ด้วยความที่ท่านย่าซุนนั้นเป็นคนอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้นนางจึงไม่เคยคิดกลัวเกรงผู้ใด ใครก็อย่าคิดมารังแก เพียงแต่หญิงชรากลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อพูดประโยคนี้ไปแล้วกลับเหวี่ยงตัวเองให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งที่ความตั้งใจเดิมนั้น แค่ต้องการมาดูคนที่ก่อเรื่องเท่านั้น ไม่ได้อยากทะเลาะกับใคร
“ท่านย่าซุน” เสียงใครคนหนึ่งกล่าว “ใครจะกล้ารังแกคนของท่าน บ้านใครบ้างที่ไม่มีลูกสาว หากถูกคุณชายสี่ลักพาตัวไปจะทำอย่างไร?”
ท่านย่าซุนหยุดนิ่ง อารมณ์โกรธแล่นมาเป็นริ้ว ๆ “เจ้าพูดบ้าอะไรกัน ปากโสมม ไปกินขี้หมามาหรือยังไงจึงได้สกปรกเยี่ยงนี้”
“พอกันได้แล้ว เลิกพูดเรื่องอื่นก่อน ลูกสาวของท่านเอาขี้หมูมากองใหญ่มาวางหน้าบ้านคนอื่น อีกทั้งจะฆ่าคน เรื่องนี้ลองอธิบายมาสิ” ด้วยน้ำเสียงของชายคนนั้นที่ทำราวกับว่าท่านย่าซุนคือมูลกองนั้น ทุกคนจึงพากันขำในทันที
หญิงชราโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี “นี่คือบ้านตระกูลถังของข้า ขี้หมูของบ้านข้า ข้าจะกองมันไว้ตรงไหนก็ย่อมได้”
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอามากองหน้าประตูบ้านนางได้ นางจ่ายค่าเช่าบ้านนะ ถังกุ้ยฮวาก็เอาแต่ร้องตะโกนว่าจะฆ่าคน นี่มันเป็นเรื่องอะไรกัน?”
ถังกุ้ยฮวาที่เห็นกำลังเสริมอย่างท่านย่าซุนที่ยืนสนับสนุนอยู่ นางจึงกลับมามั่นใจอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า “ข้าแค่เห็นว่านางหน้าด้านไร้ยางอาย ข้าไม่ชอบขี้หน้านาง ข้าเป็นอาหญิงของนาง แถมยังอาวุโสกว่า ข้าจะสั่งสอนคุณธรรมให้นางไม่ได้เลยหรือ?”
“แม่หนูเย่ไร้ยางอายตรงไหน นางไปที่หน้าบ้านหนุ่มคนนั้นด้วยอาหารว่าง หรือว่าไล่ตามก้นพ่อหนุ่มฉีไปติด ๆ กันล่ะ?”
ถังกุ้ยฮวาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตวัดสายตาอาฆาตมามองถังฉือเย่เขม็ง “วัน ๆ เอาแต่ยั่วยวนพ่อหนุ่มฉี อย่างนี้ไม่เรียกว่าไร้ยางอายอีกหรือ?”
“แล้วเรื่องของพ่อหนุ่มฉี มันไปเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”
ใครอีกคนเสริมขึ้นทันที “จะเป็นอะไรไปได้ นอกเสียจากริษยาแม่หนูเย่ล่ะสิ”
คุณนายโจวที่เห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่จึงหันหน้ามาถามชายหนุ่มผู้เป็นคนเหตุของความริษยาครั้งนี้ว่า
“อาฉี เจ้าพูดมาให้ชัด ๆ ว่าหนูเย่ไปยั่วยวนเจ้าหรือไม่ แล้วก็แม่นางผู้นี้…ถังกุ้ยฮวา เจ้ารู้จักนางหรือไม่?”
