เมืองชิงหลานได้รับข่าวการกลับมาของคณะฝึกภาคสนามก่อนเสียงฝีเท้าของพวกเขาจะถึงประตูตระกูลเย่เสียอีก
ข่าวลือมักวิ่งเร็วกว่าคนเป็นเสมอ โดยเฉพาะข่าวที่มีกลิ่นเลือดปนอยู่ในถ้อยคำ เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คนในเรือนนอกก็เริ่มกระซิบกันแล้วว่าคณะฝึกจากภูเขาหินดำกลับมาก่อนกำหนด บางคนบอกว่าพบสัตว์อสูรปนเปื้อน บางคนบอกว่ามีคนบาดเจ็บ บางคนพูดเบากว่านั้นว่า มีคนหนึ่งไม่กลับมา
เมื่อขบวนของเย่กวงเข้ามาถึงลานตระกูลจริง ๆ เสียงกระซิบทั้งหมดจึงเงียบลง
เด็กหนุ่มหลายคนในคณะมีฝุ่นดำติดเสื้อผ้า บางคนมีผ้าพันแผล บางคนสีหน้ายังซีดเหมือนวิญญาณยังตกค้างอยู่บนภูเขา เย่เฉิงเดินเงียบกว่าทุกครั้ง เย่หมิงไม่พูดอะไรเลยตลอดทางกลับ มือที่จับด้ามดาบมีรอยถลอกหลายแห่ง หานเลี่ยมาจากตระกูลหาน แต่ก็ถูกเชิญเข้าไปให้รายงานร่วม เพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
เย่คุนเดินอยู่ท้ายขบวน
ในมือเขามีป้ายไม้แผ่นหนึ่ง
ป้ายไม้คำว่า “สำรอง” ซึ่งเคยแขวนอยู่ข้างเอวของเย่เทียน บัดนี้ถูกกำไว้แน่นจนขอบไม้กดลึกลงบนฝ่ามือของผู้ฝึกสอนวัยกลางคน เย่คุนไม่พูด ไม่ด่า ไม่เร่งใครเหมือนปกติ ความเงียบของเขากลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกหนักกว่าเสียงตะโกนเสียอีก
เย่กวงถูกเรียกเข้าเรือนกลางทันที รายงานถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว คำพูดในรายงานเรียบ และตรงกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากนัก
พบเศษผ้าสีเงินไม่ทราบที่มา
ภูเขาหินดำเกิดเส้นอักขระประหลาด
สัตว์อสูรปนเปื้อนปรากฏ
รอยแยกเปิดใต้เท้ากลุ่มสนับสนุน
เย่เทียนช่วยผู้ฝึกคนหนึ่งให้พ้นอันตราย แล้วพลัดตกลงไป
ไม่พบศพ
คำสุดท้ายนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง
ไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่พูดคำว่า “ตาย”
กระทั่งเย่จงมาถึง
ชายชราก้าวเข้ามาในเรือนกลางด้วยใบหน้าที่นิ่งจนผิดปกติ เสื้อคลุมเรียบง่ายของเขายังมีฝุ่นจากลานฝึกติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขามาตรงนี้ทันทีหลังได้รับข่าว ไม่ได้เสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือถามคนอื่นระหว่างทาง ดวงตาของเย่จงกวาดมองคนในห้องเพียงครั้งเดียว ก่อนหยุดที่ป้ายไม้ในมือเย่คุน
เย่คุนยื่นป้ายนั้นให้เขาโดยไม่พูด
เย่จงรับไว้
ปลายนิ้วของชายชราหยุดนิ่งอยู่บนรอยขาดของสายผ้าเพียงครู่เดียว จากนั้นเขาถามเสียงต่ำ
“พบศพหรือไม่”
เย่กวงเป็นคนตอบ “ไม่พบ”
“ได้ยินเสียงเขาหลังตกลงไปหรือไม่”
“ไม่ได้ยิน”
“รอยแยกยังเปิดอยู่หรือไม่”
“ตอนข้าถอนคณะออกมา มันยังไม่หยุดขยาย หมอกด้านในกัดสิ่งที่หย่อนลงไปจนเปื่อย เราไม่อาจส่งคนตามลงไปได้”
