ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 12 เตาหลอมวิหกขับขาน

    ชั้นหนึ่งหอประมูลยู่อิงหลังจากมู่เฉินเดินขึ้นไปชั้นสามพร้อมกับยู่เหยียน หลิวหลิงยังคงงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อนกลับเป็นแขกของผู้อาวุโสยู่ไป๋ มันดูไม่มีเหตุผลแม้แต่น้อย
    หลิวหลิงเดินไปยังโต๊ะด้านในสุดของชั้นหนึ่งซึ่งมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งนั่งอยู่ “ผู้อาวุโส เขาเป็นใคร? เหตุใดเขาถึงได้ขึ้นไปยังชั้นสาม ดูจากอายุแล้วเขาไม่น่าจะเป็นคนรู้จักของผู้อาวุโสยู่ไป๋” นางสอบถามด้วยความสนใจ “ข้าไม่ทราบ แต่...เขาค่อนข้างพิเศษ” ผู้อาวุโสชราตอบอย่างใคร่ครวญ เขานั่งดูเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้น การที่มู่เฉินสามารถสัมผัสได้ถึงปราณของผู้อาวุโสยู่ไป๋จึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขา “พิเศษเช่นไร?” นางยังคงถามต่อ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าก็อยากรู้เช่นกัน” พูดจบผู้อาวุโสก็เดินจากไป ปล่อยให้หลิวหลิงยืนงงอยู่เช่นเดิม ชั้นสามหอประมูลยู่อิง“ข้ามีนามว่ายู่ไป๋ เป็นผู้อาวุโสของหอประมูลแห่งนี้ ส่วนนางเรียกว่ายู่เหยียนเป็นหลานสาวข้าเอง” ผู้อาวุโสยู่ไป๋เริ่มเป็นฝ่ายสนทนา หลังจากมู่เฉินนั่งลงแล้ว “มู่เฉิน คาระวะผู้อาวุโส ไม่ทราบผู้อาวุโสมีเรื่องอันใด จึงเรียกข้ามา” มู่เฉินพูดอย่างสุภาพ “ไม่มีใด ข้าเพียงสนใจสิ่งของภายในกระเป๋าของเจ้าเท่านั้น” ยู่ไป่พูดพร้อมกับชี้ไปที่กระเป๋าผ้าของมู่เฉิน “ท่านสามารถตรวจสอบของจากด้านในได้?” มู่เฉินถึงกับตกตะลึง นั่นหมายความว่ายู่ไป๋ต้องมีทักษะสัมผัสที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน “ฮี่ ฮี่ เจ้าคิดว่าถุงผ้าจะสามารถป้องกันทักษะสัมผัสของตระกูลยู่ได้รึ” ยู่เหยียนหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “เอ่อ...ข้าไม่ค่อยรอบรู้มากนัก” มู่เฉินพูดอย่างเก้อเขิน “ยู่เหยียน พอได้แล้ว” ยู่ไป๋หันไปดุนางเบาๆ “อย่าสนใจนางเลย ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่แอบตรวจสอบของข้างในกระเป๋าเจ้าโดยบังเอิญ ข้าไม่คิดว่าจะมีใครเก็บโสมวิญญาณมากกว่าสิบต้นไว้ในกระเป๋าผ้า” เป็นความจริงที่ยู่ไป๋ไม่ได้ตั้งใจที่จะตรวจสอบของภายในกระเป๋าผ้า ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนย่อมรู้ดีว่าถุงผ้าไม่สามารถป้องกันทักษะสัมผัสได้ ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์จึงต้องมีแหวนมิติเพื่อป้องกันทักษะสัมผัส “อะไรนะ!!! โสมวิญญาณมากกว่าสิบต้น” ยู่เหยียนถึงกับตะโกนลั่นเมื่อทราบว่าของในกระเป๋าผ้าคือสิ่งใด “เจ้ายินดีจะขายมันทั้งหมดหรือไม่? ข้ารับรองจะให้ราคาเจ้าเป็นพิเศษถือเป็นของขวัญแรกพบ” ยู่ไป๋ไม่สนใจท่าทางตกตะลึงของยู่เหยียนแม้แต่น้อย ในเวลานี้เขาสนใจแค่มู่เฉินอย่างเดียวเท่านั้น “ท่านจะให้ราคามันเท่าใด?” มู่เฉินพูดพร้อมกับนำโสมวิญญาณพันปีออกมาเก้าต้น ยู่ไป๋ตาเป็นประกาย โสมวิญญาณเป็นสมุนไพรที่หายากเมื่อเทียบกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากมันเหมาะสำหรับการฝึกยุทธ์อย่างยิ่ง