บรรยากาศของหมู่บ้านยิ่งมืดสลัวลงเท่าไหร่เสียงสาปแช่งที่ลอยมาตามลมก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้นระหว่างทางที่ผมมุ่งหน้าไปโรงสี ผมได้ยินชื่อของ ‘คาเลน’ หลุดออกมาจากปากชาวบ้านแทบทุกกลุ่มที่เดินผ่านพวกเขากำลังรุมทึ้งชายหนุ่มคนนอกผู้นั้นด้วยคำพูดราวกับเขาเป็ต้นตอของความอัปมงคลทั้งปวงที่เกิดขึ้นในรอบสิบปี
ผมละนึกขำในโชคชะตาของเขาจริงๆการตกเป็แพะรับบาปในหมู่บ้านที่คลั่งความเชื่อแบบนี้ มันแย่ยิ่งกว่าการโดนศาลจอมเวทตัดสินโทษปะาเสียอีกเพราะอย่างน้อยที่นั่นคุณยังได้พูดแก้ตัว แต่ที่นี่...ความจริงของคุณจะถูกกลืนหายไปในลำคอั้แ่ยังไม่ได้อ้าปากด้วยซ้ำ
“เกี๊ยะ! นายท่านไอ้หนุ่มนั่นมันซวยของจริงเลยนะ!”เกียร์ที่เพิ่งบินไปโฉบสำรวจพิกัดโรงสีร่อนลงมาเกาะที่บ่าผมพลางกระซิบ“ชาวบ้านพวกนั้นทำหน้าเหมือนจะเอาเ้าคาเลนไปทำหมูหันยัดไส้เลยล่ะ!”
“มันเป็ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนน่ะเกียร์”ผมจัดหมวกให้เข้าที่พลางก้าวเท้าผ่านม่านหมอกที่เริ่มชื้นแฉะขึ้นเรื่อยๆ“ไม่ว่าจะเป็โลกเดิมที่เราจากมา หรือโลกนี้ การโยนบาปให้คนอื่นในสิ่งที่เราหาคำตอบไม่ได้...มันทำได้ง่ายและสบายใจกว่าการยอมรับว่าตัวเองกำลังถูกหลอกเสมอ”
ผมเดินตามการนำทางของเกียร์จนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าโรงสีขนาดใหญ่ของเอลดาเสียงเครื่องจักรบดแป้งดังกระหึ่มฝ่าความเงียบของหมู่บ้านออกมาอย่างต่อเนื่องกลิ่นแป้งสาลีและกลิ่นไหม้อ่อนๆ จากเตาอบโชยมาปะทะจมูก
ผมผลักประตูบานั์เข้าไปภายในโรงสีเสียงเครื่องจักรบดแป้งดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าสั่นะเืฝุ่นแป้งสีขาวลอยฟุ้งอยู่ในอากาศราวกับหมอกจำลอง แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างเผยให้เห็นคนงานจำนวนมากที่กำลังแบกกระสอบแป้งและควบคุมเครื่องจักร
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวบ้านถึงเกรงใจและเชื่อฟังผู้หญิงคนนี้...ในหมู่บ้านที่โดดเดี่ยวกลางหุบเขาคนที่กุมปากท้องและเป็คนจ่ายเงินเดือนให้คนเกือบครึ่งหมู่บ้าน ย่อมมีสถานะไม่ต่างจากกษัตริย์ย่อมๆคำพูดของเธอจึงกลายเป็ความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
ผมมองเห็นเอลดานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาจดบันทึกรายการลงในสมุดบัญชีด้วยท่าทางเคร่งเครียดผมจึงก้าวเข้าไปทักทายและเริ่มเปิดประเด็นเื่คำสาปที่เธอพยายามป่าวประกาศแต่ทันทีที่เห็นหน้าผมเธอกลับปิดสมุดฉับแล้วลุกขึ้นยืนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงและไม่เชื่อในคำสาปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแก!” เธอตวาดเสียงแข็ง“ออกไปจากโรงสีของฉันได้แล้ว อย่าเอาสิ่งอัปมงคลมาติดที่นี่!”