เย่จงหลุบตาลงมองป้ายไม้ในมือ ไม่มีความสั่นไหวบนใบหน้า แต่ข้อนิ้วที่กำป้ายกลับซีดลงทีละน้อย
คนในห้องบางคนอยากพูดปลอบ บางคนอยากอธิบายว่าคณะทำดีที่สุดแล้ว บางคนอยากบอกว่าในสถานการณ์เช่นนั้นไม่มีใครรอดได้ง่าย ๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเย่จง ทุกคำก็ถูกกลืนกลับลงคอ
ชายชรากล่าวเพียงประโยคเดียว
“ถ้ายังไม่พบศพ ก็อย่าเรียกเขาว่าคนตายต่อหน้าข้า”
ไม่มีใครโต้แย้ง
นอกเรือนกลาง เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ใต้ชายคา มือทั้งสองกำห่อผ้าเล็ก ๆ ที่นางเตรียมไว้ให้เย่เทียนตั้งแต่เช้า ข้างในเป็นขนมที่เย่เทียนเคยบอกว่ารสชาติไม่เลวนัก แต่ตอนนี้ห่อผ้านั้นเย็นชืดไปหมดแล้ว นางได้ยินคำว่า “ไม่พบศพ” ได้ยินคำว่า “รอยแยก” และได้ยินชื่อเย่เทียนผ่านเสียงของผู้ใหญ่หลายคน
แต่ไม่มีเสียงใดบอกว่าเขากลับมา
ดวงตาของเสี่ยวอวี่แดงขึ้นอย่างรวดเร็ว นางเม้มปากแน่น ไม่อยากร้องไห้เสียงดังในที่ที่มีคนมาก แต่ยิ่งพยายามกลั้น น้ำตากลับยิ่งไหลลงมาเงียบ ๆ นางก้มมองห่อขนมในมืออยู่เนิ่นนาน ราวกับถ้าจ้องมันพอ เย่เทียนจะเดินมาคว้าไปแล้วพูดล้อว่านางทำหน้าเหมือนเด็กหลงทางอีกครั้ง
แต่ลานตรงหน้ายังว่างเปล่า
หลังจากยืนอยู่นาน นางค่อย ๆ เก็บห่อผ้าเข้าอก แล้วหันไปทางเรือนยาเล็กของตระกูล
ตอนนี้นางยังทำอะไรไม่ได้เลย
แต่นางไม่อยากเป็นเช่นนี้ตลอดไป
ใต้ภูเขาหินดำ ความมืดไม่รู้เรื่องข่าวบนเมือง
มันยังคงล้อมวงแสงเล็ก ๆ อย่างอดทน เหมือนสัตว์ร้ายที่ไม่หิวพอจะกัด แต่ยังไม่คิดจะจากไป
เย่เทียนตื่นขึ้นจากความเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แสงสีเงินรอบตัวบางลงกว่าก่อนหลับ แต่ยังไม่ดับ ไป๋หลีอิงนั่งพิงแท่นหินอยู่ไม่ไกล ใบหน้าซีดกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่าแววตากลับนิ่งขึ้น นางดูเหมือนคนที่ใช้เวลาทั้งคืนข้างหนึ่งฟื้นลมหายใจ อีกข้างหนึ่งคำนวณทางรอด
เมื่อเห็นเขาขยับ นางกล่าวโดยไม่ลืมตา
“ตื่นแล้วก็อย่าเพิ่งขยับมาก เจ้าเองก็บาดเจ็บไม่น้อย”
เย่เทียนเงียบไป เขาขยับตัวช้าลงตามคำเตือน ความเจ็บยังมีอยู่ทั่วร่าง แต่ไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น อาการปวดจากไหล่และหลังยังชัด ทว่าในส่วนลึกของท้องน้อยกลับมีความเย็นบาง ๆ ค้างอยู่ เหมือนเศษน้ำแข็งที่ไม่ละลาย
ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นช้า ๆ “นั่งลงตรงเส้นแสงด้านหน้า”
เย่เทียนมองพื้น ห่างจากตัวนางประมาณสามก้าวมีเส้นอักขระสีเงินอ่อน ๆ วาดเป็นวงเล็ก แสงของมันไม่สม่ำเสมอ บางช่วงสว่าง บางช่วงมืดคล้ายถูกกัด เขาลังเลเพียงครู่เดียวก่อนเดินไปนั่งลงตามคำสั่ง
“หันหลังมา”
เย่เทียนหันหลังให้นางตามคำสั่ง แต่ยังอดเหลือบมองหมอกดำด้านนอกวงแสงไม่ได้
