บทที่ 44 คำถามสามข้อของหลันเยียน
กู้อวี้เงยหน้าขึ้นพินิจต่งฉางเม่า อีกฝ่ายสามารถเข้าตาซงหยางจวิ้นจู่ได้ ย่อมมีรูปโฉมหล่อเหลาไม่ธรรมดา ทว่าคิ้วตาเรียวยาวนั้นสะท้อนความเจ้าเล่ห์ มุมปากคว่ำลงเล็กน้อย ท่าทางวางตัวสูงส่งอย่างจอมปลอมนั้นชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่กำลังจะเกิด นางก็เพียงคลี่ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า “คุณชายต่งไม่ต้องเกรงใจ มานั่งลงข้าง ๆ ข้าเถอะ พวกเราจะได้คุยกันสักหน่อย”
ต่งฉางเม่าเห็นว่าพอกู้ซื่อจื่อยิ้มออกมา พริบตานั้นก็ราวกับน้ำค้างแข็งหลอมละลาย ว่าที่พี่ภรรยาของเขาผู้นี้มีรูปโฉมโดดเด่นโดยแท้ ในเมื่อคุณหนูตระกูลกู้เป็นน้องสาวฝาแฝดของอีกฝ่าย ก็คงจะงดงามพริ้มเพราเช่นกัน ถ้าแต่งเข้าเรือนมาแล้ว คุณหนูตระกูลกู้ว่าง่ายรู้ความ เขาจะรักใคร่เอาใจนางสักหน่อยจะเป็นไร
กู้อวี้นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน เซียวสิงจือนั่งอยู่ฝั่งซ้าย ต่งฉางเม่าจึงไปนั่งลงฝั่งขวา
ครั้นมองดูบัณฑิตทยอยเข้ามาคารวะสุราว่าที่พี่ภรรยาคนแล้วคนเล่า เขาก็อดรู้สึกตัวลอยไม่ได้ ราวกับว่าคนเหล่านั้นกำลังคารวะตนเองอยู่อย่างไรอย่างนั้น
มีแขกทยอยมาได้พอสมควรแล้ว โอภาปราศรัยกันเรียบร้อย กู้อวี้ก็ประกาศว่างานชุมนุมขนาดย่อยบนเรือได้เริ่มขึ้นแล้ว
งานชุมนุมปราชญ์ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อบัณฑิตเจียงหนาน แม้พวกเขาจะไม่ใช่ตัวเอกของงาน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความคิดอยากแสดงความสามารถสร้างชื่อให้ตนเอง
ระหว่างที่เหล่าบัณฑิตอภิปรายกันอยู่ ตอนที่ต่งฉางเม่าร้อนรุ่มใจอยากแสดงภูมิความรู้ของตนเอง เซียวสิงจือก็จะคอยพูดขัดขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็จะหลุดขำออกมาอย่างไม่ถูกเวลา
เมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้ง ต่งฉางเม่าก็หัวเสียอย่างยิ่ง หันไปมองกู้อวี้ที่เล่นจอกสุราอย่างเกียจคร้าน ความต้องการแย่งชิงความโดดเด่นของเขาก็ไม่อาจข่มไว้ได้อีกต่อไป
เมื่อเวียนมาถึงรอบเขาอภิปราย เขาก็ก้าวออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างฉะฉานจนทุกคนปรบมือชมเชยเป็นการใหญ่ ขณะกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่นั้น เซียวสิงจือก็บิดขี้เกียจพลางหาวออกมายืดยาว
สีหน้าของต่งฉางเม่าบัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวแดง ครั้นหันไปข้างกันก็เห็นท่าทางกลั้นหัวเราะของคนอื่น ต่งฉางฟางน้องชายของเขากลั้นหัวเราะจนใบหน้าขาวเจ้าเนื้อนั้นแดงหมดแล้ว
เขาอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป พูดขึ้นมาว่า “ไม่ทราบว่าข้าน้อยพูดผิดไปตรงไหน เซียวซื่อจื่อโปรดชี้แนะด้วย”
เซียวสิงจือกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ข้าฟังเรื่องที่พวกเจ้าพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก วันนี้แค่ออกมาชมการปราศรัยของปัญญาชนอย่างพวกเจ้าเป็นเพื่อนกู้ซื่อจื่อเท่านั้น พวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”
ต่งฉางเม่าเหลือบมองกู้ซื่อจื่อ ต้องการให้ว่าที่พี่ภรรยาช่วยพูดแทนตนเองสักหน่อย อย่างน้อยเซียวซื่อจื่อก็เป็นคนที่กู้อวี้พามา ควรควบคุมอีกฝ่ายเอาไว้บ้าง
แต่นางยังไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของเขา เซียวสิงจือก็พลันยกจอกสุราขึ้นมา “มา กู้อวี้ พวกเรามาชนจอกกันเถอะ”
กู้อวี้ชนจอกสุรากับเขาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ค่อยเหลือบสายตาที่แลดูเลื่อนลอยอยู่บ้างขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่คุณชายต่งพูดได้ดีนัก เหตุใดจึงไม่พูดต่อเล่า”
ดีร้ายอย่างไรก็ได้ยินคำชมจากกู้อวี้ ต่งฉางเม่าลอบด่าเซียวสิงจือในใจว่าทำตัวไม่สมกับเป็นปัญญาชน แล้วตระเตรียมจะพูดสิ่งที่พูดค้างไว้ต่อไป
ขณะนั้นเอง เสียงฉินพลันดังมาจากข้างนอก ท่วงทำนองคล้ายตัดพ้อครวญทุกข์ อ้อยอิ่งไม่จางหาย ชวนปวดใจยิ่งนัก
กู้อวี้ส่งสายตาให้สหาย เซียวสิงจือเข้าใจได้ในทันที เขาลุกขึ้นเดินไปผลักประตูเรือพร้อมตะโกนถาม “ใครกำลังบรรเลงพิณ?”
สาวใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากชั้นบนของเรือ ตอบกลับมาว่า “เป็นแม่นางหลันเยียนจากหอร่ำเมรัยเจ้าค่ะ”
เซียวสิงจือแสดงท่าทางเสเพลออกมาเต็มที่ ร้องไปว่า “ข้าน้อยขอให้แม่นางหลันเยียนออกมาสักครู่ ราคาสามารถต่อรองได้”
คนที่นั่งอยู่มีสีหน้าแตกต่างกันไป แม่นางหลันเยียนจากหอร่ำเมรัยสูงส่งเกินเอื้อม ไม่มีเงินพันตำลึงทองเป็นอย่างน้อยจะกล้าเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร
อีกอย่าง คำถามสามข้อของหลันเยียนยังทำให้ปัญญาชนในเมืองหลวงนับถือเลื่อมใส ต้องการตอบคำถามทั้งสามข้อนั้นเพื่อขอพบแม่นางหลันเยียน จะได้ใช้เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง
ไม่ต่างไปจากที่คิด สาวใช้คนหนึ่งเดินลงมาชั้นล่างจนถึงห้องของพวกเขา คุกเข่ารายงานว่า “หากต้องการพบแม่นางของพวกข้า จำต้องตอบคำถามสามข้อภายในระยะเวลาหนึ่งก้านธูปเสียก่อน ถ้าคำตอบเป็นที่พอใจของแม่นาง ก็สามารถขึ้นไปพบได้”
เซียวสิงจือถามกลับ “คำถามสามข้ออะไรกัน ข้าไม่สน ให้นางลงมา ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม”
ต่งฉางฟางที่อยู่ในกลุ่มคนได้ยินเช่นนั้นก็โมโหจนร่างสั่นระริก เซียวซื่อจื่อผู้นี้สวมเครื่องเงินเครื่องทอง ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเศรษฐีใหม่ ถ้าแม่นางหลันเยียนจำต้องยอมสยบต่ออำนาจแล้วรับปากคนเสเพล …แบบนั้น แบบนั้นจะทำอย่างไรดี
เขาหวนนึกถึงการพบกันกับแม่นางหลันเยียนโดยบังเอิญเมื่อหลายวันก่อนอย่างอดไม่ได้
ตอนนั้นต่งฉางฟางกับสหายดื่มสุราเสร็จแล้วกำลังกลับบ้าน แต่ระหว่างทางก็ไปชนสตรีผู้หนึ่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ ผ้าคลุมหน้าของนางหลุดออก เผยให้เห็นดวงหน้างามจับใจจนอดเหม่อมองตาค้างมิได้
สาวใช้ข้างกายนางร้องอย่างตกใจ “แม่นาง รีบสวมผ้าคลุมหน้าเร็วเจ้าค่ะ” จากนั้นก็หันมาตำหนิเขา “คุณชายท่านนี้ช่างไร้มารยาทนัก”
เขาถึงได้สติคืนมา ขอโทษขอโพยว่า “ข้าน้อยผิดเอง ล่วงเกินแม่นางแล้ว”
หลันเยียนสวมผ้าคลุมหน้าเสร็จก็ส่ายศีรษะน้อย ๆ กล่าวกับสาวใช้ “ไปกันเถอะ” เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันมามองเขาด้วยแววตาแฝงนัยลึกซึ้ง ชวนให้คนหวั่นไหว
แม้หลันเยียนเดินไปไกลแล้ว แต่ต่งฉางฟางยังคงตะลึงอยู่ที่เดิม จนสหายดื่มข้างกายเย้าเขาว่า “เจ้ามีวาสนาไม่เบาเลย คนอื่นทุ่มเงินพันตำลึงทองก็ยังไม่อาจพบแม่นางหลันเยียน แต่เจ้ากลับได้เห็นใบหน้าของนางแบบนี้”
นับแต่วันนั้น ต่งฉางฟางก็เฝ้าคิดถึงแม่นางหลันเยียน ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเรียนวิชาความรู้ แต่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่เที่ยวซ่องคณิกา