ผมไม่ได้สะทกสะท้านกับท่าทีขับไล่ไสส่งนั้นแต่ก่อนจะก้าวออกจากประตู ผมหยุดชะงักแล้วทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “คุณเอลดา...คุณเคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับหัวขโมยในเงามืด ที่เป็โจรขโมยของเล่นเด็กที่จะทิ้งขนมปังไว้ให้เป็การแลกเปลี่ยนบ้างไหมครับ?”
เอลดาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม “ไอ้ตำนานบ้าๆนั่นมันไม่มีอยู่จริงหรอก! เลิกเอาเื่เพ้อเจ้อมาถามฉันได้แล้ว ออกไป!”
เธอดูเหมือนจะไม่รู้เื่ตำนานขนมปังแลกของเล่นจริงๆอย่างที่พูด แววตาของเธอนิ่งสนิทไร้ร่องรอยของการปกปิดในเื่นี้ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาจากโรงสีทอดน่องฝ่าหมอกออกมา
ประหลาดดีนะ...คนที่ป่าวประกาศเื่คำสาปผีสางอย่างเป็บ้าเป็หลังกลับมองว่าเื่เล่าขโมยของเล่นเป็เื่เพ้อเจ้อ
ขณะที่ผมกำลังจะพ้นเขตโรงสีหูของผมที่ผ่านการฝึกฝนมานานก็ได้ยินเสียงคนงานสองคนซุบซิบกันแว่วมาตามลม“เดี๋ยวเ้านายก็จะออกไปข้างนอกแล้ว เห็นว่าจะไปตกลงเื่ ส่วนแบ่งอะไรสักอย่างนี่แหละ...”
“ส่วนแบ่งงั้นเหรอ”ผมพึมพำกับตัวเอง สายตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด“สาเหตุที่ไม่ยอมคุยกับผม คงเพราะมีนัดสำคัญที่ไม่อยากให้คนนอกรู้สินะ”
“เกี๊ยะ!นายท่าน ยายป้านั่นดูรีบร้อนชะมัด” เกียร์ร่อนลงมาเกาะไหล่“เราจะแอบตามเธอไปดูเื่ส่วนแบ่งนั่นไหม”
“ยังก่อนเกียร์...”ผมส่ายหน้า “ถ้าเธอนัดคุยเื่สำคัญ เธอต้องระวังตัวแจแน่ เป้าหมายต่อไปของเราตอนนี้คือเด็กที่ชื่อดารา ความไร้เดียงสาของเด็กอาจจะช่วยเราได้
ผมเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้านภาพที่เห็นคือเด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มเล่นกันท่ามกลางไอหมอกที่ชื้นแฉะช่างเป็ภาพที่น่าเวทนาเหลือเกินที่คนรุ่นเยาว์ของที่นี่ต้องเติบโตขึ้นมาในบรรยากาศที่อึมครึมและไร้ซึ่งแสงแดดเช่นนี้ความร่าเริงของพวกเขาดูจะถูกหมอกหนากลืนกินไปจนเหลือเพียงความหม่นหมอง
ผมเหลือบไปเห็นดารากำลังนั่งเล่นอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกสามคนจึงก้าวเข้าไปหาด้วยท่าทีที่ดูเป็มิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อถามย้ำถึงเื่‘เงา’ ที่เธอกล่าวถึง
“ดารา...ช่วยบอกฉันอีกครั้งได้ไหม เงานั้นน่ะ หนูกล้าสาบานไหมว่าเห็นจริงๆ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว“หนูเห็นเงาคนจริงๆ ค่ะมันปีนขึ้นไปบนหอระฆังก่อนที่เสียงระฆังจะดังเพี้ยนจนน่ากลัวแบบนั้น...”
