จารึกที่ 53 : ฝ่าดงดิบไร้เงา : ทางรอดในม่านหมอก
แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องเริ่มเลือนหายไปเมื่อหมู่เมฆหนาทึบเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม ท้องฟ้ายามรุ่งสางมืดมิดราวกับถูกทาด้วยน้ำหมึก เสียงนกแสกกรีดร้องโหยหวนผสานกับเสียงลมกรรโชกแรงที่พัดผ่านยอดไม้ของ "ป่าดงดิบพันปี" ที่อยู่เบื้องล่าง ความเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงหวีดหวิวของการแหวกอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
"แย่แล้ว... แย่แล้ว! ท่านอาจารย์! น้ำหมึกในพู่กันจะหมดแล้ว!"
อาเจียตะโกนแข่งกับเสียงลม หน้าซีดเผือดเมื่อเห็น 'วงล้อแห่งความว่างเปล่า' ที่รองรับใต้เท้าเริ่มกะพริบถี่ๆ และจางหายไป อักขระ 'ฟู (ลอย)' ที่เคยพยุงร่างเขาไว้แตกสลายกลายเป็นละอองแสง
[ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าซ่า!] เสียงมู่เฉินดุ [รีบหาวิธีลงจอด! หากตกลงไปด้วยความสูงระดับนี้ แม้แต่แมงมุมเหล็กของเจ้าก็คงเหลือแต่เศษเหล็ก!]
"รู้แล้วน่า!"
ร่างของอาเจียและเจ้าถุงเงินร่วงหล่นลงสู่ยอดไม้ด้วยความเร็วสูง กิ่งไม้หักดังเปรี๊ยะๆ เมื่อร่างของพวกเขากระแทกผ่านใบไม้หนาทึบ
อาเจียกัดฟันแน่น มือข้างหนึ่งกอดคอแมงมุม อีกมือตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างบ้าคลั่ง
"วิชาลับ... เบาะลมตดอัดกระแทก!"
ปากตะโกนชื่อวิชาบ้าบอ แต่สมาธิของเขากลับแน่วแน่ เขาเขียนอักขระ 'หร่วน (นุ่มนวล - 软)' ผสานเข้ากับ 'วงล้อสูญตา (O)' ขนาดเล็กนับสิบวงที่ใต้ท้องแมงมุม เพื่อสร้าง "ชั้นบรรยากาศกันกระแทก" ชั่วคราว
ตุบ! ผัวะ! โครม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นดินและใบไม้แห้งฟุ้งกระจายไปทั่ว อาเจียกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นดินหลายตลบก่อนจะหยุดลงที่โคนต้นไม้ใหญ่ สภาพมอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำ
"โอ๊ย... หลังข้า... สะโพกอันงดงามของข้า..." อาเจียร้องโอดโอย พลางปัดเศษใบไม้ออกจากผม "โชคดีนะที่ข้ามีไหวพริบ ไม่งั้นคงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว"
[หยุดบ่นแล้วเงียบเสียงเดี๋ยวนี้!] มู่เฉินเตือนเสียงเครียด [เราตกลงมาในเขต 'ป่าดงดิบไร้เงา' ...ที่นี่คือถิ่นของสัตว์อสูรระดับสูง และหมอกพวกนี้... มันไม่ธรรมดา]
อาเจียชะงัก รีบกวาดสายตามองรอบตัว
รอบกายของเขาเต็มไปด้วยหมอกสีขาวขุ่นที่หนาทึบจนมองไม่เห็นมือตัวเอง แม้แต่เสียงแมลงที่ควรร้องระงมก็เงียบหายไปอย่างผิดปกติ ราวกับป่าแห่งนี้กำลังกลั้นหายใจรอเหยื่อ
"มองไม่เห็นอะไรเลย..." อาเจียพึมพำ "แบบนี้จะรู้ได้ไงว่าทางไหนคือทางออก หรือทางไหนคือปากเสือ?"
[ใช้วิชาของเจ้าสิ] มู่เฉินแนะนำ [อย่าใช้ตาเนื้อ... จงใช้ตาแห่งจิต]
อาเจียพยักหน้า เขาหลับตาลง ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อปรับสมดุลพลังปราณที่ปั่นป่วน ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
วูบ!
นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอำพันที่มีวงแหวนอักขระหมุนวนอยู่ภายใน "เนตรมรรคาบรรพกาล"ถูกเปิดใช้งานเต็มกำลัง!
ทันใดนั้น โลกสีเทาของหมอกควันก็เปลี่ยนไป...
ในสายตาของอาเจีย หมอกเหล่านี้มิใช่ไอน้ำธรรมดา แต่มันคือ "อักขระลวงตา" ตามธรรมชาติที่ลอยฟุ้งกระจายเพื่อบิดเบือนทิศทางของผู้บุกรุก และท่ามกลางความยุ่งเหยิงนั้น เขาเห็น "เส้นแสงสีแดง" จางๆ ที่พาดผ่านพื้นดิน... รอยเท้าของพลังปราณที่สัตว์ร้ายทิ้งไว้
"โอ้โห..." อาเจียยิ้มกริ่ม "หมอกพวกนี้มันเป็นแค่ฉากกั้นห้องอาบน้ำชัดๆ ข้าเห็นหมดไส้หมดพุงเลย"
[เจ้าเห็นอะไร?]
"ข้าเห็น 'ทางรอด' ขอรับท่านอาจารย์" อาเจียชี้ไปทางทิศตะวันออก ที่ซึ่งเส้นสายอักขระของป่าดูเบาบางที่สุด "และข้าขอตั้งชื่อวิชานี้ใหม่ว่า... 'เนตรส่องรูรั่ว' เพราะไม่มีอะไรในโลกที่สมบูรณ์แบบ แม้แต่ค่ายกลธรรมชาติก็ต้องมีรูให้ข้ามุดเสมอ!"
[...ชื่อทุเรศสิ้นดี] มู่เฉินถอนหายใจด้วยความหน่ายใจ [แต่มันก็เหมาะกับเจ้าดี รีบไปเถอะ ก่อนที่เจ้าของรอยเท้าสีแดงนั่นจะกลับมา]
อาเจียพยุงตัวลุกขึ้น เรียกเจ้าถุงเงิน (ที่ขาเบี้ยวไปข้างหนึ่ง) ให้เดินตาม แล้วย่องเบาฝ่าดงหมอกไปตามเส้นทางที่ เนตรบรรพจารึก ชี้บอก มุ่งหน้าสู่ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของป่า... ที่ซึ่งอาจจะเป็นที่ซ่อนตัวชั้นยอด หรือหลุมฝังศพแห่งใหม่ของเขาก็เป็นได้