ก็เหมือนกับที่มารดาพูดไว้ ประสบการณ์ครั้งนี้ราวกับเขาถูกเคาะกระหม่อมเบิกเนตรก็ไม่ปาน
เขาเทียวไปหอร่ำเมรัยเพื่อให้ได้พบแม่นางหลันเยียนสักครั้ง
น่าเสียดายที่ทุกคราล้วนถูกคำถามสามข้อของนักบรรเลงฉินผู้งดงามขวางไว้นอกประตู
ต่งฉางฟางไม่พอใจที่เซียวซื่อจื่อปฏิบัติต่อหลันเยียนอย่างไม่ให้เกียรติ จึงโพล่งขึ้นมาว่า “เซียวซื่อจื่อ การเข้าพบแม่นางหลันเยียนถือเป็นเกียรติ หากอยากพบก็ต้องตอบคำถามสามข้อเสียก่อน ถึงแม้ท่านจะมีความรู้ไม่เพียงพอ แต่ก็อย่ายกเรื่องเงินทองมาพูดจาลบหลู่นาง”
เซียวสิงจือเห็นร่างอวบอ้วนของต่งฉางฟางที่กำลังโมโหพองลมเหมือนปลาปักเป้าไม่มีผิด ช่างโง่เขลาและใสซื่อบริสุทธิ์โดยแท้ เพียงนึกถึงแผนการต่อจากนี้ของกู้อวี้ เขาก็ลอบส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้อีกฝ่าย
กู้ซื่อจื่อที่นั่งอยู่ข้างหลังพูดขึ้นมาว่า “คุณชายต่งพูดมาไม่ผิด ถ้าเจ้าอยากพบแม่นางหลันเยียนจากใจจริงก็ลองตอบคำถามสามข้อดูสิ”
เซียวสิงจือโบกมือ “เจ้ายังไม่รู้จักข้าอีกหรือ แค่เห็นตำราก็ปวดหัวแล้ว”
จากนั้นก็หันไปหาคนทั้งหลายพลางกล่าวว่า “แต่ทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นปัญญาชน จะต้องสามารถตอบคำถามสามข้อได้เป็นแน่ มา ๆ ว่าที่ขุนนางคนสำคัญของราชสำนักต้าอวี่ทั้งหลาย ทุกคนมาลองตอบคำถามดูเถอะ”
กู้อวี้ก็พูดขึ้นมาเช่นกันว่า “ทุกท่าน ใกล้จะถึงงานชุมนุมปราชญ์แล้ว ถ้าสามารถตอบคำถามสามข้อของแม่นางหลันเยียนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน”
ทุกคนฟังแล้วก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา สาวใช้ผู้นั้นคลี่ยิ้ม ล้วงแผ่นกระดาษขนาดเล็กออกมาจากในแขนเสื้อส่งให้ข้ารับใช้บนเรือ ข้ารับใช้คัดลอกคำถามแล้วแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างรวดเร็ว
ต่งฉางเม่ามองกระดาษที่กำลังจะส่งมาถึงตนเองแล้วก็มุ่นคิ้วน้อย ๆ เขายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ นอกจากนี้ ว่าที่พี่ภรรยาก็อยู่ตรงนี้ด้วย ตามหลักแล้วไม่ควรเข้าร่วมเรื่องนี้
ขณะที่กำลังจะปฏิเสธก็ได้ยินกู้อวี้พูดกับเขาว่า “ไม่เป็นไรหรอก แม่นางของหอร่ำเมรัยล้วนเป็นคณิกาชั้นสูง ไม่ถือว่าละเมิดข้อห้าม นอกจากนี้ แม่นางหลันเยียนยังถือตัวไม่เบา จะยอมพบเจ้าหรือไม่ยังเป็นอีกเรื่อง เจ้าแค่ตอบคำถามก็พอ ถ้าตอบผ่านได้จริงก็ถือว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ตนเองระหว่างงานชุมนุมปราชญ์ น้องสาวของข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล”
ต่งฉางเม่าถูกกู้อวี้ทั้งยุทั้งชม บวกกับคิดถึงว่าต่งฉางฟางน้องชายคล้ายจะมีใจข้างเดียวให้แม่นางหลันเยียน จึงบังเกิดความอยากเอาชนะขึ้นมา