“หนูเห็นชัดแค่ไหนพอจะบอกได้ไหมว่าเขาสูงแค่ไหน หรือใส่ชุดสีอะไร”
“มันไม่ชัดเลยค่ะ...”ดาราตอบเสียงแ่ “หมอกมันหนามากหนูเห็นแค่เป็เงารูปร่างเหมือนคนเคลื่อนไหวอยู่บนนั้น”
ถึงจะไม่ชัดแต่มันก็ยืนยันได้ว่ามี มนุษย์ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระฆังในคืนเกิดเหตุจริงๆผีที่ไหนจะขยันปีนหอระฆังในจังหวะเดียวกับที่มีคนตายพอดิบพอดีแบบนั้นล่ะ
ผมจึงลองเลี่ยงไปถามเื่ตำนานที่ค้างคาใจ“แล้วพวกหนูเคยได้ยินเื่เล่าที่ว่ามีโจรมาขโมยของเล่นแล้วทิ้งขนมปังไว้แทนบ้างไหม”
เด็กๆทั้งกลุ่มหันมามองหน้ากันทันที “เคยได้ยินค่ะ!” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งโพล่งขึ้น“พ่อบอกว่าตอนพ่อยยังเด็ก ของเล่นของพ่อก็เคยหายไปเหมือนกันแล้วพอก็ตื่นมาเจอขนมปังก้อนเบ้อเริ่มวางอยู่!”
“ไม่จริงหรอก!”เด็กอีกคนเถียงขึ้นมาทันควัน “แม่หนูบอกว่านั่นมันเื่หลอกเด็กพวกผู้ใหญ่แค่แกล้งขโมยไปซ่อนมากกว่า แล้วอีกอย่าง... เื่นี้มันก็หายไปตั้งนานแล้วนะั้แ่ก่อนหนูเกิดอีกมั้ง”
เด็กๆเริ่มถกเถียงกันเื่ตำนานที่เลือนลางไปตามกาลเวลา บางคนเชื่อ บางคนสบประมาทแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ‘ตำนานนี้อาจเคยมีอยู่จริง’และมันหายไปใน่เวลาที่ความเชื่อเื่คำสาปของหอระฆังเข้ามาแทนที่
ผมกล่าวขอบคุณและปล่อยให้พวกเด็กๆกลับไปเล่นกันต่อ ท่ามกลางเสียงถกเถียงที่ยังดังแว่วมา
“เกี๊ยะ!นายท่าน... ตำนานที่หายไปนานขนาดนั้น มันจะเกี่ยวกับคดีคนตายที่มีโคลนบนตัวได้ยังไงกัน”เกียร์ถามด้วยความสงสัยขณะบินร่อนลงมาเกาะไหล่
“จะเกี่ยวหรือไม่ตอนนี้ฉันยังไม่แน่ใจหรอกเกียร์” ผมตอบพลางปรับทิศทางเดินมุ่งหน้าไปสู่จุดที่ใหม่“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง... ทุกตำนานย่อมมีเหตุผลที่มันถูกสร้างขึ้นและบางทีตำนานหลายๆ อย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน ก็อาจจะถูกร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายสีแดงเส้นเดียวกันก็ได้”
ผมเดินย้อนกลับมาทางใจกลางหมู่บ้านอีกครั้งม่านหมอกที่เคยดูเงียบสงบเริ่มถูกเติมเต็มด้วยเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านที่มารวมตัวกันมากขึ้นบรรยากาศเริ่มขุ่นมัวด้วยความหวาดระแวง และที่นั่น... ตรงหน้าอาคารไม้หลังเก่าที่เฮย์สใช้เป็จุดบัญชาการชั่วคราวผมก็ได้พบกับเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องคุยด้วยในวันนี้
ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งไม้โดยมีสารวัตรเฮย์สยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง เขาคือ คาเลนชายหนุ่มคนนอกที่ถูกตราหน้าว่าเป็ผู้นำคำสาปกลับมาสู่หมู่บ้านนี้
ผมมองดูสภาพของคาเลนที่นั่งตัวสั่นจนแทบจะควบคุมไม่ได้ชายหนุ่มคนนี้ดูฉลาดพอที่จะรู้ตัวว่าหากไม่มีสารวัตรจากลอนดอนคอยเป็เกราะป้องกันให้ในตอนนี้เขาคงถูกชาวบ้านที่กำลังคลุ้มคลั่งลากไปลงทัณฑ์กลางลานหมู่บ้านั้แ่ตะวันยังไม่ตกดินไปแล้ว
ดูจากสายตาอาฆาตของฝูงชนที่จ้องมองมาเป็ระยะต่อให้เขาไม่ได้ทำผิดจริงแต่ความโกรธแค้นที่หาทางลงไม่ได้ของพวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนคนต่างถิ่นอย่างเขาให้กลายเป็‘เครื่องสังเวย’ เพื่อปลอบประโลมคำสาปได้ทุกเมื่อ...นับว่าเป็การเอาตัวรอดที่ชาญฉลาดไม่เบา ที่เลือกเกาะขากฎหมายเอาไว้แน่นขนาดนี้
ถ้าเขาเป็คนต่างถิ่นที่ชอบขุดคุ้ย เหมือนกับเหยื่อรายก่อนๆ ตามที่ผมสันนิษฐานไว้เขาอาจจะเป็คนเดียวที่ถือกุญแจสำคัญของความลับที่ถูกฝังไว้ในคดีนี้ก็ได้
ผมก้าวฝ่าวงล้อมความอึดอัดเข้าไปหยุดตรงหน้าเขาทิ้งเงาทาบทับร่างที่สั่นเทานั้นก่อนจะยิงคำถามตรงๆ แบบไม่ให้ตั้งตัว
“คุณเป็ใครกันแน่ และจุดประสงค์จริงๆ ที่คุณมาไกลถึงหมู่บ้านที่ถูกลืมแห่งนี้คืออะไรกันแน่คาเลน?”
“ผม...ผมเป็นักข่าวครับ แค่มาพักร้อนที่นี่เท่านั้นจริงๆ!”คาเลนละล่ำละลักตอบพลางหลบสายตา
ผมหรี่ตาลงมองกระเป๋าที่วางอยู่ข้างๆซึ่งมีขอบของกล้องถ่ายรูปและสมุดจดบันทึกเล่มหนาโผล่ออกมา “พักร้อนงั้นเหรอ แต่เท่าที่ผมเห็นคุณดูจะเตรียมอุปกรณ์ ทำข่าว มาพร้อมรบยิ่งกว่ามาพักผ่อนเสียอีกนะคุณคาเลน”
คาเลนชะงักกึกทันทีใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นพลางพึมพำอะไรบางอย่างที่ไม่เป็ภาษาอยู่ในลำคอท่าทางอึกอักนั่นยืนยันชัดเจนว่าเขามีวาระซ่อนเร้น
“แล้วอะไรที่ดึงดูดใจให้นักข่าวอย่างคุณเลือกมาพักร้อน ในหมู่บ้านที่มีแต่หมอกจนมองไม่เห็นตะวันแบบนี้ล่ะ”ผมกดดันต่อด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เย็นเยียบ “อย่าบอกนะว่าคุณชอบดูหมอกหรือชอบฟังเสียงระฆังเพี้ยนๆ นั่น และที่สำคัญ...ชาวบ้านบอกว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้เดือนหนึ่งแล้ว การพักร้อนของคุณมันดูจะยาวนานและขยันเดินสำรวจ ผิดปกติไปหน่อยนะครับ”