จังหวะนั้นทุกคนที่กำลังจะอ้าปากต่างหยุดฟังคำตอบของฉีจิงพร้อมกัน เขาพูดเสียงเรียบด้วยใบหน้านิ่งเฉย
“ถังฉือเย่เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยน้องชายข้าเอาไว้ก็เท่ากับเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลฉีของข้าด้วย ข้าจึงต้องให้ความเคารพนาง ส่วนนางเองก็ปฏิบัติตามประเพณีเป็นอย่างดีมาตลอด ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแน่ แต่สำหรับแม่นางผู้นี้...” ชายหนุ่มพูดพลางชำเลืองมองถังกุ้ยฮวาแวบหนึ่ง
“ข้าไม่คุ้นเคย เรื่องของนางไม่เกี่ยวอะไรกับข้า เพียงแต่ว่า ได้โปรดให้เกียรติตัวเอง อย่าได้เอาแต่เอ่ยชื่อข้าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้อีก”
ถ้อยคำของฉีจิงช่างชัดเจนและตรงประเด็น จนอาจทำให้ถังกุ้ยฮวาไม่กล้าไล่ตามเขาเหมือนเคย รวมทั้งก็ไม่สามารถใช้ชื่อของเขาหาเรื่องถังฉือเย่ได้อีก
ถังกุ้ยฮวาได้ยินก็ตัวสั่นเทา ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้ออกมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ท่านย่าซุนเห็นบุตรสาวหลั่งน้ำตานอกจากอารมณ์ฉุนเฉียวที่เป็นปกติวิสัย หญิงชรากำหมัดแน่นจ้องหน้าฉีจิงกับถังฉือเย่สลับกันไปมาก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นอย่างไม่กลัวเกรง
“นี่มันอะไรกัน เจ้าคนนอกหมู่บ้านไร้พ่อไร้แม่ ไม่มีที่คุ้มกะลาหัว ไม่มีที่ดินจะทำกิน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมารังเกียจบุตรสาวของข้า พวกข้าต่างหากที่มีค่ามากพอ”
เสียงอื้ออึงดังทั่วไปบริเวณ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะพูดขึ้นว่า “เพราะเช่นนี้หรือ ถังกุ้ยฮวาของพวกเจ้าก็กระดกก้นขึ้นไปเรื่อย ๆ หากมีที่ดินมีบ้านเพิ่ม เช่นนั้นจะเป็นไรไป”
ถังฉือเย่สังเกตสถานการณ์อย่างเงียบ ๆ นางไม่เคยเข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดเมื่อถังกุ้ยฮวาตามเกี้ยวผู้ชายแล้วไม่สำเร็จ ทำไมไม่ไปหาเรื่องฉีจิง แต่กลับมาตามรังควานนางไม่รู้จักจบจักสิ้น หรือคิดว่าท่าทางการคุกคามของนางนั้นมีเสน่ห์มาก จนทำให้ผู้ชายนับไม่ถ้วนต้องตามแย่งกัน
คิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกขบขัน ยิ่งตอนนี้ชื่อเสียงของตระกูลถังย่ำแย่มากถึงขั้นนี้แล้ว เมื่อมีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น ถังฉือเย่แทบจะไม่ต้องเอ่ยปาก ก็มีคนมากมายช่วยพูดให้ นางอยากรู้เหมือนกันว่าต่อไปคนในตระกูลถังจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร
ท่านย่าซุนที่โกรธจนตัวสั่นลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดีตวาดดังลั่น “ไสหัวออกไปให้หมด! พวกเจ้ามันเป็นสิ่งต่ำช้าโสมม ไสหัวออกไปให้หมด” พูดไปหญิงชราก็ผลักคนตรงหน้าออกไปอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะชี้หน้าถังฉือเย่
“ถังฉือเย่ ยังมีวังซื่อฉินด้วย พวกเจ้ามันเป็นตัวซวย คนที่ไม่เกี่ยวข้อง รีบไสหัวไปให้พ้นบ้านข้า อยู่บ้านข้า ยังกล้ารังแกคนในบ้านข้า ข้ายอมให้หมาอยู่ ดีกว่าให้สิ่งชั่วช้าไร้ศีลธรรมอย่างพวกเจ้าอยู่ ไสหัวไปให้พ้นจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนเงียบเสียงลงฉับพลัน ถังฉือเย่นึกถึงท่าทางของถังฉือหรงก่อนที่นางจะคุกเข่าลง คำนับลงไปสามครั้ง พลางกล่าวด้วยความเคารพ “เย่เอ๋อร์ขอบคุณที่ท่านย่าเลี้ยงดูเย่เอ๋อร์มา”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นวังซื่อที่ด่าใครไม่เป็น และไม่คิดที่จะด่าใครนั้นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอก นางจึงทำตัวสงบนิ่งในบ้านราวกับเป็นภูเขา จนกระทั่งถังฉือเย่พาคนเข้าไป นางจึงลุกขึ้นมาจากเตียง พลางกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ตอนนี้เจ้าพอใจแล้วใช่ไหม วัน ๆ เอาแต่หาเรื่อง วุ่นวายจนเราไม่มีที่อยู่กันแล้ว เจ้าคงจะพอใจแล้วล่ะสิ เหตุใดข้าจึงได้เกิดตัววุ่นวายอย่างเจ้าออกมาก็ไม่รู้!”
หญิงสาวหลายคนในที่นั้นขมวดคิ้วและเป็นคุณนายโจวที่กล่าว “ขี้หมูก็กองอยู่หน้าบ้านแล้ว จะไม่ให้โวยวายได้อย่างไร?”