จึงทำให้ปริมาณของมันลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะต้นที่มีอายุถึงพันปีที่ปกติหอประมูลยู่อิงจะนำมาประมูลเพียงปีละห้าถึงหกต้นเท่านั้น “ปกติมันราคาห้าพันหินปราณต่อต้น แต่ครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าห้าหมื่นหินปราณสำหรับโสมวิญญาณเก้าต้นนี้ หรือว่าเจ้าสนใจจะแลกมันกับแหวนมิติก็ได้เช่นกัน” ยู่ไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม “ตกลง ข้าขอเปลี่ยนเป็นแหวนมิติ และข้ายังต้องการขายสิ่งอื่นอีก รบกวนท่านประเมินราคาสมุนไพรห้าต้นนี้ด้วย” มู่เฉินหยิบสมุนไพรที่เหลือออกมากองที่โต๊ะทันที ยู่ไป๋ที่สงบนิ่งตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อครู่ที่เขาส่งปราณสัมผัสตรวจสอบกระเป๋ามู่เฉิน ถูกมู่เฉินตรวจพบเสียก่อนจึงไม่ได้ตรวจสอบโดยละเอียด แต่ภาพเบื้องหน้าตอนนี้เกินความคามหมายเขามากนัก “นี่มัน...นี่มัน โสมวิญญาณหมื่นปีสามต้น ดอกหยินสวรรค์เก้ากลีบและดอกหยางสวรรค์เก้ากลีบ เจ้ามีมันได้อย่างไร?” ยู่เหยียนพูดอย่างเหลือเชื่อ “มหัศจรรย์ยิ่งนักมู่เฉิน สองแสนหินปราณสำหรับโสมวิญญาณหมื่นปีสามต้นและสามแสนหินปราณสำหรับดอกหยินสวรรค์กับดอกหยางสวรรค์ รวมเป็นห้าแสนหินปราณเจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ยู่ไป๋เสนอราคาอย่างรวดเร็ว “ข้าตกลง แต่ข้ายังมีอีกเรื่อง ข้าต้องการซื้อเตาหลอม ท่านสามารถแนะนำข้าได้หรือไม่?” มู่เฉินพูดต่อ “เตาหลอม? เจ้าเป็นนักหลอมโอสถเช่นนั้นรึ?” ยู่ไป๋ถามด้วยความสงสัย นักหลอมโอสถที่เขาพบเห็นมามักจะเป็นผู้ที่มีอายุมากแล้ว นั่นเพราะการเรียนรู้โอสถกินเวลาเป็นอย่างมาก หากมู่เฉินที่อายุเพียงสิบหกปีเป็นนักหลอมโอสถคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากนัก “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงต้องการเรียนรู้เรื่องการหลอมโอสถ ข้าจึงอยากได้เตาหลอม” “เช่นนั้นให้ยู่เหยียนแนะนำเจ้าเถอะ ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องแหวนมิติและหินปราณให้กับเจ้า” “ขอบคุณผู้อาวุโส แม่นางยู่เหยียนต้องรบกวนเจ้าแล้ว” มู่เฉินคารวะยู่ไป๋และหันไปกล่าวกับยู่เหยียนด้วยรอยยิ้ม ยู่เหยียนนำมู่เฉินมายังห้องโถงอีกห้อง ภายในเต็มไปด้วยอุปกรณ์การหลอมโอสถ มีสมุนไพรนับพันชนิดและเตาหลอมมากกว่าร้อยเตา มู่เฉินเดินชมเตาหลอมไปทีละน้อยโดยใช้ทักษะเทวะสัมผัส หลังจากตรวจสอบผ่านไปกว่าห้าสิบเตากลับไม่มีชิ้นไหนที่เขาชื่นชอบแม้แต่น้อย มู่เฉินเดินผ่านเตาที่เรียงรายตามชั้นจนเข้าไปถึงด้านในสุด บริเวณมุมห้องโถงมีชั้นหรูหราอยู่ตัวหนึ่ง ด้านบนวางไว้ด้วยเตาหลอมสามขาสีน้ำตาลปนดำ รอบด้านเตาสลักลวดลายวิหกเก้าตัวบินเวียนวนอย่างองอาจงดงาม “หือ...