“เกี๊ยะ!นายท่านดูสิ ที่รองเท้าของเขามีรอยขูดขีดเต็มไปหมดเลย” เกียร์บินลงมาเกาะใกล้ๆเท้าของคาเลนพลางยกปีกชี้ให้ดู “รอยแบบนี้มันไม่ได้มาจากการเดินเล่นชมหมอกแน่ๆแต่มันมาจากการปีนป่ายหรือมุดเข้าไปในที่แคบๆ ต่างหาก”
ผมมองตามที่เกียร์บอกแล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ชายแขนเสื้อของเขาที่ดูเหมือนมีรอยฉีกขาดใหม่ๆ
คาเลนก้มหน้าลงพลางถอนหายใจยาวอย่างคนหมดทางเลือกไม่นานนักเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยแววตาของคนที่เดิมพันทุกอย่างไว้กับข่าวนี้“ก็ได้... ที่จริงผมเป็นักข่าวตกอับครับผมกำลังมองหาข่าวเด็ดที่จะช่วยกู้ชื่อเสียงและทำให้ผมกลับไปยืนในวงการได้อีกครั้ง”
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็กระซิบ“ตอนที่ผมยังทำงานอยู่ในสำนักงาน ผมไปรื้อเจอเอกสารคดีเก่าที่ปิดไม่ลงเป็คดีปล้นทองครั้งใหญ่ที่ ธนาคารรอแยลเอ็กซ์เชนจ์ เมื่อสิบปีก่อนในเอกสารระบุว่าไม่มีใครเห็นหน้าคนร้าย แต่รู้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดสามคนหลบหนีไปพร้อมกับทองคำจำนวนมหาศาลผมสืบจากเบาะแสเก่าๆ จนสรุปได้ว่ามีสี่แห่งที่พวกมันน่าจะใช้เป็ที่กบดาน...และหมู่บ้านนี้คือที่สุดท้ายในรายชื่อของผม”
ช่างเป็เื่บังเอิญที่พอเหมาะพอเจาะจนน่าสะอิดสะเอียนจริงๆทองหายไปเมื่อสิบปีก่อนพร้อมโจรสามคน...แล้วในหมู่บ้านนี้ก็มีศพคนต่างถิ่นที่มาขุดหา ‘อะไรบางอย่าง’ตายไปแล้วสามศพพอดิบพอดี นี่มันไม่ใช่คำสาปแล้วแต่มันคือการเก็บกวาดพยานหรือผู้บุกรุกที่พยายามจะมาแบ่งเค้กทองคำต่างหาก
“แล้วคุณได้สืบเื่ศพที่ตายเมื่อสิบปีก่อน กับแปดปีที่แล้วบ้างหรือยัง”ผมถามหยั่งเชิง
คาเลนส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว“เปล่าเลย ผมไม่รู้เื่ศพพวกนั้นมาก่อนผมเพิ่งจะรู้ตอนที่เกิดเื่เมื่อเช้านี้เองั้แ่มาที่นี่ผมเอาแต่ถามชาวบ้านเื่โจรขโมยทองแต่พวกเขากลับทำหน้าซื่อไม่รู้เื่โจรอะไรเลยสักนิด”
ผมยิ้มเยาะในใจพลางปรายตามองเกียร์ที่ทำท่าทางเลียนแบบคนถอนหายใจ
สมแล้วที่เป็นักข่าวตกอับจริงๆแทนที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ประหลาดรอบตัวเข้ากับเป้าหมายกลับมุ่งแต่จะถามหาทองตรงๆ จนไก่ตื่นกันไปทั้งหมู่บ้านถ้าโจรสามคนนั้นกบดานอยู่ที่นี่จริง การที่คุณเดินไปถามหาทองคำก็ไม่ต่างจากการเดินไปเคาะประตูบ้านยมทูตแล้วถามว่าว่างฆ่าผมไหม เลยสักนิด
“แล้วพ่อค้าที่เพิ่งกลายเป็ศพเมื่อเช้านี้ล่ะ คุณพอจะรู้จักเขาไหม?”
