จารึกที่ 196 : ธรณีวิปโยค | การปรากฏกายของกองทัพบรรพกาล
ตึง! ... ตึง! ... ตึง!
มันมิใช่เสียงกลองศึกที่ตีรัวเร่งเร้า... มิใช่เสียงหัวใจของอสูรกายที่หลับใหล... ทว่ามันคือเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งและพร้อมเพรียงกันของบางสิ่งที่มีจำนวนมหาศาล กำลังยาตราทัพเคลื่อนที่อยู่เบื้องลึกลงไปใต้ผืนพิภพ
แรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลส่งผลให้ผืนพสุธาในอาณาบริเวณของ สำนักหมึกวารี เริ่มปริร้าว แผ่นดินแยกตัวออกเป็นทางยาวราวกับใยแมงมุม เศษกระเบื้องดินเผาบนหลังคาอารามที่ยังรอดพ้นจากการถูกเพลิงผลาญ ร่วงหล่นกราวลงมาแตกกระจาย
ณ ลานกว้างหน้าหอคัมภีร์ (ที่เหลือเพียงซากปรักหักพังดำเป็นตอตะโก)
เหลยเจิ้น ยืนหยัดตระหง่านอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศิษย์สำนักอัสนีบาตนับร้อย แม้จะอยู่บนพื้นดิน ทว่ากลิ่นอายของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่สามารถทะยานฝ่าค่ายกลห้ามเวหาลงมาได้นั้น ยังคงแผ่ซ่านกดดันผู้คน ฝ่าเท้าหุ้มเกราะของเขากระทืบลงบนซากบานประตูหอคัมภีร์ที่แหลกเหลว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยโทสะและความหงุดหงิดที่พุ่งพล่าน
"ค้นหาไม่พบรึ!" เหลยเจิ้นตวาดลั่นใส่กลุ่มศิษย์รับใช้ เสียงดังก้องแข่งกับเสียงเพลิงไหม้ "ไอ้เด็กสวะนั่นมันมุดหัวหนีหายไปที่ใด! แล้วช่องทางลับบัดซบนั่นมันมีกลไกเปิดปิดเช่นไรกันแน่!"
"ระ... เรียนนายน้อย..." ขุนพลอัสนีผู้มีแขนเพียงข้างเดียว (ผู้รอดชีวิตจากห่าฝนเข็มโลหิต) ก้าวออกมารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างกายยังคงสั่นสะท้านไม่หาย "ผู้น้อยเห็นมันร่วงหล่นลงไปในหลุมดำนั่นพร้อมกับซากศพของตาแก่ใบ้... ทว่าพอพวกเราพยายามจะกระโจนตามลงไป กลไกศิลาบรรพกาลก็เลื่อนปิดตายเสียแล้ว... แม้จะใช้ยันต์อัสนีระเบิดทลายปานใด ก็มิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้เลยขอรับ!"
"พวกไร้น้ำยา!" เหลยเจิ้นตวาดกร้าว ซัดฝ่ามืออัสนีบาตใส่ซากเสาหินจนระเบิดกระจุยเป็นผุยผง "ในเมื่อมันทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่แต่ในกระดอง ข้าก็จะฝังมันทั้งเป็นเสียที่นี่! จงสั่งการให้คนนำ 'น้ำมันอัคคีมาร' มาสาดรดรอบบริเวณนี้ให้หมด! จุดไฟเผาผลาญให้ราบเป็นหน้ากลอง ดูซิว่ามันจะทนความร้อนอบอ้าวใต้ดินนั่นไปได้สักกี่น้ำ!"
"ช้าก่อน..."
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลุทะลวงมาจากเงามืดมิด ฉินมู่หลาง ก้าวเดินออกมาอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งประคองร่างของ หลินชิงเสวี่ย ที่บาดเจ็บสาหัสและชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ทั้งสองตกอยู่ในวงล้อมของศิษย์อัสนีบาตนับร้อยที่ชูดาบสายฟ้าจ่อคอหอย
"เหลยเจิ้น..." ฉินมู่หลางขบกรามแน่นจนเลือดซิบ โลหิตสีแดงฉานไหลรินอาบแขนเสื้อที่ขาดวิ่น "การกระทำของเจ้าในค่ำคืนนี้ มันเลวทรามและอำมหิตเกินไปแล้ว... เจ้ากำลังละเมิดกฎ! สำนักมหาอำนาจมิอาจเข่นฆ่าล้างบางสำนักเล็กโดยไร้ซึ่งเหตุผลอันควร!"
"กฎเหล็กแห่งโลกเซียนงั้นรึ?" เหลยเจิ้นแหงนหน้าหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะดังก้องไปถึงฟากฟ้าที่มืดมิดและเต็มไปด้วยควันไฟ "ผู้ชนะต่างหากเล่า... คือผู้กุมชีวิตและลิขิตกฎเกณฑ์! ...ในค่ำคืนนี้ นามของสำนักหมึกวารีจะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และพวกเจ้าทุกผู้ทุกคน จะต้องทิ้งซากศพไว้ที่นี่ เพื่อเป็นปุ๋ยบำรุงดินให้แก่ตระกูลเหลยของข้า!"
