สองวันแล้วนับตั้งแต่วันนั้นที่ฟื้นขึ้นมา สภาพอากาศในวันนี้โหดร้ายลงกว่าที่ผ่านมามาก หิมะโปรยปรายลงมาหนาตาจนปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นสีขาวโพลน ลมหายใจเย็นเฉียบเกิดเป็นไอสีขาว
ฉีคุนไม่เคยว่างเลยนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาทั้งที่หมอหลวงกล่าวแล้วว่าร่างกายเขาต้องพักอย่างน้อยสามวันและทานยาต่อไปอีกหนึ่งเดือน ทว่าคนอย่างฉีอ๋องไหนเลยจะทำเช่นนั้นได้ งานที่ขาดไปในสามวันที่หมดสติเหมือนงอกลูกงอกหลานได้ พัวพันจนฉีอ๋องไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว เมื่อเช้าหลังจากกลับจากว่าราชการก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับออกไปพบเสนาบดีฝ่ายขวาเรื่องภัยหนาวที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ร่างสูงเดินตัดผ่านระเบียงทางเดิน มุ่งหน้าออกไปยังนอกเรือน มีจื่อหย่งเดินอยู่ข้างๆ ส่วนฟ่านเฉินยังไม่กลับจากงานที่ตนให้ไปทำ เพียงเปิดประตูเสื้อคลุมกันหนาวสีดำปลิวเล็กน้อยเมื่อต้องลมแรงที่พัดมาพร้อมเกล็ดหิมะ
ปีนี้อากาศหนาวกว่าปกติและยาวนานจนเริ่มสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้นอยู่แล้ว กอปรกับเมื่อสองปีก่อนเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทำให้มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสิ้นเนื้อประดาตัวไปในอุทกภัยครั้งนั้น ทั้งยังมีชาวบ้านที่ต้องประสบกับภัยแล้งแล้วอพยพเข้ามาในเมืองไม่น้อยจากทางเหนือและภัยสงครามจากทางใต้ที่ยังระอุ ชาวบ้านเหล่านี้ยังไม่ทันได้ตั้งตัวรับมือใดๆ ปีนี้ก็พบกับภัยหนาวจนก่อให้เกิดเหตุการณ์น่าสลดขึ้น
รายงานข่าวว่ามีชาวบ้านเร่รอนนอนตายเกลื้อนถนนไม่เกินจริงเลย ฉีคุนรู้ดีว่ามีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีบ้าน หรือมีก็ไม่อาจเรียกได้ว่าบ้าน หลังคาปลิวหายผนังบ้านเป็นรูใหญ่ ลมโกรกมาทีไรก็หนาวสะท้านไปทั้งร่าง ความยากจนทำให้ไม่มีเครื่องนุ่มห่ม น้ำสะอาดหรืออาหาร สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนล้มตายคนแล้วคนเล่า
แต่ใช่ว่าราชสำนักจะไม่ทำอะไรเลย ฝ่าบาทประกาศราชโองการสร้างโรงพักพิงให้แก่คนไร้บ้านได้มาพักอาศัยหลบหนาวตามคฤหาสน์หรือจวนร้างที่มีอยู่ประปรายในเมือง ทว่านั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร อีกทั้งภัยหนาวยังทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ข้าวขึ้นรา และปลูกผักอะไรไม่ได้เลย กระนั้นเรื่องและนี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เมื่อคิดถึงเรื่องโรคระบาดที่กำลังเริ่มขึ้นในตอนนี้ โดยสันนิษฐานคร่าวๆ ว่าอาจจะเป็นเพราะน้ำ เป็นสิ่งที่ฉีอ๋องกำลังจะเดินทางออกไปหารือกับเสนาบดีฝ่ายขวา
ฉีคุนเดินเร็วมาก แต่ได้ยินเสียงเรียกของอ้ายอันที่ด้านหลังจึงหยุดลงหันกลับไปด้วยสีหน้าอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
“อันเอ๋อร์ อากาศหนาวยิ่ง เจ้าไม่ควรออกมาในตอนนี้”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ป็นไรเจ้าค่ะ ท่านจะออกไปไหนอีกแล้วหรือเจ้าค่ะ ตั้งแต่ท่านฟื้น ท่านไม่เคยอยู่ติดบ้านเลย ข้าเป็นห่วงกลัวพี่ใหญ่จะไม่สบาย”