“รู้จักครับ!” คาเลนพยักหน้า“เขาเป็พ่อค้าจากเมืองอื่นที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยมากแต่ที่น่าสนใจคือประวัติของเขา... จากข้อมูลที่ผมรู้มาเขาเพิ่งจะเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวและมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็เมื่อประมาณสิบปีก่อนนี้เอง”
พ่อค้าที่จู่ๆก็รวยขึ้นมาเมื่อสิบปีก่อน... แล้วก็ดั้นด้นมาที่หมู่บ้านนี้เพื่อมาตายเนี่ยนะ?หรือว่าเขาจะเป็หนึ่งในโจรสามคนที่หนีมาได้แล้ววันนี้เขากลับมาเพื่อเอา ส่วนแบ่งที่เหลือจากเพื่อนร่วมสาบานที่กบดานอยู่ที่นี่กันแน่
“เกี๊ยะ! นายท่าน ทองคำ โจรสามคนและคนรวยเมื่อสิบปีก่อน!” เกียร์ะโอย่างตื่นเต้น
“ข้อมูลเริ่มจะเข้ารูปเข้ารอยแล้วล่ะครับสารวัตร”ผมหันไปหาเฮย์สที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ“สารวัตรพอจะจำรายละเอียดคดีปล้นทองครั้งใหญ่ที่ธนาคารรอแยลเอ็กซ์เชนจ์เมื่อสิบปีก่อนได้บ้างไหมครับ”
เฮย์สขมวดคิ้วพลางเคาะนิ้วบนซองปืนข้างเอวอย่างใช้ความคิด“คดีนั่นน่ะเหรอ... พอจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างสมัยที่ยังเป็นักเรียนเตรียมตำรวจมันเป็คดีอื้อฉาวที่ปิดไมลงเพราะทองคำปริมาณมหาศาลระเหยหายไปในอากาศพร้อมโจรสามคนแต่รายละเอียดลึกๆ ฉันจำไม่ได้หรอกเดี๋ยวจะให้ลูกน้องรีบเช็กข้อมูลจากศูนย์บันทึกกลางให้ด่วนที่สุด”
เฮย์สหันไปสั่งการเ้าหน้าที่นายหนึ่งด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงก่อนที่ผมจะหันกลับไปหาคาเลนเพื่อรีดข้อมูลชิ้นสุดท้ายที่จำเป็ “คุณนักข่าว...พ่อค้าที่เพิ่งกลายเป็ศพเมื่อเช้านี้เขามีชื่อว่าอะไร และทำธุรกิจประเภทไหนกันแน่”
คาเลนรีบหยิบสมุดบันทึกที่ยับย่นของเขาขึ้นมาเปิด“เขาชื่อ วิกเตอร์ กราฟ ครับ เป็เ้าของบริษัท ‘กราฟ แอนด์ โค’ (Graf& Co. Trading) ธุรกิจหลักของเขาคือการค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่แต่ข้อมูลวงในที่ผมสืบมาได้คือเื้ัเขามีชื่อเสียงมากเื่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และการกว้านซื้อที่ดินราคาถูกครับ”
วิกเตอร์กราฟ พ่อค้าที่เชี่ยวชาญเื่การซื้อที่ดินและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ช่างเป็อาชีพที่เหมาะมากสำหรับการฟอกเงินหรือซุกซ่อนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบและการที่คนระดับเขาต้องถ่อมาถึงหมู่บ้านห่างไกลนี้เพื่อมา ‘ขุด’ จนตายมันยืนยันว่าสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดินที่นี่มีมูลค่ามากกว่าผลกำไรจากการค้าของเขาทั้งชีวิตเสียอีก
“ขอบคุณมากคุณคาเลนอยู่ในที่พักนี้ไปก่อนล่ะ ถ้าไม่อยากกลายเป็ศพที่สี่ของหมู่บ้านนี้”ผมเอ่ยเตือนทิ้งท้ายก่อนจะพยักหน้าให้เฮย์ส
ผมก้าวเดินออกมาสายตาจ้องมองผ่านม่านหมอกที่เริ่มโรยตัวลงมาอีกครั้งเสียงเกียร์ขยับเฟืองปีกดังแว่วอยู่ข้างหู
“เกี๊ยะ!นายท่าน... พ่อค้าที่รวยจากการซื้อที่ดิน กับหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยโคลนเนี่ยนะ?มันฟังดูขัดกันพิกลนะ”
“ไม่ขัดหรอกเกียร์...”ผมพึมพำ “ถ้าวิกเตอร์ กราฟ คือหนึ่งในโจรสามคน เขาก็คือฝ่าย ‘ฟอกเงิน’และคนส่งข่าว ส่วนอีกสองคนที่กบดานอยู่ที่นี่ พวกเขาคงดูแล ‘ของกลาง’ที่รอวันแบ่งสันปันส่วนกันอยู่ และคนเดียวที่จะรู้ว่าสิบปีก่อนใครมีใครบ้างที่ย้ายเข้าก็คือคนที่เฝ้าดูหมู่บ้านนี้มานานที่สุด”
ผมเดินทางมาถึงบ้านผู้เฒ่าอีเรนอีกครั้งในยามที่แสงสุดท้ายของวันกำลังจะถูกม่านหมอกกลืนกิน
ถ้าเป็ที่โลกเดิมแค่ร่ายมนตราสื่อสารระดับสูงก็คงคุยกันแบบเห็นหน้าได้จากระยะไกลไปแล้วไม่ต้องมาเดินลุยหมอกที่เย็นจนเข้ากระดูกแบบนี้หรอก
ผู้เฒ่าอีเรนยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมแต่ทันทีที่เห็นผม เขาก็วางหนังสือพิมพ์ลงแล้วถามด้วยรอยยิ้มที่เดาใจยาก“คราวนี้มีคำถามอะไรมาฝากคนแก่อีกรึท่านที่ปรึกษา”
ผมไม่อ้อมค้อม“คุณอีเรน...คุณพอจะรู้เื่กลุ่มโจรปล้นทองที่หนีมาซ่อนตัวที่นี่เมื่อสิบปีก่อนบ้างไหม?”
เขาหัวเราะเสียงพร่าในลำคอ“หึๆ... คงไปฟังเ้าหนุ่มคาเลนพ่นเื่นิทานโจรมาล่ะสินะ” เขาไม่ตอบทันทีแต่กลับมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนจะพยักหน้าชวนผม “เอาเถอะเข้ามาข้างในก่อนสิ หมอกกลางคืนมันไม่ดีต่อปอดคนแก่และคนต่างถิ่นหรอกกินข้าวเย็นด้วยกันเสียหน่อย แล้วอยากรู้อะไรก็ค่อยถามตอนนั้น”
ภายในบ้านของผู้เฒ่าตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่นมีเครื่องเรือนไม้เก่าที่ขัดจนมันปลาบ พื้นบ้านสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมอ่อนๆของซุปผักโชยมาจากในครัว ขณะที่ผมกำลังก้าวเข้าไป ก็มีเสียงใสๆ ของเด็กสาวดังขึ้น“วันนี้มีแขกมาหรือคะคุณตา”
เด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินออกมาจากครัวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีครีมเธอชื่อ ลินนี่ หลานสาวของผู้เฒ่าที่คอยดูแลเขามาตลอด
เรานั่งลงที่โต๊ะอาหารไม้ตัวยาวหลังจากที่ลินนี่จัดแจงวางจานซุปและขนมปังเรียบร้อย ผู้เฒ่าอีเรนก็เริ่มเปิดปาก“เื่โจรปล้นทองนั่นน่ะ... ฉันไม่แน่ใจหรอกว่าพวกมันเข้ามาที่นี่จริงไหมเพราะเมื่อสิบปีก่อน หมู่บ้านเราวุ่นวายมาก มีคนแปลกหน้าย้ายเข้ามาเพียบ”
เขาหยุดตักซุปเข้าปากครู่หนึ่งก่อนเล่าต่อ“ตอนนั้นมีบริษัทก่อสร้าง เข้ามาประกาศจ้างคนจำนวนมากบอกว่าจะมาขุดคลองสำหรับกักเก็บแหล่งน้ำขนาดใหญ่บนเขาใกล้หมู่บ้านชาวบ้านที่นี่ก็ได้งานกันเกือบหมด รวมทั้งคนงานจากข้างนอกที่แห่กันเข้ามา”
“แล้วโครงการนั้นตอนนี้เป็ยังไงล่ะครับ”ผมถามพลางสังเกตแววตาเขา
“นั่นแหละที่แปลก...”อีเรนวางช้อนลง “พอพวกมันสั่งขุดดินกันจนเป็บ่อเป็แนวคลองเสร็จเรียบร้อย จู่ๆบริษัทก็ประกาศยกเลิกโครงการไปเฉยๆ บอกว่าสภาพดินไม่เอื้ออำนวยไม่มีการสร้างเขื่อนหรือวางท่อต่อน้ำอะไรทั้งนั้นปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจนถึงทุกวันนี้แต่เพราะทุกคนได้รับเงินค่าจ้างตามปกติและเป็เงินที่ค่อนข้างสูงเสียด้วยสิ...ก็เลยไม่มีใครติดใจสงสัยอะไรมาก”
บริษัทบ้าอะไรจะจ้างคนมาขุดดินทิ้งขว้างเล่นๆด้วยเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้น นอกเสียจากว่า การขุดคลอง จะเป็เพียงฉากบังหน้าเพื่อฝัง หรือ ขนย้าย อะไรบางอย่างที่มีมูลค่ามากกว่าค่าแรงคนงานพวกนั้นเป็ร้อยเท่า
“คุณพอจะจำได้ไหมครับว่าบริษัทที่เข้ามาจ้างคนขุดดินตอนนั้นชื่อว่าอะไร” ผมถามย้ำสายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าอีเรนไม่ได้ตอบเป็คำพูดแต่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างมั่นคงเดินไปที่ชั้นวางของเก่าคร่ำคร่าแล้วหยิบสมุดเก็บรูปถ่ายเล่มหนาที่หน้าปกเปื้อนฝุ่นออกมาเขาเปิดหน้าหนึ่งแล้ววางลงตรงหน้าผม มันเป็รูปถ่ายขาวดำที่เริ่มซีดจางในภาพมีอีเรนในวัยฉกรรจ์สวมชุดคนงานขุดดิน ยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่เขียนตัวอักษรชัดเจนว่า ‘กราฟ แอนด์ โค’
ชัดเจนยิ่งกว่ามนตราสะกดจิตเสียอีก...วิกเตอร์ กราฟ พ่อค้าที่เพิ่งกลายเป็ศพเมื่อเช้า คือเ้าของบริษัทที่สั่งขุดโครงการลวงโลกนี่เมื่อสิบปีก่อนเขาไม่ได้เพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก แต่เขาคือ ‘นายจ้าง’ผู้ลงรากฐานความลับทั้งหมดไว้ที่หมู่บ้านนี้ต่างหาก
“ตอนนั้นฉันก็ไปรับจ้างขุดกับเขาด้วยเห็นว่าเงินดีเลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็ที่ระลึกน่ะ” อีเรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
แต่ในขณะที่ผมกำลังจะถามต่อสายตาของผมก็ไปสะดุดเข้ากับรูปถ่ายใบเล็กๆ ที่เสียบอยู่ซอกข้างๆ ของสมุดภาพมันเป็ภาพถ่ายครอบครัวที่ดูอบอุ่นผิดกับบรรยากาศในปัจจุบันในภาพมีผู้หญิงท้องแก่คนหนึ่งยิ้มอย่างอ่อนโยน ข้างๆ เธอมีเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักอายุประมาณ5 ขวบยืนจับมือแม่ไว้
ทว่าคนที่ยืนเคียงข้างผู้หญิงท้องคนนั้น คนที่ควรจะเป็หัวหน้าครอบครัวกลับมีใบหน้าที่ผมจำได้ติดตาแม้ในรูปเขาจะยังดูหนุ่มและไม่มีผ้าพันคอสีขาวของนักบวชแต่โครงหน้าและแววตานั้นคือคนคนเดียวกันอย่างแน่นอน
“นั่นมัน...บาทหลวงมาเร็ค นี่ครับ?” ผมพึมพำออกมาด้วยความใ
ในรูปนั้นมาเร็คไม่ได้อยู่ในชุดบาทหลวง แต่สวมชุดธรรมดาและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังเขายืนโอบไหล่หญิงมีครรภ์คนนั้นไว้อย่างรักใคร่
เื่เริ่มจะโกลาหลกว่าที่คิดแล้ว...ถ้ามาเร็คคือคนในรูป และเขามีครอบครัวอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อนทำไมตอนนี้เขาถึงกลายเป็บาทหลวงผู้เคร่งครัด แล้วผู้หญิงกับเด็กในรูปหายไปไหน หรือนี่คือเหตุผลที่ผู้เฒ่าอีเรนบอกว่า‘สงสาร’ เขา
“คุณอีเรน...”ผมเงยหน้าขึ้นมองผู้เฒ่าที่ตอนนี้แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “บอกผมที...เกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงและเด็กในรูปนี้ เมื่อสิบปีก่อนกันแน่?”