการทำงานของปอดและหัวใจอย่างผิดปกติ ปลายมือก็ชาด้านราวกับมือข้างนั้นอัดแน่นด้วยกระแสลมที่คลุ้มคลั่ง

             

            เมื่อกระแสพลังแห่งคมดาบปลายโค้งบรรลุถึงมันก็ปลดปล่อยหมัดที่กำลังครุคลั่งราวกับพายุอัดแน่นไปพร้อมกับกระบวนท่าหมัดทะลวงนภาปรากฏว่าอานุภาพพลังลมปราณของฮุ่ยจวินกลับรุนแรงกว่าเดิมอย่างผิดหูผิดตา แม้มิอาจทำลายพลังปาฏิหาริย์จากคมดาบปลายโค้งแต่มันก็สามารถเบี่ยงวิถีของดาบให้พ้นจากกายตนได้อย่างหวุดหวิด

             

            ตูมมม

             

            ฮุ่ยจวินเบิกตาโพลงอย่างมิอาจเข้าใจมันสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งของพลังลมปราณในกาย แต่ทว่าความขัดแย้งนี้กลับให้พลังที่ลึกล้ำเหนือประมาณทั้งยังเป็นความลึกล้ำที่ไม่สมบูรณ์แบบ นับเป็นวิถีการโคจรลมปราณแบบพิสดารที่ยากจะเข้าใจยิ่งนัก

             

            หลังจากถ่ายทอดไปประโยคแรกจางจวิ้นก็ยังคงกล่าวถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง

            “กลั้นหายใจสามช่วงปล่อยลมหายใจหนึ่งช่วง แล้วโคจรลมปราณที่จุดตันเถียนย้อนคืนกลับมา โคจรไปยังจุดชีพจรปลายนิ้วปอด และหัวใจ"

             

            ครานี้เป็นการโคจรย้อนทวนคืนกลับจากการย้อนทวนในคราแรกจุดชีพจรสำคัญที่โคจรออกไปก็แปรเปลี่ยนคืนกลับ แต่จุดชีพจรสำคัญยังคงเน้นที่หัวใจ ปอดและปลายนิ้วเช่นเดิม

             

            ยิ่งโคจรลมปราณภายในกายตามที่จางจวิ้นชี้แนะความฉับไว ความแกร่งกร้าว และความลึกล้ำในกระบวนเคล็ดวิชาท่องไพศาลก็ยิ่งร้ายกาจ จากที่มิอาจสร้างผลกระทบแลตอบโต้อู่ถงหลังๆ การต่อสู้ของอู่ถงก็เริ่มที่จะตึงมือขึ้น หัวคิ้วของบุรุษฉกรรจ์จึงเริ่มที่จะขมวดแน่นและพยายามเร่งรีบที่จะสังหารหนึ่งบุรุษชราหนึ่งบุรุษหนุ่มให้ตกตายอย่างไม่ชักช้า

             

            ด้านฮุ่ยจวินก็รับมือไปพลางและฟังคำชี้แนะของจางจวิ้นไปพลางมีบางครั้งก็เข้าใจ บางครั้งก็ติดขัด ช่วงเวลาคับขันก็แก้ไขบางสิ่งออกไปอย่างกระทันหันแลเฉพาะหน้าชายหนุ่มมันจึงรู้ตัวว่าตนคงไม่เข้าใจในวิถีลมปราณอันลึกล้ำอย่างลึกซึ้ง ทว่าสิ่งที่มันแสดงออกมากลับทำให้จางจวิ้นต้องตื่นตระหนกและนึกชื่นชมขนาดอยู่ในภาวะที่กดดันเป็นตาย แต่ชายหนุ่มกลับจดจำ ทำตาม ทั้งยังสอดแทรกวิธีที่แตกต่างเข้าไปจนเคล็ดพลังลมปราณที่มันถ่ายทอดแทบจะสมบูรณ์แบบ

             

            “สุดท้ายผ่อนลมหายใจแลปลดปล่อยพลังลมปราณไปยังทุกจุดชีพจรทั่วร่าง"

             

            สิ่งที่จางจวิ้นถ่ายทอดทั้งมากมายแลซับซ้อนแต่ฮุ่ยจวินก็จดจำและทำตามได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งชายหนุ่มได้โคจรวิถีลมปราณไปพลางต่อสู้ไปพลางความเข้าใจแลเข้าถึงก็ดูจะเด่นชัดเพิ่มพูนอย่างทันตา!