“ก่อนเริ่ม ข้าขอถามได้ไหมว่านี่เป็นการตรวจร่าง หรือข้ากำลังจะถูกใช้เป็นเหยื่อล่อหมอกด้านนอก”
“ถ้าเจ้าพูดมากกว่านี้ อาจกลายเป็นอย่างหลัง”
เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ท่านตอบได้ตรงใจข้า”
“และเจ้าควรนั่งให้ตรงด้วย”
เขารีบปรับหลังให้ตรงขึ้นเล็กน้อย
“หายใจให้คงที่”
“ข้าหายใจอยู่”
“จังหวะการหายใจเจ้าปั่นป่วน..ถ้าเป็นเพราะได้กลิ่นเลือดจากบาดแผลข้า เจ้าก็ควรชินเสีย” นางกล่าว “ถ้าเป็นเพราะอย่างอื่น ยิ่งควรควบคุมให้ได้ ก่อนที่ข้าจะตรวจผิดจุด”
เย่เทียนหลุบตาลงเล็กน้อย “ถ้าเป็นเพราะอย่างอื่น ข้าควรพูดหรือไม่”
“ไม่ควร”
“เช่นนั้นตอนนี้ข้าควรเงียบเอาไว้”
“เริ่มฉลาดตอนนี้ยังไม่สาย”
เย่เทียนเกือบหลุดหัวเราะ แต่ปลายนิ้วของนางแตะลงบนจุดหนึ่งใต้สะบักเสียก่อน
สัมผัสนั้นบางเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่ทันทีที่แตะถูกจุด เย่เทียนกลับสะท้านทั้งร่าง ความเย็นที่ท้องน้อยพลันกระเพื่อมขึ้นเหมือนหยดน้ำตกลงไปในบ่อ
ไป๋หลีอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แปลกจริง”
“แปลกดีหรือแปลกร้าย”
“แปลกที่ยังไม่ตาย”
เย่เทียนถอนหายใจเบา ๆ “ท่านปลอบคนไม่เก่งจริง ๆ”
นิ้วของนางเลื่อนไปอีกจุด คราวนี้ไม่ใช่แค่ความเย็น แต่มีความรู้สึกเหมือนเส้นเล็ก ๆ ในร่างถูกดึงจนเจ็บ เย่เทียนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว พลังพื้นฐานที่เคยกระจายอยู่ในร่างเหมือนถูกบังคับให้ไหลไปตามร่องทางที่ซ่อนอยู่ เขาจึงเพิ่งรู้ว่าภายในตนไม่ได้ว่างเปล่า เพียงแต่เส้นทางจำนวนมากยังไม่ถูกเปิด บางจุดตอบสนองอย่างฝืดเคือง บางจุดเงียบสนิท บางจุดกลับให้ความรู้สึกเหมือนมีสิ่งใดปิดแน่นอยู่หลังม่านหมอก
ไป๋หลีอิงเลื่อนนิ้วจากหลังคอลงมาตามแนวกระดูกสันหลังช้า ๆ ทุกครั้งที่นางแตะ จุดหนึ่งในร่างเขาจะตอบสนองต่างกัน บางจุดอุ่นขึ้น บางจุดเย็นวาบ บางจุดเงียบสนิทราวกับไม่เคยมีร่องทางพลังอยู่ตรงนั้นเลย
นางหยุดที่ตำแหน่งใต้สะบักซ้ายนานกว่าจุดอื่น
“ชีพจรของเจ้าไม่ได้ตันเหมือนคนไร้พรสวรรค์”
เย่เทียนตาเป็นประกายพร้อมหันกลับไปเล็กน้อย “แล้วมันเป็นอย่างไร”
“หันกลับไป”
“ข้าแค่—”
“ถ้าเจ้าหันตอนข้ากำลังตรวจอีกครั้ง ข้าจะฉีกเส้นชีพจรของเจ้าซะ เจ้าจะได้รู้ว่าเส้นชีพจรฉีกเจ็บกว่าตกหุบเขาหรือไม่”
เย่เทียนหันกลับไปทันที
“ท่านพูดจาน่าฟังขึ้นทุกครั้งจริง ๆ”
“ดีที่เจ้าฟังออก”
ปลายนิ้วของนางกดลงอีกนิด เย่เทียนรู้สึกเหมือนมีแสงเย็นเล็ก ๆ แล่นผ่านหลังเข้าสู่ร่าง แล้วหยุดอยู่ตรงร่องทางที่ไม่เคยถูกเปิด
“มันเหมือนทางเดินที่ถูกสร้างผิดแนว” ไป๋หลีอิงกล่าวช้า ๆ “ชีพจรบางเส้นควรเปิดก่อนกลับถูกกดไว้ บางเส้นที่คนทั่วไปไม่แตะกลับตอบสนองกับเจ้า และลึกกว่านั้นยังมีแนวแรงกดอีกชั้นหนึ่ง ขวางอยู่หลังชีพจรของเจ้า”
เย่เทียนนิ่งลงทันที
“แนวแรงกด?”