ฉีคุนย่อตัวลงเล็กน้อย ขยับผ้าห่มที่คลุมขาฉีอ้ายอันให้คลุมดีขึ้น “พี่จะดูแลตัวเอง อันเอ๋อร์ พี่ไปครู่เดียวก็กลับมาแล้ว เจ้าอยู่จวนดูแลตัวเองดีๆ”
“เช่นนั้นพี่ใหญ่รับเตานี้ไปด้วยได้หรือไม่ ท่านจะได้ไม่ต้องหนาวนัก” ฉีอ้ายอันยิ้มกว้าง รู้ดีว่าพี่ใหญ่รักตนที่สุด มือประคองเตาเล็กรูปทรงฟักทองส่งให้ เป็นเตาอุ่นแบบพกพาที่สตรีสูงศักดิ์หรือบรรดาคุณหนูนิยมใช้กัน กระนั้นฉีอ้ายอันก็ใส่ใจมากพอจึงลงสีเทาในแบบที่พี่ใหญ่ของนางชอบ
“ขอบใจเจ้ามาก พี่ไปก่อนนะ”
“เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ” ฉีอ้ายอันมองพี่ใหญ่จากไป ใบหน้าเล็กหวานเผยความห่วงใย
เนื่องด้วยสภาพร่างกายยังไม่หายดี ฉีคุนจึงไม่ฝืนขี่ม้า อีกทั้งสภาพอากาศในยามนี้ก็ไม่เหมาะจะขี่ม้าจริงๆ รถม้าขนาดเล็กวิ่งไปยังตรอกที่เงียบเหงา ฉีคุนวางมือไว้ข้างๆ เตาอุ่นข้างหนึ่ง อีกข้างก็หยิบฎีกาขึ้นมาอ่านไปพลางๆ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องน้ำสะอาดที่ปนเปื้อนแต่ก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ให้จื่อหย่งส่งคนไปสืบแต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราว จนได้ยินเสียงเคาะที่หน้าต่างเล็กน้อย รถม้ายังไม่หยุดแต่แล่นช้าลง ฉีคุนเลิกหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย
เป็นฟ่านเฉินเองที่เคาะรถ “ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“เรียนท่านอ๋อง ตอนนี้กระหม่อมให้คนสืบทราบแล้วว่าคนผู้ที่เข้าจวนมาชิงตัว ‘คนผู้นั้น’ ไปเป็นกลุ่มไหน เป็นคนจากพรรคมารที่แฝงตัวอยู่ในหอโคมเขียวขอรับ ทราบคร่าวๆ ว่ามีแกนนำชื่อว่าเมิ่งซือ จะลงมือเลยหรือไม่ขอรับ”
โดยไม่มีผู้ใดเห็น ฝ่ามือที่ถือม้วนฎีกาบีบเข้าหากันแน่น “คอยไปก่อน เจ้าให้คนติดตามนางอย่าให้คลาดสายตา ข้าอยากรู้ว่าคนผู้นั้นถูกซ่อนตัวอยู่ใด ระวังให้ดีข้ายังไม่อยากจะแหวกหญ้าให้งูตื่น”
“ขอรับท่านอ๋อง” ฟ่านเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวประเด็นใหม่ขึ้นมา “ท่านอ๋อง ตอนที่เจ้าสำนักกู้ถูกขังอยู่ในคุกด้วยกันกับคนผู้นั้น ท่านว่าเจ้าสำนักกู้รู้หรือไม่ขอรับว่าคนผู้นั้นเป็นใคร เห็นมีคนบอกว่าหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าสำนักกู้สูญเสียความทรงจำไปบางส่วน เพราะเช่นนี้เลยอาจจำไม่ได้ มิเช่นนั้นเจ้าสำนักกู้คงไม่นิ่งเฉยเช่นนี้”
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่กวนใจฉีคุน วันนั้นที่เขาจงใจส่งกู้เลี่ยงรุ่ยไปอยู่ในคุก มิได้เจตนาให้พบกับคนผู้นั้น แต่เป็นความผิดพลาดของการสื่อสารทำให้คนของเขาเข้าใจผิดแล้วขังทั้งสองไว้ใกล้กัน ไม่รู้ว่าฉีคุนคิดมากเกินไปหรือไม่ แต่หลังๆ มานี้ความรู้สึกบางประการยามอยู่กับกู้เลี่ยงรุ่ยมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าไม่ถูกต้องที่ใด ทั้งคำพูดคำจาและสายตาของกู้เลี่ยงรุ่ยในอดีตกับปัจจุบัน อย่างไรก็ยังมองเขาเป็นคนนอกคนหนึ่ง แต่ความรู้สึกลึกๆ ภายในมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป แรกสุดเขาคิดว่าอาจจะเป็นเพราะกู้เลี่ยงรุ่ยโดนอาคมฝ่ามือพรากวิญญาณ ความทรงจำหรือการกระทำจึงเปลี่ยนไปบ้าง แต่ในช่วงสองสามวันที่เขาไม่ได้สติ ลมหายใจแผ่วเบาใกล้สิ้นใจ กู้เลี่ยงรุ่ยเป็นคนยื่นมือมาช่วย