จากนั้นอีกคนที่อดไม่ได้ก็รีบเสริมขึ้นทันที “แม่นางวังนี่เจ้าก็อยู่หรือ ข้าคิดว่าเจ้าไม่อยู่เสียอีก ลูกสาวโดนรังแกเช่นนี้ยังไม่เห็นจะโผล่หัวออกไปช่วย แม่หนูเย่ผู้น่าสงสาร อายุยังน้อย กลับต้องมาพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง แม่เช่นนี้ ไม่มีเสียยังดีกว่า”
วังซื่อเชิดคางขึ้นเล็กน้อย พลางมองพวกนางอย่างดูถูกก่อนจะเบะปากและไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ส่วนถังฉือเย่นั้นเลือกที่จะเงียบเสียงลง นางรีบเข้าไปเก็บข้าวของซึ่งเดิมทีก็ไม่ได้วางแผนว่าจะอยู่นาน ดังนั้นจึงมีไม่เยอะมาก ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็แล้วเสร็จ จากนั้นคุณนายโจวก็เรียกให้ย้ายของไปไว้ที่บ้านนางเพื่อใช้เป็นสถานที่ค้างคืนชั่วคราว
เช้าวันต่อมา หลังจากที่ถังฉือเย่ทานอาหารเสร็จ นางเตรียมตัวจะไปพบท่านหัวหน้าตระกูล ท่านลุงสี่ตระกูลถังและคุณนายโจวจะไปพร้อมกันด้วย แต่นางปฏิเสธ และทันทีที่เปิดประตูออกไปหญิงสาวก็พบกับถังหย่งฟู่และถังกุ้ยฮวาอยู่ไกล ๆ กำลังปิดจมูกและเขี่ยขี้หมูอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังหาปิ่นปักผมชิ้นนั้นอยู่
ถังฉือเย่จึงยกมุมปากขึ้น รู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึก ๆ…ต้องอย่างนี้แหละในเมื่อถังกุ้ยฮวาเป็นคนนำมันมา ดังนั้นก็ต้องเก็บมันไปเองแม้จะรู้สึกขยะแขยงแค่ไหนก็ตาม
หญิงสาวคิดอย่างมีความสุขอยู่เล็ก ๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปยังบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลถัง ซึ่งชายชรานั้นได้ยินเรื่องราวทั้งหมดมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ของถังฉือเย่เดินเข้ามาก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เย่เอ๋อร์มาแล้ว”
ถังฉือเย่คุกเข่าลงกับพื้น พูดเสียงอ่อย ๆ ว่า “ท่านลุง เย่เอ๋อร์ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำให้ท่านต้องลำบากอีกแล้ว”
เมื่อได้ยิน ชายชราก็รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกสงสาร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางกล่าว “เจ้ารีบลุกขึ้นมาก่อนเถอะ เรื่องนี้เป็นเพราะคนอื่นก่อไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
“ท่านลุง หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้โดยเฉพาะคนตระกูลถังของเรา เราอยู่กันอย่างสงบสุขมาตลอด มีเพียงช่วงไม่กี่วันมานี้ที่มักมีเรื่องผิดปกติ เย่เออร์เองก็รู้สึกกังวลใจ เมื่อคืนข้าคิดมาอย่างรอบคอบดีแล้ว ข้าต้องการจะแยกครอบครัว”
“เหลวไหล!” ท่านหัวหน้าตระกูลถังเสียงเข้มขึ้น “เจ้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงมีความคิดที่เลอะเทอะเช่นนี้”
ถังฉือเย่ก้มหน้าลงนิดหนึ่ง พูดเสียงสั่นเครือ “ท่านลุง ไม่ใช่ว่าข้าไม่กตัญญูกล้ามีความคิดที่ผิดและดื้อรั้นเช่นนี้ แต่เป็นเพราะข้ามาคิด ๆ ดูแล้ว ท่านช่วยฟังข้าหน่อยว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร นางจึงอธิบายต่อ “ท่านพ่อข้าจากไปเร็วนัก ตอนนี้พวกข้าสามคนก็มีเพียงท่านพี่ที่คอยค้ำชูดูแลเอาไว้ เพราะว่าท่านแม่อ่อนแอ และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับท่านย่า ดังนั้นความจริงแล้วพวกเราสามคนในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการแยกครอบครัวเลยสักนิด”
หญิงสาวแสร้งทำเป็นเงยหน้าขึ้นด้วยความประหม่า พลางมองท่านหัวหน้าตระกูลด้วยน้ำตาคลอเบ้า ท่านหัวหน้าตระกูลมีสีหน้าครุ่นคิด
“ทุกครั้งที่เกิดเรื่องที่นั่น ก็เพียงเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบขี้หน้าข้า หากแยกพวกเราทั้งสามออกมาจากบ้าน ไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว หากพวกเขายังจะหาเรื่องอีกก็คงต้องหาเหตุผล พูดจาก็ต้องให้เหมาะสมกับสถานที่ที่อาศัยอยู่ ท่านลุงเจ้าคะ ข้าคิดวิธีอื่นไม่ออกแล้วจริง ๆ ข้าถอยก็แล้ว ยอมก็แล้ว ข้ายังจะทำอะไรได้อีก หรือข้าต้องไปกระโดดน้ำตาย พวกเขาจึงจะพอใจ?”
.
.
.