             

            “ลูกบุญธรรมข้าเจ้าเป็นคนที่สองที่เข้าใจในเคล็ดลมปราณอันซับซ้อนภายใต้การถ่ายทอดครั้งเดียว"

             

            ฮุ่ยจวินหมุนเท้าเตะเข้าใส่ใบดาบปลายโค้งของอู่ถงหยิบยืมเป็นสภาวะทิ้งตัวออกห่าง

            “แล้วคนแรกเล่าเป็นใคร"

             

            เมื่อได้ยินคำถามจางจวิ้นก็พลันปรากฏใบหน้าที่สลดลง

            “บุตรชายแท้ๆของข้าเอง"

             

            ได้ฟังน้ำเสียงอันสั่นเครือและเจือไปด้วยความเจ็บปวดใจของบุรุษชราชายหนุ่มก็พอจะคาดเดาถึงโชคชะตาของผู้ที่ถูกกล่าวถึง จึงรู้สึกว่าตนได้ถามคำถามผิดไป

             

            ส่วนอู่ถงเมื่อเห็นฮุ่ยจวินที่ยังสู้กับตนอยู่กลับแบ่งสมาธิไปสนใจสิ่งอื่นทำราวกับว่าตนมิได้อยู่ในสายตาของมัน บุรุษฉกรรจ์ก็บังเกิดโทสะเพียงมดปลวกที่ก้าวกระโดดขึ้นเหนือมดปลวกทั่วไปตัวหนึ่ง กลับกล้าแสดงความหยิ่งผยองไม่เกรงกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าของอินทรีย์อย่างตนได้เช่นนั้นเพลงดาบที่ใช้ออกจึงไม่เก็บงำอีกต่อไป มันปลดปล่อยกายาราชันย์ยุทธ์จนร่างแดงก่ำควันสีขาวพวยพุ่ง บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยน คมดาบปลายโค้งแสดงพลังอันกดข่มจนร่างของฮุ่ยจวินรู้สึกหนักอึ้งขาสองข้างแทบมิขยับ ยิ่งดาบปลายโค้งถูกยกตั้งเหนือศีรษะ พลังอันแดงก่ำที่ปลดปล่อยออกยิ่งน่าครั่นคร้ามหวาดหวั่น

             

            “จงรับพลังโทสะจากข้าเพลงดาบตัดตะวัน!”

             

            เสียงคำรามดังก้องสะท้อนไปตามหน้าผาขาดตามด้วยคมดาบที่ฟาดฟันไปยังเบื้องหน้านำพาพลังอันแดงก่ำคมกริบตัดขวางเข้าหาฮุ่ยจวินพลังปาฏิหาริย์นี้ต่อให้เร็วขนาดไหนก็มิอาจหลบรอด ฮุ่ยจวินเองก็รู้ตัวดีว่าต่อให้เป็นท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาผสานกับลมปราณวิถีใหม่ที่มันพึ่งได้รับถ่ายทอดก็ยากจะหลบพ้นครั้นจะให้ปลดปล่อยพลังต้านรับโดยตรง ลมปราณวิถีใหม่ที่พึ่งทำความเข้าใจและยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงสุดก็ยากจะสำแดงอานุภาพสูงสุดออกมาต้านรับได้

             

            แต่หากไม่สู้มันก็จักต้องตกตายไปพร้อมกับบุรุษชราที่นี่เช่นนั้นมันจึงต้องกัดฟันที่จะเสี่ยง พลังลมปราณวิถีใหม่ที่มันพึ่งทำการฝึกได้ถูกเร่งเร้าอย่างเต็มที่เคล็ดวิชาท่องไพศาล กระบวนท่าที่หก ปฐพีพลิกกลับ ถูกปลดปล่อย เสียงสนั่นของหนึ่งพลังปาฏิหาริย์กับหนึ่งพลังสามัญปะทะหักล้างเป็นพลังสามัญที่แตกดับชั่วพริบตา และเป็นพลังปาฏิหาริย์ที่ถูกพลังสามัญลดทอนอานุภาพกึ่งหนึ่งได้แผ่พุ่งเข้าใส่ร่างของฮุ่ยจวินอย่างรวดเร็ว!

             

            ประกายแสงสีแดงก่ำแลคมกริบตัดเฉือนแผ่นอกของฮุ่ยจวินจนโลหิตเริ่มไหลซึมฮุ่ยจวินแม้เร่งเร้าพลังลมปราณหวังผลักดัน แต่พลังลมปราณที่ยังไม่เข้าถึงขั้นสูงสุดก็ยากจะทำลายพลังคมดาบของราชันย์ยุทธ์ได้ทำให้จางจวิ้นต้องฝืนร่างกายปลดปล่อยพลังญาณอย่างกระทันหันหวังช่วยบุรุษหนุ่ม ทว่ามันเพียงฝืนเร่งเร้าพลังญาณอาการบาดเจ็บก็กำเริบอย่างร้ายแรง คนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ มิอาจขัดขวางคมดาบอันแดงก่ำตัดผ่าเข้าใส่ร่างของฮุ่ยจวินได้!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน