เมื่อคนภายนอกออกจากจวนทั้งหมด สมาชิกตระกูลจึงเริ่มแยกย้าย
แต่สายตาที่มองฉินเฟิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเป็นคุณชายเสเพลผู้ไม่มีใครให้ความสำคัญ
วันนี้กลับเป็นคนที่ค้นพบผู้ทรยศ ช่วยบิดา รอดจากนักฆ่า ต่อสู้ข้ามระดับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับสำนักเมฆาฟ้ากับองค์หญิงสาม
ผู้เยาว์บางคนที่เคยหัวเราะเยาะเขาไม่กล้าสบตา
บางคนกลับมีความเคารพ
และมีเด็กหนุ่มอายุสิบห้าคนหนึ่งยืนลังเลอยู่ไม่ไกล
ฉินเฟิงเดินผ่าน
เด็กคนนั้นรวบรวมความกล้าเรียก
“พี่เฟิง!”
ฉินเฟิงหยุด
จำได้ว่าชื่อ ฉินอวี่
เป็นสายรองของตระกูล
ระดับขั้นรับปราณขั้นสาม
เมื่อก่อนเคยถูกฉินเหว่ยกับพวกใช้งานสารพัด แต่ไม่ได้มีนิสัยเลวร้าย
“มีอะไรหรือ”
ฉินอวี่หน้าแดงเล็กน้อย
“เรื่องเมื่อก่อนที่ข้าเคยหัวเราะตามคนอื่น…”
เขาประสานมือ
“ข้าขออภัย”
ฉินเฟิงมองเด็กหนุ่ม
“เรื่องเล็กน้อย”
ฉินอวี่เงยหน้า
“ท่านไม่โกรธ?”
“ถ้าข้าฆ่าหรือเกลียดทุกคนที่เคยหัวเราะข้า เมืองชิงหลานคงเหลือคนไม่มาก”
ฉินอวี่หัวเราะแห้ง ๆ
จากนั้นสายตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“พี่เฟิง ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนท่าน”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว
“เพราะอะไร”
“ข้าไม่อยากถูกคนอื่นใช้เพียงเพราะข้าเป็นสายรอง”
คำตอบทำให้ฉินเฟิงมองเขานานขึ้นเล็กน้อย
“วิชาที่เจ้าฝึกคืออะไร”
“คัมภีร์ลมหายใจหินผาขอรับ”
“หมุนพลังให้ข้าดูหนึ่งรอบ”
ฉินอวี่ตกใจ
แต่รีบทำตาม
ฉินเฟิงใช้พลังวิญญาณตรวจการไหลเวียน
ไม่นานก็เห็นข้อบกพร่อง
วิชานี้ไม่เลวสำหรับระดับต่ำ แต่เส้นทางบางส่วนวนอ้อมเกินไป ทำให้เสียพลังโดยไม่จำเป็น
เขากล่าว
“ครั้งหน้าตอนพลังผ่านจุดที่สามตรงชายโครง อย่าให้ไหลขึ้นหัวไหล่ทันที ให้ผ่านเส้นด้านหลังหนึ่งรอบก่อน แล้วค่อยกลับลงตันเถียน”
ฉินอวี่ลอง
เพียงหนึ่งรอบ ดวงตาก็เบิกกว้าง
พลังไหลลื่นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
“พี่เฟิง!”
“อย่าเพิ่งดีใจ”
ฉินเฟิงกล่าว
“สิ่งนี้เพียงแก้ทางหมุนพลังหนึ่งจุด หากอยากแข็งแกร่งจริง เจ้าต้องฝึกเอง”
ฉินอวี่พยักหน้ารัว
จากนั้นกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“จากวันนี้ ข้าขอยอมรับพี่เฟิงเป็นลูกพี่!”
ฉินเฟิงชะงัก
“ไม่จำเป็นต้องเรียกเช่นนั้น”
“สำหรับข้าจำเป็น!”
ฉินอวี่กล่าวอย่างจริงจัง
“คนอื่นไม่เคยสอนข้าแม้แต่ประโยคเดียว แต่ท่านเพียงมองก็ช่วยข้าได้”
“ถ้าใครมีเรื่องกับพี่เฟิง วันหน้าก็มีเรื่องกับข้าฉินอวี่ด้วย!”