ฉีคุนจำได้อย่างลางเลือนแต่แจ่มชัดในความรู้สึกว่าวันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านไปช่างเกินจะบรรยายออกมาได้ การต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมานเหลือแสนทิ่มแทงความรู้สึกและจิตวิญญาณจนแทบจะคลุ้งคลั่ง แต่เวลาเหล่านั้นมีคนผู้หนึ่งโอบกอดตนไว้ กระซิบถ้อยคำแผ่วเบา กล่อมตนให้สงบด้วยบทเพลงที่เขาฟังไม่เข้าใจแม้แต่ประโยคเดียว น้ำสียงก็ไม่ได้น่าฟังแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่ต้องการให้หยุด การฟังเพลงประหลาดๆ ของกู้เลี่ยงรุ่ยทำให้เขาสามารถชั่งตวงความทุกข์ทรมานสองอย่างที่ต้องเผชิญแล้วพบว่าพิษล้างพิษได้
กระนั้นยามนึกถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มก็หยักโค้งขึ้นเล็กน้อย “เป็นเรื่องปกติของเจ้าสำนักกู้แล้ว คนผู้นี้ไม่สมประกอบ เสียความทรงจำอยู่เรื่อยๆ”
น้ำเสียงราบเรียบก็จริงแต่นัยน์ตาสีอ่อนเหลือบเทาทอดมองไปข้างนอก ฟ่านเฉินปลีกตัวเงียบๆ จากไป รถม้าแล่นต่อไป หิมะโปรยรายไม่ขาดตอน ประมาณครึ่งชั่วยาม ฉีคุนก็มาถึงที่หมาย เรือนนอกคฤหาสน์ของเสนาบดีฝ่ายขวาตั้งอยู่นอกเมือง เหมาะที่จะเป็นที่ปรึกษาหารือเรื่องปัญหาน้ำ เพราะยังสามารถเดินทางต่อจากคฤหาสน์ขึ้นไปยังต้นทางน้ำ เรียกได้ว่าเป็นเรือนพำนักที่เหมาะและดีที่สุดในการหารือแล้ว
ทว่าคนที่เขานัดไว้ยังมาไม่ถึง มีแต่คนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ตรงสะพานพร้อมด้วยร่มกระดาษสีขาว ชุดสีสดใสโดดเด่นอยู่กลางสภาพอากาศหนาวจัด เส้นผมพลิ้วไหวล่อสายลมที่พัดมาเป็นระลอกคลื่น รูปร่างสูงโปร่งทิ้งกายดูกระบิดกระบวยไม่เป็นธรรมชาติ ใบหน้าที่ค่อยๆ หันมาพร้อมรอยยิ้มทำเอาฉีคุนหมุนคิ้วหน่อยๆ
คนผู้นี้มาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร?
“ท่านอ๋อง ในที่สุดข้าก็ได้พบท่านอย่างเป็นทางการเสียที แต่ท่านมาช้าไปหน่อยนะ ข้ายืนรอท่านจนขาแข็งไปหมดแล้ว ท่านดูสิ มือขาแดงก่ำไปหมด”
นิ้วเรียวสวยดุจดังสตรีก็ไม่ปานกรีดกรายจนเผยให้เห็นไปถึงข้อมือขาวผ่องเนียนละเอียด เล็บมือเล็กสีชมพูอ่อนตัดเรียบเป็นระเบียบ ทั้งหลังมือฝ่ามือมีรอยแดงๆ ขึ้นมาเพราะอากาศหนาวจัดจริงๆ
ฉีคุนหันไปมองวิวด้านหลังที่มีวิวขาวโพลนแทน คล้ายจะลบล้างภาพเมื่อครู่ออกไป “ท่านมาดักพบข้า มีอะไรกันแน่คุณชายป๋อ หรือข้าควรจะเรียกท่านว่าองค์ชายสิบเอ็ด...เซี่ยหยวนดี”
เซี่ยหยวนหรือป๋อหยวนหัวเราะอย่างรื่นเริง นัยน์ตาแพรวพราวดูไม่เอาถ่าน ทั้งอดสงสัยไม่ได้ว่าฉีอ๋องผู้นี้ทำไมแม้แต่ชาติกำเนิดที่ฝ่าบาทปกปิดแทบเป็นแทบตายก็ยังรู้ มิน่าเล่าถึงได้เป็นเจ้านครรัฐฉีตั้งแต่ยังเยาว์โดยไม่มีสกุลเก่าหนุนหลังด้วยซ้ำ เมื่อก่อนก็แค่คิดว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดาสามัญ ตอนนี้ยิ่งรู้สึกชื่นชม ไม่ว่าจะด้านสติปัญญาหรือรูปทรัพย์ ฉีอ๋องล้วนถือว่างามเลิศ หากว่าป๋อหยวนยังไม่เคยพบพี่รุ่ยเข้าก่อน ไม่แน่ว่าอาจปันใจให้ฉีอ๋องไปนานแล้ว ทว่าด้วยลักษณะนิสัยที่เย็นชา ทั้งยังมีประกายสูงส่งหยิ่งทะนงแต่กำเนิด ใบหน้าแม้จะน่ามองแต่ไม่รับแขกตลอดเวลา ทำให้ฉีอ๋องทั้งน่าดึงดูดและน่าผลักไส
น่าดึงดูดเพราะลึกลับ น่าผลักไสเพราะอาจเป็นอันตราย