“ใช่” นางกล่าว “ไม่ใช่สิ่งที่ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมี”
“แล้วมันคืออะไร”
“ข้ายังไม่รู้”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนชะงัก
เขาคิดว่านางจะมีคำตอบเสมอ เพราะตั้งแต่พบกัน นางเหมือนมองทุกสิ่งทะลุผ่านชั้นหมอกได้ แม้อยู่ในสภาพบาดเจ็บหนัก แต่นางกลับตอบว่าไม่รู้โดยไม่ลังเล และคำว่าไม่รู้จากปากนาง ทำให้สิ่งที่อยู่ในร่างเขาดูน่ากลัวกว่าการถูกอธิบายเสียอีก
ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ “เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่า ถ้าเปิดชีพจรให้เจ้า เจ้าจะไม่ตายเพราะสิ่งนั้นสะท้อนกลับมา”
"เปิดชีพจรให้ข้า ท่านพูดจริงหรือ..ท่านทำได้จริงๆ ไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่"
คำว่าเปิดชีพจรสำหรับคนอื่นอาจเหมือนเรื่องง่ายๆ แต่สำหรับเย่เทียนมันเหมือนภูเขาสูงที่เขาไม่เคยแน่ใจว่าจะก้าวข้ามมันได้ไหม แต่ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้กลับพูดเหมือนการเปิดชีพจรให้ผู้อื่นเป็นเรื่องธรรมดา
"เจ้าไม่ได้ยินหรือ ว่าข้าต้องตรวจให้แน่ใจก่อนไม่เช่นนั้นเจ้าอาจตายได้" นางกล่าว
เย่เทียนรู้สึกเย็นวาบในท้องน้อยอีกครั้ง
“ฟังดูเหมือนข้ายังไม่ควรแตะชีพจรในตอนนี้สินะ”
“ถูก” นางกล่าว “แต่มันอยู่ในร่างเจ้า ต่อให้เจ้าไม่แตะ วันหนึ่งมันก็อาจแตะเจ้าก่อน”
เย่เทียนเงียบไป
ไป๋หลีอิงเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร จึงกล่าวต่อ “ข้าไม่ได้บอกเพื่อให้เจ้ากลัว แต่เพื่อให้เจ้ารู้ว่าเส้นทางของเจ้ามันไม่ง่าย”
เย่เทียนมองหมอกดำนอกวงแสง แล้วค่อย ๆ หายใจออก
“ข้านึกว่าตัวเองแค่โชคร้ายตกลงมาผิดที่”
“เจ้าโชคร้ายจริง” นางตอบเรียบ ๆ “แต่ไม่ใช่แค่นั้น”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือถอนหายใจดี
ไป๋หลีอิงยกมือออกจากหลังเขา แล้วใช้มืออีกข้างหยิบสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อขาดวิ่นของตน แม้อาภรณ์ของนางจะเสียหายหลายจุด แต่ด้านในยังมีซองผ้าสีเงินเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ นางคลี่มันออกอย่างระมัดระวัง
ภายในมีเข็มเงินบางเก้าเล่ม
เข็มแต่ละเล่มเรียวยาวกว่าปกติ ปลายคมจนแทบมองไม่เห็น แต่ตัวเข็มมีลายอักขระเล็กละเอียดคล้ายจันทร์เสี้ยวซ้อนกันเป็นชั้น แสงจากม่านรอบตัวสะท้อนบนผิวเข็มแล้วแตกเป็นเส้นเย็นบาง ๆ ทำให้แม้แต่เย่เทียนที่ไม่รู้เรื่องเวทก็ยังรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดา
เย่เทียนมองตามทันที
“นั่นคืออะไร”
“เข็มจันทร์ตรึงชีพจร”
“ตรึงชีพจร?” เย่เทียนเหลือบมองเข็มเงินเก้าเล่มอีกครั้ง สีหน้าเริ่มเปลี่ยน “ตรึงของข้า?”
“ใช่”
“ตอนนี้?”
“ถ้าเจ้านั่งนิ่งพอ”
เย่เทียนไหล่แข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ท่านจะเอาเข็มพวกนั้นแทงข้า?”
ไป๋หลีอิงมองเข็มในมือ แล้วมองแผ่นหลังเขา
“ถ้าเจ้าต้องการให้ข้าวางเฉย ๆ บนหลังเจ้า มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไร”
“ข้ากำลังถามเพื่อเตรียมใจ”
“เช่นนั้นก็เตรียม”
“ท่านไม่มีวิธีพูดให้คนฟังรู้สึกปลอดภัยบ้างหรือ”
“ถ้าเจ้าต้องการความปลอดภัย เจ้าควรกลับบ้านเจ้าซะ ไม่ใช่มาอยู่ใต้หุบเขานี้”
เย่เทียนเม้มปากเล็กน้อย
ไป๋หลีอิงคลี่เข็มออกบนผ้าสีเงิน
“เข็มนี้ไม่ได้เปิดชีพจรให้เจ้าโดยตรง และไม่ได้เพิ่มพลังให้เจ้า มันมีไว้ตรึงร่องทางที่กำลังจะปริ ไม่ให้แตกก่อนข้าจะรู้ว่าจุดใดควรเปิด จุดใดควรปิด และจุดใดห้ามแตะ”
เย่เทียนฟังแล้วสีหน้าจริงจังขึ้น
“ถ้าท่านไม่ใช้มัน?”
“ตอนข้าทดสอบร่องทางพลังของเจ้า ชีพจรบางเส้นอาจฉีกก่อนที่เราจะรู้ว่าควรทำอะไรกับมัน”
เขามองเข็มเหล่านั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นหลังคอ
“นี่ไม่ใช่การฝึกธรรมดาใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่”
“แล้วหากพลาด?”
“ข้าจะพยายามไม่ให้เจ้าตาย”
เย่เทียนรออยู่ครู่หนึ่ง “มีต่อไหม”
“ไม่มี”
“คำปลอบใจของท่านสั้นกว่าที่ข้าคาดอีก”
“คำปลอบยาวไม่ได้ทำให้เข็มสั้นลง”
เขาหลุดหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ดัง แต่ในวงแสงแคบๆ กลับทำให้ความตึงเครียดลดลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไป๋หลีอิงเงยหน้ามองเขา “ยังหัวเราะได้ แสดงว่ายังไม่กลัวพอ”
เย่เทียนเหลือบกลับไปเล็กน้อย คราวนี้ไม่ได้หันเต็มตัว
“ข้าแค่คิดว่าถ้าต้องถูกหญิงงามฝังเข็มจนตาย อย่างน้อยเรื่องเล่าคงฟังดูไม่เลวร้ายเกินไป”
บรรยากาศในวงแสงนิ่งไปชั่วขณะ
ดวงตาของไป๋หลีอิงหรี่ลงเล็กน้อย
“หญิงงาม?”
เย่เทียนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดออกไปแล้ว แต่เมื่อพูดไปแล้ว เขาก็เลือกไม่ถอย
“ข้าตกจากหุบเขามาถึงขนาดนี้ก็จริง แต่สายตาข้ายังไม่เสีย”
ไป๋หลีอิงมองเขานิ่ง ๆ จนเย่เทียนเริ่มรู้สึกว่าบางทีตนอาจกวนผิดจังหวะไปหน่อย
นางยกเข็มเล่มแรกขึ้นช้า ๆ
“ดี เช่นนั้นสายตาเจ้าคงยังพอใช้ได้” นางกล่าว “ข้าจะระวังไม่ให้เข็มพลาดไปโดนมัน”
เย่เทียนตัวแข็งทันที
“ข้ารู้สึกว่าคำชมเมื่อครู่กำลังย้อนกลับมาทำร้ายข้า”
“เจ้าเป็นคนปล่อยมันออกมาเอง”
“ถ้าข้าขอโทษตอนนี้ทันหรือไม่”
“นั่งนิ่ง”
เข็มเล่มแรกแตะลงบนจุดหลังคอของเย่เทียน
ยังไม่ทันแทง ความเย็นทั่วร่างเขาก็สะดุ้งตอบ ราวกับบางสิ่งในร่างรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึง เย่เทียนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว พยายามผ่อนลมหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ
เข็มจันทร์แทงลง
ความเจ็บไม่ได้เหมือนเข็มธรรมดา แต่เหมือนแสงเย็นเส้นหนึ่งแทงทะลุลงไปถึงร่องทางชีพจรด้านใน เย่เทียนตัวแข็งทันที ลมหายใจเกือบหลุดเป็นเสียงคราง แต่กัดไว้ทัน
ไป๋หลีอิงกล่าวเบา ๆ “ยังไม่ร้อง”
“ท่าน…ฟังอยู่หรือ”
“ต้องฟัง”
“ทำไม”
“เสียงที่เจ้ากลั้นไม่อยู่จะบอกข้าว่าจุดไหนเกินขีดจำกัด”
เย่เทียนกัดฟัน “เช่นนั้นข้าจะพยายามไม่ทำให้ท่านได้ข้อมูลมากเกินไป”
“ตามใจ แต่ถ้าฝืนไม่ไหวก็ร้องออกมา”
เข็มเล่มที่สองแทงลงบริเวณหัวไหล่ซ้าย เย่เทียนรู้สึกถึงร่องทางเส้นหนึ่งที่เคยตีบตันพลันตึงขึ้น พลังพื้นฐานในร่างพยายามดันขึ้นโดยสัญชาตญาณ แต่เข็มจันทร์กลับตรึงมันไว้ ไม่ให้ขยับ ไม่ให้ย้อนกลับจนทำลายตนเอง
ไป๋หลีอิงกล่าวช้า ๆ “จำความรู้สึกนี้ไว้ การเปิดชีพจรของเจ้าจะไม่เหมือนคนทั่วไป คนอื่นผลักปราณให้ผ่านทาง เจ้าต้องฟังว่าทางใดกำลังจะปริ แล้วตรึงมันก่อนค่อยเปิด”
“ฟังดูเหมือนทำสองเรื่องพร้อมกัน”
“ไม่ใช่สอง” นางแทงเข็มเล่มที่สามลง “อย่างน้อยสี่”
เย่เทียนสูดลมหายใจเข้าลึกจนปอดเจ็บ
เข็มเล่มที่สามทำให้ภาพตรงหน้าพร่าไปชั่วขณะ ในความมืดหลังเปลือกตา เขาเห็นเส้นแสงบาง ๆ กระจายอยู่ในร่างตนเอง บางเส้นสว่าง บางเส้นมืด บางเส้นถูกปิดเหมือนทางที่มีหินใหญ่ขวางไว้ และลึกลงไปกว่านั้น มีเงาบานหนึ่งตั้งอยู่ไกลจนเหมือนภาพลวงตา
มันคล้ายประตู
ไม่ใหญ่โต ไม่ชัดเจน แต่ปิดสนิท และเพียงมองเห็น เย่เทียนก็รู้สึกเหมือนวิญญาณถูกกระชากออก
ไป๋หลีอิงซึ่งอยู่ด้านหลังพลันหยุดมือ
“ถ้าเจ้าไม่ไหว บอกข้า”
เย่เทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ เหงื่อเย็นไหลลงข้างแก้ม
“ข้าเห็นบางอย่าง” เขากล่าวเสียงต่ำ “เหมือน…ประตู”
วงแสงรอบตัวเงียบลงอย่างประหลาด
ไป๋หลีอิงไม่ได้ถามต่อทันที นิ้วของนางยังจับเข็มเล่มที่สี่ค้างอยู่เหนือแผ่นหลังเขา แต่แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความอ่อนแรงยังอยู่ ทว่าความสนใจในดวงตานางลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อยู่ไกลหรือใกล้”
“ไกล” เย่เทียนตอบตามสิ่งที่รู้สึก “แต่ข้ารู้สึกเหมือนมันมองกลับมา”
ไป๋หลีอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“อย่าเข้าใกล้มัน”
“ข้ายังไม่ได้ขยับ”
“ไม่ได้หมายถึงตัวเจ้า ความคิดเจ้า..อย่าเข้าใกล้”
เย่เทียนหลับตาลงอีกครั้ง รีบดึงสติกลับมายังลมหายใจของตนเอง เงาประตูในความรู้สึกค่อย ๆ จางลง แต่แรงกดที่มันฝากไว้ยังอยู่ เหมือนมีรอยนิ้วเย็น ๆ กดลงในส่วนลึกของร่างเขา
ไป๋หลีอิงแทงเข็มเล่มที่สี่ลงอย่างระวังยิ่งกว่าเดิม
คราวนี้อักขระใต้ตัวเย่เทียนสว่างขึ้นเป็นวง เส้นแสงสีเงินหม่นปนดำไหลออกจากฝ่ามือที่เคยหยดเลือดเมื่อคืน แล้วแล่นเข้าสู่รอยอักขระรอบตัวอย่างช้า ๆ หมอกดำนอกวงแสงกระเพื่อมขึ้นครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้พุ่งเข้ามา มันเพียงขยับเหมือนกำลังฟังเสียงที่คนทั้งสองไม่ได้ยิน
ไป๋หลีอิงมองหมอกนั้น แล้วมองแผ่นหลังของเย่เทียน
“คืนนี้ข้าจะไม่เปิดชีพจรให้เจ้า”
เย่เทียนลืมตาขึ้น “แล้วนี่คืออะไร”
“ตรวจว่าถ้าเปิดแล้ว เจ้าจะตายทันทีหรือไม่”
“ผลเป็นอย่างไร”
“ยังมีโอกาสตาย แต่ไม่ทันที”
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าควรขอบคุณใช่ไหม”
“ควรนั่งนิ่ง”
เข็มเล่มที่ห้าถูกวางลง แต่คราวนี้ไม่ได้แทงลึก เพียงแตะผิวแล้วปล่อยแสงจันทร์บาง ๆ ซึมเข้าไปในร่องทางชีพจร เย่เทียนรู้สึกว่าจุดตีบตันบางแห่งในร่างถูกทำเครื่องหมายไว้ เหมือนมีใครนำตะเกียงไปวางหน้าประตูที่เคยมืดสนิท
ไป๋หลีอิงกล่าว “คนทั่วไปเปิดทางหลักให้พลังผ่านก็พอ แต่ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น ฐานของเจ้าจะบางเกินไปสำหรับสิ่งที่อยู่ในร่าง เจ้าอาจก่อปราณได้เร็ว แต่วันหนึ่งแรงจากประตูนั่นจะฉีกเจ้าออกจากด้านใน”
เย่เทียนไม่ตอบ เขากำลังฟังทุกคำอย่างตั้งใจ
“เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเปิดลึกกว่าเขา กว้างกว่าเขา และเสถียรกว่าเขา” นางกล่าวต่อ “ชีพจรบางส่วนที่คนทั่วไปไม่แตะ เจ้าต้องแตะ บางทางที่คนทั่วไปมองว่าเสียเวลา เจ้าต้องเดิน บางจุดที่ควรหลีกเลี่ยง เจ้าต้องรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แม้ยังไม่เปิดก็ตาม”
เย่เทียนถามเสียงต่ำ “แล้วข้าจะเร็วขึ้นหรือช้าลง”
“ตอนแรกช้ากว่า”
“แล้วหลังจากนั้น”
“ถ้ารอด…” น้ำเสียงนางนิ่งมาก “คนระดับเดียวกันจะชนะเจ้าไม่ง่าย”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนเงียบลง
เขาไม่ได้ต้องการเพียงเลื่อนระดับเร็วเพื่อให้คนอื่นตกใจ เขาต้องการแข็งแกร่งพอจะกลับไปยืนต่อหน้าคนที่คิดว่าเขาเป็นเพียงตัวสำรอง ต้องการแข็งแกร่งพอจะไม่ให้เย่คุนต้องคว้าได้เพียงป้ายไม้ ต้องการแข็งแกร่งพอจะปกป้องคนที่เขารัก
ถ้าเส้นทางนี้เจ็บกว่าและช้ากว่าในตอนแรก แต่ทำให้ฐานของเขาแน่นกว่าคนอื่น…