ฉินเฟิงมองระดับขั้นรับปราณขั้นสามของอีกฝ่าย
“ตอนนี้ถ้าใครมีเรื่องกับข้า เจ้าน่าจะเป็นคนแรกที่ถูกตีจนล้ม”
ฉินอวี่หน้าแข็ง
จากนั้นคนใกล้ ๆ หลุดหัวเราะ
เจ้าตัวกลับกล่าว
“เช่นนั้นข้าจะรีบฝึกให้เก่งขึ้น!”
ฉินเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย
แต่ไม่ได้ปฏิเสธอีก
อย่างน้อยฉินอวี่มีความจริงใจ
ส่วนวันหน้าจะเดินได้ไกลเพียงใด ต้องดูที่ตัวเขาเอง
เมื่อกลับถึงเรือนบิดา ฉินเทียนหยางกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างหน้าต่าง
แสงตะวันยามสายส่องลงบนใบหน้าซึ่งยังอ่อนล้า ทำให้ร่องรอยแห่งความเศร้าดูชัดขึ้น
ฉินเฟิงเดินเข้ามา
“ท่านพ่อ”
ฉินเทียนหยางหัน
“เฟิงเอ๋อร์ มาแล้วหรือ”
“ขอรับ”
ฉินเฟิงนั่งลงฝั่งตรงข้าม
ไม่ได้รีบพูดเรื่องการฝึกหรือการประลอง
ฉินเทียนหยางมองบุตรชายแล้วกล่าว
“พ่ออาจอ่อนแอเกินไป”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
“เหตุใดท่านพ่อกล่าวเช่นนั้นขอรับ”
“ตอนเห็นซวนเฮ่อตาย พ่อยังรู้สึกเจ็บ”
“เป็นเรื่องธรรมดาขอรับ”
ฉินเฟิงตอบ
“คนที่ท่านเคยรักกับคนที่กลายเป็นศัตรู สามารถเป็นคนเดียวกันได้”
“การที่ท่านเสียใจ ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินวันนี้ผิด”
ฉินเทียนหยางเงียบไป
จากนั้นพยักหน้า
“เจ้ากลับเข้าใจคนมากกว่าพ่อเสียอีก”
ฉินเฟิงยิ้มบาง
“อาจารย์เคยสอนหลายเรื่องขอรับ”
คำว่าอาจารย์ช่วยอธิบายสิ่งแปลกทั้งหมดได้อีกครั้ง
ฉินเทียนหยางไม่ได้ถามต่อ
กลับหยิบกล่องไม้จากข้างตัว
“สิ่งนี้เดิมพ่อคิดจะมอบให้เจ้าหลังเข้าสำนัก”
เขาเปิดกล่อง
ภายในมีแหวนสีดำหนึ่งวง
ดูธรรมดา
แต่ฉินเฟิงสัมผัสได้ถึงพลังมิติอ่อน ๆ
“แหวนเก็บของ?”
“ใช่”
ฉินเทียนหยางพยักหน้า
“เป็นของที่มารดาเจ้าทิ้งไว้”
ฉินเฟิงหยุดทันที
ในความทรงจำของร่างเดิม เรื่องมารดามีน้อยมาก
เขาจำได้เพียงว่านางจากไปตอนฉินเฟิงยังเล็ก
ไม่มีผู้ใดพูดชัดว่าไปที่ใด
“ท่านแม่?”
ฉินเทียนหยางมีแววตาเปลี่ยน
“เรื่องของนางไว้เจ้ามีพลังมากกว่านี้ พ่อจะเล่าให้ฟัง”
ฉินเฟิงไม่เร่งถาม
ถ้าบิดายังไม่อยากพูด ย่อมมีเหตุผล
เขารับแหวนด้วยสองมือ
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
“ลองเชื่อมพลังดู”
ฉินเฟิงส่งพลังวิญญาณเข้าไป
พื้นที่ภายในกว้างประมาณห้องเล็กหนึ่งห้อง
ดีกว่าถุงเก็บของที่ใช้ทั่วไปอย่างมาก
แต่มีสิ่งหนึ่งอยู่ตรงมุม
กล่องหยกสีขาว
ฉินเฟิงถาม
“ด้านในมีของอีกชิ้น?”
