“ไม่มีทาง!! ความแข็งแกร่งของสหพันธ์เท่านั้นที่จะทำให้พวกเราอยู่รอด พันเอกโจ…คุณอย่าเห็นแก่ตัวนัก!!” ยานิกกล่าวอย่างเย็นชา
แม้ว่าจำนวน 3 ใน 4 ที่ทางสหพันธ์จะได้รับจะถือว่าเยอะมหาศาลแต่ต้องอย่าลืมว่า ในสหพันธ์มีเผ่าพันธุ์นับร้อยที่เป็นพันธมิตรและแร่ไมนาลาสเหล่านี้จะถูกรักษาอย่างเข้มงวด หากมีการคิดจะใช้แร่เหล่านี้จะต้องมีความยินยอมจากหลายๆฝ่าย ต่างจากโจที่คิดจะเอาให้กับเผ่าพันธุ์ตัวเองเพราะเขาไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากใครและแร่ไมนาลาสจะเป็นของมนุษย์เท่านั้น
ดังนั้นในสถานการณ์นี้ 3 ใน 4 น้อยกว่า 1 ใน 4
“เห็นแก่ตัว? ถ้าผมเห็นแก่ตัวจริงๆคงจะเอา 2 ใน 4 หรือไม่ก็ 3 ใน 4 ไปแทนแล้ว” โจเยาะเย้ย
ยานิกได้เย็นก็ส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ เขาพยายามทำเพื่อสหพันธ์มาตลอดและหาโอกาสให้สหพันธ์ได้แข็งแกร่งขึ้น แต่โจกลับเห็นแก่ตัวคิดจะเอาทรัพยากรไปจำนวนมากแทนที่จะช่วยสหพันธ์แบ่งปันทรัพยากรให้กับพันธมิตร
“คุณอย่าลืมว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์และทรัพยากรที่มนุษย์ค้นพบก็ต้องส่งมอบให้เป็นของส่วนรวม สิบปีของมนุษย์ใช้ทรัพยากรของสหพันธ์ไปตั้งเท่าไร? คุณยังคิดที่จะเห็นแก่ตัวอยู่อีกเหรอ?” ยานิกพูดเย็นชา
โจหรี่ตาลง “จะเอาแบบนี้ใช่ไหม?”
ทันใดนั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไป ทุกคนรับรู้ได้ถึงความตึงเครียด
แต่ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้มีสัญญาณแทรกเข้ามา และมีภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นบนยานทั้งสอง คนที่ปรากฏไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพลเอกไซน๊อต
“ทำความเคารพท่านพลเอก!!” ทุกคนกำหมัดขวาและขวางไว้ที่ลำตัวในแนวนอน ส่วนแขนซ้ายเหยียดตรง
“ผมได้ยินเรื่องที่กลุ่มของพันเอกโจค้นพบแร่ไมนาลาส และคำขอที่พันเอกโจจะเอา 1 ใน 4 ไปนั้น ผมอนุมัติ” พลเอกไซน๊อตไม่กล่าวมากความและพูดตรงประเด็น
“แต่ท่าน…” ไม่ทันที่พลโทยานิกจะโต้แย้งก็ถูกพลเอกไซน๊อตขัด “คุณไม่ต้องพูดอะไรอีก ให้เป็นไปตามนี้”
พูดจบหน้าต่างของพลเอกไซน๊อตก็หายไป
“ฮึ่ม” ยานิกส่งเสียงไม่พอใจใส่โจก่อนจะตัดสัญญาณ
หลังจากนั้นโจบอกให้ลูกทีมเชื่อมต่อสัญญาณสื่อสารไปยังหัวหน้ากองสักคนที่มาด้วย หลังจากต่อสัญญาณได้แล้วโจก็พูดออกไปว่า “พลังงานของยานกำลังจะหมด ช่วยเติมพลังงานให้ที”
“ได้ครับผู้พัน แต่มันต้องใช้เวลากว่าจะดำเนินเรื่องเสร็จ” หัวหน้ากองกล่าว
โจพยักหน้า “ผมเข้าใจ ยานลำนี้สามารถไปได้อีกประมาณสองระบบดาว เดี๋ยวพวกผมจะไปรอที่นั่นจะได้ไม่เสียเวลามากนัก”
“รับทราบครับ” จากนั้นสัญญาณก็ตัดไป
โจหันไปหาลูกทีมที่ควบคุมการขับเคลื่อนแล้วพูดว่า "หันหัวไปชายแดนและเคลื่อนที่ไปอีกสองระบบดาว
“รับทราบครับ!!”