เขาไม่เห็นเหตุผลที่จะถอย
“ทำเลย”
ไป๋หลีอิงมองแผ่นหลังเขานิ่ง ๆ “ข้าบอกแล้วว่ายังไม่เปิดคืนนี้”
“ข้าหมายถึงเริ่มเมื่อไรก็ได้ ข้าพร้อม”
“คนที่พูดว่าพร้อมก่อนรู้ว่าต้องเจ็บแค่ไหน มักทำให้คนรักษาเหนื่อย”
“ท่านไม่ใช่หมอหญิงในตลาดไม่ใช่หรือ”
เงียบไปหนึ่งลมหายใจ
เข็มเล่มที่หกแทงลงแรงกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวหรือไม่
เย่เทียนสะดุ้งจนไหล่เกือบยก แต่กัดฟันไว้ทัน
เสียงของไป๋หลีอิงดังขึ้นด้านหลัง เย็น เรียบ และเหมือนมีกลิ่นยิ้มจาง ๆ ปนอยู่
“ข้าก็ไม่เคยบอกว่าข้าใจดีเหมือนหมอหญิงในตลาด”
เย่เทียนเจ็บจนแทบยิ้มไม่ออก แต่ในอกกลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมา ท่ามกลางหมอกดำ อักขระแตก และความตายที่ยังวนอยู่นอกวงแสง บทสนทนาสั้น ๆ นั้นทำให้เขารู้สึกว่าตนยังมีความหวัง
“พอแล้ว”
เย่เทียนหายใจออกยาว รู้สึกเหมือนร่างถูกเปิดแล้วปิดใหม่หลายครั้งในเวลาเดียวกัน
“แค่นี้หรือ”
“แค่นี้สำหรับคืนนี้”
“ถ้าทุกคืนเป็นเช่นนี้ ข้าอาจเริ่มคิดถึงพื้นลานฝึกของตระกูลขึ้นมา”
“คิดถึงได้ แต่อย่าคิดว่ามันจะช่วยเจ้า”
ไป๋หลีอิงโบกมือเบา ๆ เข็มทั้งหกเล่มที่ปักบนร่างเย่เทียนสั่นขึ้นพร้อมกัน ก่อนดึงตัวเองออกอย่างไร้เสียง แสงจันทร์บาง ๆ ที่เกาะอยู่บนเข็มไหลกลับเข้าสู่ปลายเข็มทีละน้อย นางเก็บมันด้วยท่าทางชำนาญ แม้มือยังสั่นจากอาการบาดเจ็บ
เย่เทียนหันกลับไปมองนาง “ท่านใช้เข็มพวกนี้ฝังเข็มรักษาตัวเองไม่ได้หรือ”
“ได้”
“แล้วทำไมไม่ใช้”
“เพราะบางแผลของข้าไม่ใช่สิ่งที่เข็มจันทร์แก้ได้”
คำตอบนั้นปิดคำถามต่อไปโดยปริยาย
เย่เทียนมองใบหน้าซีดของนาง ทำให้ความอ่อนแรงของนางดูคล้ายจันทร์ที่ใกล้ดับมากกว่าคนป่วยธรรมดา เขาอยากถามว่านางถูกใครทำร้าย อยากถามว่าเหตุใดคนอย่างนางจึงต้องหนีมาถึงที่นี่ แต่เขารู้ว่าตอนนี้คำถามเหล่านั้นจะไม่ได้คำตอบ
ไป๋หลีอิงหลับตาลง “พักเสีย พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มเปิดทางแรกให้เจ้า”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “ทางแรก?”
“ชีพจรแรกที่คนทั่วไปมองข้าม” นางกล่าว “ถ้าเจ้าทนได้ เราจะใช้มันเป็นรากแรกของฐานเจ้า”
“ถ้าทนไม่ได้?”
“ข้าจะปิดมันก่อนเจ้าตาย”
“ปลอบใจได้ดีขึ้นเล็กน้อย”
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ ก่อนเอนหลังพิงหินด้านข้าง ความเจ็บในร่างยังคงอยู่ แต่ใต้ความเจ็บนั้นมีความรู้สึกใหม่บางอย่างไหลเวียนอยู่ช้า ๆ ไม่ใช่พลังที่มากขึ้นในทันที ไม่ใช่การทะลวงระดับ ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่จับต้องได้ทันตา
แต่มันคือความรู้สึกว่าในร่างของเขามีเส้นทางที่ไม่เคยถูกชี้ให้เห็นมาก่อน
นอกวงแสง หมอกดำยังคงล้อมอยู่
มันไม่ถอย และไม่บุกเข้ามา
เหมือนกำลังรอ
เหมือนกำลังฟัง
และลึกลงไปในร่างของเย่เทียน เงาประตูหม่นที่เขาเห็นเพียงชั่วแวบมันคือสิ่งใดกันแน่