ฉินเทียนหยางพยักหน้า
“พ่อเปิดไม่ได้”
ฉินเฟิงนำกล่องออกมา
บนฝามีลายดอกบัวหกกลีบ
ทันทีที่สัมผัส สัญลักษณ์ตราบรรพโกลาหลในห้วงจิตกลับสั่นเบา ๆ
ดวงตาฉินเฟิงเปลี่ยน
สิ่งนี้ตอบสนองต่อตราบรรพโกลาหล?
แต่เขาไม่เปิดต่อหน้าบิดา เพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ท่านแม่ทิ้งกล่องนี้ไว้ด้วยหรือขอรับ”
“ใช่”
ฉินเทียนหยางกล่าว
“นางบอกว่าหากวันหนึ่งเจ้าเปิดได้เอง ก็หมายความว่าถึงเวลาที่เจ้าควรรู้เรื่องของนาง”
ฉินเฟิงมองกล่อง
เรื่องราวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว
เขาเคยคิดว่ามารดาของร่างนี้เป็นเพียงคนตระกูลธรรมดา
แต่กล่องที่ตอบสนองต่อตราบรรพโกลาหลไม่มีทางธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ใช่เวลาตามเรื่องนี้
อีกสามวันมีการคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้า
สิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มความสามารถต่อสู้และพลังวิญญาณให้มั่นคง
ฉินเฟิงเก็บกล่องกลับ
“หลังการประลอง ข้าจะลองเปิดดูขอรับ”
ฉินเทียนหยางพยักหน้า
“ดี”
หลังจากตรวจพิษบิดาอีกครั้งและแน่ใจว่าไม่มีการกำเริบ ฉินเฟิงจึงกลับเรือนของตน
เขาปิดประตู
เรียกกระถางดำออกมา
จากนั้นนำทรัพยากรทั้งหมดที่มีมาวางเรียงบนโต๊ะ
หญ้ามังกรอัสนีแปดต้น
โอสถฟื้นวิญญาณเมฆาสองเม็ด
โอสถชำระชีพจรอัสนีหนึ่งเม็ด
แก่นราชาหมาป่าระดับสอง
วัตถุดิบจากพยัคฆ์
สมุนไพรที่ได้จากสนาม
และหินวิญญาณจำนวนหนึ่งจากถุงของเหอจิ่ว
ฉินเฟิงเริ่มวางแผนทันที
สามวัน
ถ้าเร่งระดับพลังอีกอาจไม่เหมาะ
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ดเพิ่งทะลุ
เป้าหมายจึงไม่ใช่ขั้นแปด
แต่เป็นสามอย่าง
หนึ่ง เปิดเส้นชีพจรสายที่เก้าให้มั่นคงและเริ่มสายที่สิบ
สอง เพิ่มพลังวิญญาณให้แตะระดับนักปรุงโอสถขั้นหนึ่งช่วงปลาย
สาม ฝึกกระบี่ดาวตกหนึ่งจุดให้ควบคุมพลังซ้อนสองชั้นได้โดยไม่ทำให้แขนบาดเจ็บ
ถ้าทำสามอย่างนี้สำเร็จ ต่อให้ระดับไม่เพิ่ม ความสามารถต่อสู้จะสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ฉินเฟิงกำลังคิด เสี่ยวเหลยกลับบินมาที่โต๊ะ
มองสมุนไพร
“กินได้หรือไม่”
“ไม่ได้”
มันมองหญ้ามังกรอัสนี
“หนึ่งใบ”
“ครึ่งใบ”
เสี่ยวเหลยเอียงหัว
“หนึ่ง”
“ครึ่ง”
“สามในสี่”
ฉินเฟิงมองมัน
“เจ้ารู้จักต่อรองตั้งแต่เมื่อใด”
เสี่ยวเหลยตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ฉลาด”
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ
สุดท้ายเด็ดให้สามในสี่ใบจริง
“กินเสร็จแล้วช่วยข้าด้วย”
เสี่ยวเหลยชะงัก
“ช่วยอะไร”
“อีกครู่ข้าจะหลอมโอสถอัสนี เจ้าใช้พลังสายฟ้ารักษาเปลวให้สม่ำเสมอ”
มังกรน้อยมองใบหญ้าในปาก
เหมือนเพิ่งรู้ว่าของกินมีราคาที่ต้องจ่าย
ฉินเฟิงยิ้ม
“ไม่ฟรี”
เสี่ยวเหลยเคี้ยวต่ออย่างไม่พอใจ
แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
ในเวลาเดียวกัน กระถางดำที่วางอยู่กลางห้องพลันสั่นเบา ๆ
ครืด
ฉินเฟิงหันมอง
ลายบนกระถางสว่างขึ้นเอง
จากนั้นแหวนเก็บของที่เพิ่งได้รับจากบิดาก็สั่นตาม
กล่องหยกสีขาวภายในแหวนกำลังตอบสนอง
ฉินเฟิงนำออกมาทันที
ทันทีที่กล่องหยกเข้าใกล้กระถางดำ
ตูม!
แสงสีดำจากกระถางกับแสงสีขาวจากกล่องพุ่งเข้าหากัน
ตราบรรพโกลาหลบริเวณหว่างคิ้วร้อนขึ้น
อักษรโบราณบนกล่องซึ่งเดิมมองไม่เห็นค่อย ๆ ปรากฏทีละตัว
ฉินเฟิงอ่าน
ดวงตาพลันเบิกกว้าง
บนกล่องมีข้อความเพียงหนึ่งบรรทัด
“ผู้ถือกระถางชิ้นแรก จงตามหาเพลิงโอสถสวรรค์ ณ สุสานมังกรเมฆา”
ฉินเฟิงยืนนิ่ง
ชื่อสถานที่นี้เขารู้จัก
สุสานมังกรเมฆา
เป็นหนึ่งในแดนพิเศษที่อยู่ใกล้เขตของสำนักเมฆาฟ้า และจะเปิดเพียงทุกสิบปี
ตามความทรงจำของร่างเดิม ปีนี้คือปีที่สุสานจะเปิดพอดี
ฉินเฟิงมองข้อความอีกครั้ง
เพลิงโอสถสวรรค์
หากได้เปลวไฟพิเศษสำหรับหลอมโอสถ ความสามารถของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกขั้นใหญ่
ที่สำคัญ กล่องนี้มาจากมารดา
หมายความว่านางอาจรู้เรื่องกระถางดำตั้งแต่ก่อนเขาได้รับมันเสียอีก
“ท่านแม่ของร่างนี้เป็นใครกันแน่”
ฉินเฟิงพึมพำ
เสี่ยวเหลยบินเข้ามาดู
“กลิ่นเก่าแก่”
“เจ้ารู้จักหรือ”
มันส่ายหัว
“ไม่รู้ แต่คล้ายที่บ้านเก่า”
ฉินเฟิงหันมองทันที
“บ้านเก่าของเจ้า?”
เสี่ยวเหลยนิ่งไป
จากนั้นเอียงหัวอย่างสับสน
“จำไม่ได้”
มันเพิ่งฟัก ความทรงจำสายเลือดยังไม่เปิดทั้งหมด
ฉินเฟิงจึงไม่ถามต่อ
แต่ในใจได้มีเรื่องใหม่เพิ่มไว้แล้ว
สำนักเมฆาฟ้า
สุสานมังกรเมฆา
เพลิงโอสถสวรรค์
กระถางดำ
และมารดาผู้ลึกลับ
ทุกอย่างกำลังพาจะเขาออกจากเมืองชิงหลานไปตามเส้นทางอย่างชัดเจน
อีกสามวัน
การประลองคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้า
จะเป็นประตูแรกอย่างแท้จริง
ฉินเฟิงวางกล่องหยกไว้ข้างตัว
จากนั้นจุดกระถางดำ
เปลวไฟสีแดงสว่างขึ้น
เสี่ยวเหลยกางปีกแล้วส่งอัสนีเล็ก ๆ เข้าใต้กระถาง
เปรี๊ยะ!
เปลวไฟเปลี่ยนเป็นแดงอมม่วง
พลังฟ้าดินในห้องเริ่มเคลื่อนไหว
ฉินเฟิงหยิบสมุนไพรต้นแรกขึ้นมา
สายตานิ่งสงบ
“สามวัน”
“เพียงพอ”
“เมื่อขึ้นเวทีคัดเลือกครั้งนี้ ข้าจะต้องไม่เพียงผ่านเข้าสำนักเมฆาฟ้า”
“แต่ข้าจะทำให้ทั้งเมืองชิงหลานจำให้ได้ว่า คนที่พวกเขาเคยเรียกว่าสวะ เปลี่ยนไปแล้วเพียงใด”
สมุนไพรชิ้นแรกถูกส่งลงกระถาง
กลิ่นโอสถค่อย ๆ กระจายทั่วเรือน
ขณะเดียวกัน นอกเมืองชิงหลาน ห่างออกไปกว่าสามสิบลี้
ชายสวมหน้ากากงูคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ในถ้ำมืด
ตรงหน้าเขามีเงาร่างสูงใหญ่ยืนหันหลัง
“เหอซานตายแล้ว”
“ขอรับ”
“ฉินซวนเฮ่อ?”
“ถูกประหารแล้ว”
“เป้าหมาย?”
ชายคุกเข่าก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม
“ยังมีชีวิต และตอนนี้จวนเจ้าเมืองเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง”
เงาร่างตรงหน้าหัวเราะเบา ๆ
“เด็กขั้นรับปราณคนหนึ่งทำให้หอเงาโลหิตเสียมือไปหลายคน?”
“ขอรับ”
“น่าสนใจ”
ชายผู้นั้นหันกลับมา
ใต้หน้ากากสีดำมีดวงตาเย็นเยียบ
“ค่าหัวสามหมื่นต่ำไปแล้ว”
“เพิ่มเป็นหนึ่งแสน”
ชายคุกเข่าตกใจ
“หนึ่งแสนเหรียญทอง?”
“ใช่”
“แต่ยังไม่ต้องลงมือในเมือง”
“มันกำลังจะเข้าสำนักเมฆาฟ้า”
“รอให้มันออกจากเขตคุ้มครองของเมือง”
เขาหยุดเล็กน้อย
จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ครั้งหน้าอย่าส่งนักฆ่าระดับเปิดชีพจรไปทีละคน”
“ส่งคนที่แน่ใจว่าสังหารได้ในครั้งเดียว”
“ขอรับ!”
ชายคุกเข่าถอยออกไป
เงาร่างลึกลับยืนอยู่เพียงลำพัง
ในมือมีแผ่นกระดาษซึ่งบันทึกข้อมูลของฉินเฟิง
อายุสิบหก
ไม่สามารถฝึกปราณมาสิบหกปี
ไม่กี่วันต่อมา ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
นักปรุงโอสถระดับหนึ่ง
มีสัตว์อสูรสายพันธุ์ไม่ทราบ
ได้รับความสนใจจากสำนักเมฆาฟ้า
ได้รับป้ายจากองค์หญิงสาม
ชายใต้หน้ากากมองข้อมูลเหล่านั้นอยู่นาน
ก่อนกล่าวกับตนเอง
“ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์ธรรมดาจะสร้างได้”
“เด็กคนนี้ต้องมีความลับ”
เขาพับกระดาษ
“ถ้าฆ่าแล้วค้นตัว”
“บางทีสิ่งที่ได้กลับมาอาจมีค่ามากกว่าค่าหัวหนึ่งแสนหลายเท่า”
เสียงหัวเราะเบาดังอยู่ภายในถ้ำ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งของเมือง ฉินเฟิงกำลังเริ่มหลอมโอสถเตาใหม่โดยไม่รู้เลยว่า ค่าหัวของตนได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าภายในเวลาเพียงคืนเดียว
ทว่าสิ่งที่หอเงาโลหิตยังไม่รู้ก็คือ ทุกครั้งที่พวกมันปล่อยนักฆ่าเข้าหาเด็กหนุ่มผู้นี้ หากไม่สามารถสังหารเขาได้ในครั้งเดียว สิ่งที่เหลืออยู่หลังการต่อสู้จะกลายเป็นเงิน ทรัพยากร อาวุธ โอสถ และประสบการณ์ที่ช่วยให้ฉินเฟิงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
สำหรับคนอื่น การถูกองค์กรนักฆ่าตามล่าอาจเป็นฝันร้าย
แต่สำหรับเทพโอสถผู้เคยตายเพราะไร้พลังต่อสู้ และได้รับโอกาสกลับมาเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง
ศัตรูทุกคนที่เดินเข้ามา
จะกลายเป็นบันไดให้เขาเหยียบขึ้นไปสูงกว่าเดิม
จนกระทั่งวันหนึ่ง จะไม่มีผู้ใดในแดนระดับต่ำแห่งนี้สามารถมองลงมายังเขาได้อีก..