จากนั้นยานบัญชาการก็ส่งเสียงทุ้มต่ำก่อนจะหายไป
พวกโจเข้าสู่ความเร็วเหนือแสงผ่านไปสองระบบดาวจากนั้นก็หยุด
“ที่นี่จะเป็นที่สุดท้ายสำหรับภารกิจค้นหาคนแคระ ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม!!” โจประกาศออกไปทันทีที่มาถึง
จุดนี้เกือบจะถึงชายแดนแล้ว โจจึงสำรวจครั้งสุดท้ายและอีกอย่างมันเลยพิกัดที่พวกคนแคระจะถูกส่งมาโดยหลุมดำ โจไม่คิดหรอกว่าจะเจอพวกเขา อย่างไรก็ตามพลังงานของยานบัญชาการเหลือไม่ถึง 5% และกว่าที่กองกำลังจากชายแดนจะนำพลังงานมาเติมให้ต้องใช้เวลาเกือบ 15 วัน
ดังนั้นไม่ควรปล่อยเวลาทิ้งไปเฉยๆ เขาจึงคิดจะสำรวจครั้งสุดท้ายเพื่อฆ่าเวลา
ระบบดาวแห่งนี้มีดาวฤกษ์เป็นสีขาว จากฐานข้อมูลของสหพันธ์ระบบดาวแห่งนี้ยังไม่ถูกสำรวจ
“หัวหน้าครับ มีสัญญาณประหลาดครับ!!” ลูกทีมคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาเมื่อเขาสแกนออกไปและจับสัญญาณบางอย่างได้
“ให้ผมดู” โจกล่าว
ภาพดาวเคราะห์ดวงหนึ่งปรากฏขึ้นบนอากาศ มันเป็นดาวเคราะห์ที่มีสีม่วง เขียวและฟ้า ดาวเคราะห์ดวงนี้อุดมสมบูรณ์มาก คาดว่าน่าจะต้องมีชนพื้นเมืองแน่นอน
“สัญญาณนั้นอาจจะเป็นสัญญาณของชาวพื้นเมืองที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและทดลองส่งสัญญาณระยะไกล” โจกล่าวหลังจากที่เห็นคลื่นสัญญาณถูกปล่อยออกมาจากดาว
มันเหมือนกับมนุษย์ในสมัยก่อนที่ยังไม่รู้ว่าเอเลี่ยนมีอยู่จริงหรือไม่ และได้ทำการทดลองส่งคลื่นสัญญาณระยะไกลออกไปจากดาวเพื่อลองดูว่าจะมีโอกาสได้ติดต่อกับเอเลี่ยนหรือเปล่า
“ไม่ต้องสนใจสัญญาณเหล่านั้นอีก เตรียมตัวลงไปสำรวจดาวดวงนั้น”
เนื่องจากดาวเคราะห์ดวงนี้มีชาวพื้นเมืองที่มีความก้าวหน้า พวกเขาจึงทำได้เพียงวาร์ปลงไป อย่างไรก็ตามก่อนจะวาร์ปพวกเขาได้สแกนดาวเคราะห์และได้พบกับชาวพื้นเมืองที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่จุดเด่นของพวกเขาคือรอบดวงตาจะมีเส้นขีดสีต่างๆ
พวกเขาได้ทำการปลอมตัวแล้ววาร์ปลงไป
โจวาร์ปลงมาใจกลางเมืองขนาดใหญ่ เขาโผล่ตรงตรอกแคบๆแห่งหนึ่ง เขาสวมเสื้อยืดกางเกงยีนขายาวและรองเท้าผ้าใบสีขาว การแต่งกายเหมือนกับชาวมนุษย์ปกติแต่ที่แตกต่างคือรอบดวงตามีขีดสีดำเป็นธรรมชาติ ทำให้เขาเป็นผู้ชายหล่อเหลาและเย็นชา
เมื่อโจเดินออกมาจากตรอกเขาก็พบกับตึกสูงและถนน ยานพาหนะที่ไม่ต่างจากของมนุษย์สัญจรไปมา
“เพราะลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกันมากเลยทำให้วิทยาการต่างๆเหมือนกับมนุษย์สินะ” โจพึมพำขณะมองไปรอบๆ
เขาสามารถพูดได้เลยว่า ดาวดวงนี้เป็นโลกใบที่สองก็ว่าได้ มันไม่แตกต่างจากดาวโลกเลย
เนื่องจากความก้าวหน้าของพวกเขาใกล้จะถึงจุดที่สามารถท่องอวกาศได้ โจจึงต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม
โจเดินริมถนนผ่านต้นไม้สีม่วง ด้านข้างมีร้านขายอาหารเรียงราย เมื่อเดินไปอีกสิบห้านาทีเขาก็มาถึงห้างแห่งหนึ่ง โจคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจเข้าไปเดินในห้าง
ผู้คนส่วนใหญ่แล้วจะมาเป็นคู่หรือไม่ก็เพื่อนฝูง มีน้อยมากที่จะเดินคนเดียวเหมือนโจ
ภายในห้างมีทั้งโรงหนัง ร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ร้านอาหาร ทุกอย่างที่เหมือนกับของมนุษย์
โจหันไปมองผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจิ้มอุปกรณ์ในมือ มันดูเหมือนมือถือ
ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกว่ามีคนมองจึงเงยหน้าขึ้นและเห็นโจมองมาทางตนพร้อมกับยิ้มให้เธอจึงยิ้มตอบ
ผู้หญิงคนนี้มีใบหน้าที่น่ารักเมื่อรวมกับขีดสีชมพูอ่อนรอบดวงตาทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น
“พวกเขาหน้าตาดีกันแทบทุกคน” โจพึมพำ
โจเลิกสนใจหญิงสาวคนนั้นและเดินสำรวจต่อ