เหลยเจิ้นชูมือขวาขึ้นสู่ฟากฟ้า ปราณอัสนีบาตสีม่วงเข้มรวบรวมตัวกันก่อเกิดเป็นทรงกลมพลังงานขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างสูงสุด ท่ามกลางค่ายกลห้ามเวหาที่กำลังเสื่อมสลาย พลังของปรมาจารย์ผู้นี้แทบจะไร้ผู้ต่อต้านบนพื้นดิน
"จงลาก่อนเถิด... อัจฉริยะกระบี่ผู้โง่เขลา และยอดโฉมงามที่รนหาที่ตาย..."
ครืนนนนนนนนนนน!
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผืนธรณีใต้ฝ่าเท้าของเหลยเจิ้นพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ประหนึ่งมีพญามังกรดินกำลังดิ้นรนจะแหวกว่ายขึ้นมาจากขุมนรก! ความรุนแรงของมันถึงขั้นทำให้ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์อย่างเหลยเจิ้นยังต้องเซถลาเสียหลัก
"เกิดอันใดขึ้น! แผ่นดินพิโรธรึ!?"
แกร๊ก! ตูมมมมม!
รอยแยกขนาดมหึมาปริแตกพาดผ่านใจกลางลานหน้าหอคัมภีร์ เสาแสงสีฟ้าครามอันบริสุทธิ์และเจิดจรัส พุ่งทะลวงฉีกกระชากผืนดินขึ้นสู่ฟากฟ้าราวกับเสาค้ำสวรรค์!
เศษศิลา ก้อนหิน และซากปรักหักพัง ปลิวว่อนกระจายไปทั่วทุกทิศทาง แรงอัดกระแทกแห่งปราณมหาศาล กวาดล้างผลักร่างของศิษย์อัสนีบาตนับร้อยให้ปลิวกระเด็นลอยละลิ่วไปคนละทิศละทางดุจใบไม้ร่วงหล่นกลางพายุฤดูร้อน
ท่ามกลางม่านฝุ่นควันหนาทึบที่ลอยคลุ้ง... เงาร่างมหึมาสีม่วงดำ พุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นมาจากหลุมลึกเบื้องล่าง!
ปีกโลหะอุกกาบาตทั้งหกแฉก กางสยายออกกว้างจนบดบังแสงจันทร์ที่ริบหรี่! ลวดลายเกราะเกล็ดมังกรสีม่วงทมิฬ ส่องประกายวาวโรจน์น่าครั่นคร้าม! มันฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ห้ามเวหาที่เหลืออยู่น้อยนิดของสำนัก ลอยตระหง่านอยู่เหนือศีรษะของทุกคนอย่างโอหัง!
"เจ้า... สัว... ร่าง... ราชันย์... อเวจี... ราย... งาน... ตัว!"
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท ดุดันและทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามของราชสีห์บรรพกาล พยนต์เทวะระดับขุนพล (ร่างใหม่ของเจ้าสัว) ลอยตัวสงบนิ่งอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาสีเพลิงแดงฉานดุจโลหิต จับจ้องลงมายังร่างของเหลยเจิ้นเบื้องล่าง
และ ณ บนบ่าอันกว้างใหญ่ของพยนต์เทวะตนนั้น... ปรากฏร่างของชายหนุ่มในอาภรณ์สำนักหมึกวารีที่ขาดวิ่น ยืนตระหง่านกอดอกอยู่อย่างทระนงองอาจ เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามแรงลมพายุ มือขวากระชับ พู่กันนิรันดร์ ที่เปล่งประกายสีดำทมิฬลี้ลับ ตัดกับแสงสีฟ้าครามที่สาดส่องขึ้นมาจากเบื้องล่างอย่างลงตัว
"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยตะโกนเรียกชื่อเขาหยาดน้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นอาบสองแก้ม
(ไอ้หนู! อย่าได้ประมาทเด็ดขาด!) เสียงของมู่เฉินดังก้องเตือนสติในห้วงจิต (แม้เจ้าจะมีร่างขุนพลที่เหาะเหินได้ แต่ลมปราณของเจ้ายังบอบช้ำ รีบใช้กองทัพศิลาบดขยี้มันซะ อย่าได้ยืดเยื้อ!)
อาเจียรับฟังคำเตือน เขาก้มศีรษะลงมองทอดสายตาไปยังเหลยเจิ้น... แววตาของเด็กหนุ่มในยามนี้ช่างเยือกเย็นและว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับเขากำลังทอดมองซากศพที่ไร้ค่า
"เหลยเจิ้น..." อาเจียเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับดังก้องกังวานแทรกซึมไปทั่วทุกอณูของหุบเขา "เมื่อครู่นี้... เจ้าเพิ่งพล่ามวาจาโอหังว่า 'ผู้ชนะคือผู้กุมชีวิตลิขิตกฎเกณฑ์' เช่นนั้นหรือ?"
"กะ... แก... แกยังรอดชีวิตมาได้อีกรึ!" เหลยเจิ้นชี้หน้าด่าทอ ริมฝีปากและปลายนิ้วสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม "แล้วนั่น... แกไปอัญเชิญพยนต์ปีศาจนั่นมาจากขุมนรกขุมใดกัน! มันฝ่าฝืนค่ายกลห้ามเวหาของที่นี่ได้อย่างไร!"
"ข้ามิดได้อัญเชิญมันมาเพียงแค่ตนเดียวหรอกนะ..."
อาเจียแสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างถึงที่สุด เขาตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ชี้ลงไปยังหลุมยักษ์เบื้องล่าง
"จงก้าวออกมาทักทายแขกผู้มาเยือนเสียหน่อยสิ... เหล่าพี่น้องของข้า!"
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังกึกก้องขึ้นมาอีกระลอก... และในครานี้ ร่างของ "พยนต์เทวะศิลาบรรพกาล" นับร้อย... นับพันตน... ทยอยกระโดดพุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุมยักษ์อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ราวกับฝูงมดงานที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกจากรัง!
พวกมันทุกตนสวมใส่เกราะศิลานิลกาฬ ในมือกระชับหอกยาวและดาบใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายรังสีสังหารอันเก่าแก่และเยือกเย็น พวกมันก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ยืนตั้งแถวหน้ากระดานเรียงรายล้อมรอบบริเวณลานหอคัมภีร์จนมืดฟ้ามัวดิน บดบังทุกเส้นทางหลบหนีจนสิ้น!
หนึ่งพันตน... สามพันตน... ห้าพันตน... ยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจประเมินได้!
กองทัพพยนต์ศิลากว่าหมื่นตน ยืนหยัดเต็มทุกตารางนิ้วของพื้นที่สำนักหมึกวารี! พลิกผันสถานการณ์จากสำนักที่กำลังจะถูกเผาทำลาย ให้แปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบมรณะ ที่มีเพียงฝ่ายเดียวเป็น 'ผู้ล่า' และอีกฝ่ายเป็นเพียง 'เหยื่อ' ที่รอวันถูกเชือด!
ศิษย์สำนักอัสนีบาตนับร้อยที่เคยเย่อหยิ่งผยองและบ้าคลั่ง บัดนี้ใบหน้าล้วนซีดเผือดไร้สีเลือด แข้งขาอ่อนแรงจนศาสตราวุธในมือร่วงหล่นหลุดมือกระแทกพื้นดังเคร้งคร้าง
"นี่มัน... กะ... กองทัพ... กองทัพปีศาจจากบรรพกาล!"
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! สำนักสวะตกต่ำเช่นนี้... จะไปครอบครองกองกำลังมหาศาลระดับนี้ได้อย่างไรกัน!"
เหลยเจิ้นก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ เหงื่อกาฬผุดซึมไหลท่วมแผ่นหลัง "อาเจีย... นี่แก... แท้จริงแล้วแกเป็นตัวตนระดับใดกันแน่!"
อาเจียไม่ได้ตอบคำถาม เขากระโดดเบาหวิวลงมาจากไหล่ของเจ้าสัว ร่อนลงมายืนประจันหน้ากับเหลยเจิ้น ห่างกันเพียงระยะสิบก้าว ท่ามกลางวงล้อมที่แน่นหนาของกองทัพศิลาหมื่นตน
"ตัวข้านั้นหรือ..." อาเจียแค่นยิ้มเย็นชา "ข้าก็เป็นเพียง... พ่อค้าเร่ผู้รักสงบ ที่มาตามทวงถาม 'หนี้เลือด' ก็เท่านั้นเอง"
เขาค่อยๆ ยกพู่กันนิรันดร์ในมือขึ้นชี้หน้าศัตรู
"เจ้าบังอาจจุดไฟเผาบ้านของข้า... ข้าจะเรียกเก็บค่าปรับจากเจ้าสิบเท่า"
"เจ้าบังอาจทำร้ายสหายและผู้มีพระคุณของข้า... ข้าจะเรียกเก็บค่าทำขวัญจากเจ้า... ด้วยชีวิต"
"และที่สำคัญที่สุด... เจ้าบังอาจพรากชีวิตท่านปู่ของข้า..."
แววตาสีดำขลับของอาเจีย พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตที่เดือดพล่าน
"ข้าจะเรียกเก็บหนี้ก้อนนี้... ด้วยการลบชื่อ 'ตระกูลเหลย' ของพวกเจ้า... ให้สูญสิ้นไปจากโลกเซียนชั่วนิรันดร์!"
สิ้นเสียงคำรามอันกึกก้อง อาเจียตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ลงตวัดชี้ทะยานไปเบื้องหน้า
"สังหาร!!!"
"โฮก!!!!!!"
เจ้าสัวในร่างราชันย์อเวจีคำรามลั่นกึกก้องปฐพี เป็นสัญญาณเบิกม่านเปิดฉากการล้างแค้น กองทัพพยนต์ศิลาหมื่นตน เคลื่อนพลยาตราทัพบุกทะลวงไปเบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง เสียงฝีเท้าและเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
"บดขยี้พวกมันให้แหลกเป็นผุยผง!"
มหาสงครามการล้างบางฝ่ายเดียว... ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!