เตานี้คือสิ่งใด?” มู่เฉินหันไปถามยู่เหยียนทันทีเมื่อเขาสัมผัสถึงพลังงานที่ล้นเอ่อออกมาจากเตาหลอมใบนี้ “ตาถึงไม่เบา มันเรียกว่า เตาหลอมวิหกขับขาน พวกเราพบมันโดยบังเอิญ แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถใช้มันหลอมโอสถได้แม้จะใช้นักหลอมโอสถระดับสี่ก็ตาม เราจึงตัดสินใจจะนำมันเข้าประมูลในวันพรุ่งนี้เผื่อจะมีใครรู้ความลับของมัน” นางอธิบายโดยละเอียด “มันราคาเท่าใด? ข้าต้องการมัน” มู่เฉินพูดอย่างมุ่งมั่น “เจ้าเอาจริงรึ? เรื่องราคายังไม่ได้กำหนด หากเจ้าต้องการมันเจ้าต้องเข้าร่วมประมูลในวันพรุ่งนี้” “เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะมาอีกครั้ง แต่ว่า...ข้าไม่มีตราหยกแสดงตัวตน เจ้าพอจะ...” มู่เฉินพูดอย่างอ้ำอึ้ง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าขึ้นมาชั้นสามได้ เจ้าย่อมเข้าร่วมการประมูลได้ อย่าห่วงเลยอาจารย์อาจะจัดการให้เจ้าเอง” นางหัวเราะด้วยความชอบใจ นางไม่คิดว่าชายที่มีสมุนไพรหายากมากมายจะไร้เดียงสาเพียงนี้ ทั้งสองเดินกลับมายังห้องโถงเดิม ยู่ไป๋นั่งรอทั้งสองอยู่ก่อนแล้ว เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นมู่เฉินเดินกลับมามือเปล่า “เจ้าไม่สนใจเตาหลอมแล้วรึ? เหตุใดจึงกลับมามือเปล่า?” “ท่านผู้อาวุโส ข้าสนใจเตาหลอมวิหกขับขานและจะกลับมาร่วมการประมูลในวันพรุ่งนี้” “เตาวิหกขับขาน? เจ้าทำให้ข้าตื่นตะลึงยิ่งนัก ย่อมได้!!! เจ้ารับนี่ไป มันจะช่วยให้เจ้าเข้าร่วมงานประมูลในวันพรุ่งนี้ได้” ยู่ไป๋หยิบตราหยกสีเขียวขึ้นมาดูอย่างชั่งใจพักหนึ่ง จากนั้นเขาก็เก็บเข้าแหวนมิติและนำเอาตราหยกอีกอันส่งให้มู่เฉิน มู่เฉินก้มมองตราหยกสีดำที่วางอยู่บนมือเขา ตราหยกสีดำเข้มแกะสลักอักษรยู่อย่างปราณีตบ่งบอกถึงมูลค่าของมันเป็นอย่างดี “ตราหยกสีดำ? ท่านลุง ท่าน...” ยู่เหยียนพูดติดขัดปานว่าลิ้นจุกอยู่ในลำคอ “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว” ยู่ไป๋พูดตัดบททันที “ขอบคุณผู้อาวุโส” แม้จะไม่เข้าใจท่าทางตกใจของยู่เหยียนแต่เขาพอจะเดาได้ว่าตราหยกสีดำอันนี้คงไม่ใช่ของธรรมดา เขาจึงรีบกล่าวขอบคุณในทันที “นี่แหวนมิติของเจ้า ส่วนหินปราณข้าได้ใส่มันไว้ด้านในแล้ว เจ้าสามารถตรวจสอบมันได้” ยู่ไป๋หยิบแหวนมิติขึ้นมาส่งให้มู่เฉิน “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสได้ตรวจสอบก่อนมอบให้ข้าแล้ว แต่ข้าอยากซื้อแหวนมิติเพิ่มอีกสองวง นี่หินปราณหนึ่งแสนก้อนรบกวนท่านดำเนินการให้ด้วย” เมื่อสวมแหวนเสร็จมู่เฉินส่งปราณเข้าไปในแหวนแล้วดึงเอาหินปราณออกมาหนึ่งแสนก้อน จากนั้นส่งให้ยู่ไป๋แต่ยู่ไป๋ยกมือห้ามไว้เสียก่อน “แหวนอีกสองวง? ย่อมได้ แต่ชั้นสามไม่มีมันหรอก เจ้าสามารถซื้อมันได้ที่ชั้นหนึ่งหรือหากเจ้าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมสามารถแจ้งหลิวหลิงได้ทันที” ยู่ไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าขอตัวก่อน ขอบคุณผู้อาวุโสอีกครั้ง” มู่เฉินประกบมือคาระวะยู่ไป๋และเดินจากไป “ท่านลุง นั่นมันตราแขกผู้ทรงเกียรติ ท่านต้องการอะไรกันแน่?” ยู่เหยียนกล่าวถามอย่างสงสัย “คนผู้นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งด้านความสามารถและสิ่งที่เขามี เกรงว่าคงมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังเป็นแน่” ยู่ไป๋พูดอย่างใคร่ครวญ “ตัวตนที่ยิ่งใหญ่? ท่านประเมินคนผู้นี้สูงเกินไปหรือไม่?” นางยังคงสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของยู่ไป๋ “งั้นเจ้าลองบอกกับข้า เจ้าเคยรู้จักทักษะสังเกตที่สามารถตรวจสอบระดับพลังของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหรือไม่?” ยู่ไป๋ย้อนถาม “คือ...” นางจนด้วยคำพูด ชั้นหนึ่งหอประมูลยู่อิงมู่เฉินซื้อแหวนมิติอีกสองวง จากนั้นจึงเดินออกจากหอประมูลพร้อมกับลูบเบาๆที่แหวนมิติด้วยความดีใจ แหวนมิติเป็นสิ่งของที่มีราคาสูงลิบ แม้แต่ในตระกูลมู่เองยังมีใช้เฉพาะผู้อาวุโสและศิษย์คนสำคัญเท่านั้น มู่เฉินมุ่งหน้าเดินทางไปยังเหวหมื่นอสูรทันทีหลังจากพ้นเขตเมืองร้อยบรรพต ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากหุบเขาหมื่นอสูรราวสิบลี้ เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงตะวันที่เลยอยู่กลางศรีษะ มันเป็นเวลายามเที่ยงวันแล้ว เขาจึงตัดสินใจแวะเข้าโรงเตี้ยมขนาดเล็กที่ข้างทาง โรงเตี้ยมขนาดเล็กแห่งนี้เป็นจุดพักสุดท้ายก่อนเข้าเขตหุบเขาหมื่นอสูร ด้านในมีคนกำลังดื่มกินอยู่เพียงสามโต๊ะจากทั้งหมดสิบโต๊ะ มู่เฉินเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมด้านใน เสี่ยวเอ้อเร่งเดินเข้ามาต้อนรับทันที “จอมยุทธ์น้อย ต้องการอาหารหรือสุราโรงเตี้ยมของเราล้วนมีบริการ” เสี่ยวเอ้อพูดด้วยรอยยิ้ม “บะหมี่ไก่หนึ่งชาม กับสุรา...ว่าแต่ที่นี่มีสุราใดบ้าง?” “โรงเตี้ยมเรามีสุราอยู่สามชนิด สุราไผ่มรกตราคาห้าร้อยหินปราณ สุรานารีรำพึงหนึ่งพันหินปราณและสุราเซียนโลหิตอสูรเป็นของที่ดีที่สุดราคาสองพันหินปราณ” เสี่ยวเอ้อกล่าวแนะนำ “เอาสุราเซียนโลหิตอสูรมาหนึ่งขวด” มู่เฉินตอบด้วยตาเป็นประกาย
    สุราเซียนโลหิตอสูรเป็นของขึ้นชื่อของเมืองร้อยบรรพต มันใช้โลหินของอสูรระดับสี่เป็นส่วนผสมจึงทำให้มันเป็นของหายากและราคาสูงยิ่ง ชายวัยกลางคนหน้าตาเหี้ยมเกรียมสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้ามหันมองมู่เฉินทันทีเมื่อได้ยินเขาสั่งสุรา ทั้งสามมองตากันอย่างมีเลศนัยจากนั้นชายผู้หนึ่งเดินตรงมายังโต๊ะมู่เฉิน “น้องชาย ดูเจ้าจะร่ำรวยไม่น้อย ข้าชื่อถังเป่ย โต๊ะข้ายังไม่มีสุราดื่ม จะเป็นการดีไม่น้อยหากเจ้ามอบมันให้กับพวกเราสักสองสามขวด พวกเราจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีหลังจากเดินทางเข้าในหุบเขา” ถังเป่ยบอกความต้องการทันที แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเป็นมิตรแต่มันเป็นการข่มขู่อย่างชัดเจน มู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองถังเป่ยอย่างไร้วี่แววตื่นกลัว ตอนก่อนจะเดินเข้ามาในโรงเตี้ยมเขาได้ตรวจสอบระดับพลังของทุกคนแล้ว เขาจึงไม่ได้กลัวแต่อย่างใด ถังเป่ยอยู่ระดับกำเนิดขั้นเก้า พวกพ้องอีกสองคนอยู่ระดับกำเนิดขั้นที่แปด ส่วนคนอื่นๆอีกสองโต๊ะมีระดับสูงสุดเพียงกำเนิดขั้นที่เจ็ดเท่านั้น “มอบสุราแก่เจ้า? เจ้ากำลังผายลมอันใด?” มู่เฉินพูดอย่างเฉยเมย “กำเนิดขั้นเจ็ดกลับปากดียิ่งนัก” พูดจบถังเป่ยพุ่งหมัดตรงเข้าสู่ใบหน้ามู่เฉินทันที มู่เฉินมองด้วยหางตาพร้อมกับเหวี่ยงหมัดกำราบมารเข้าปะทะ ปัง!!! แรงปะทะส่งตัวถังเป่ยลอยกลับไปกระแทกโต๊ะของเขาพังยับเยิน มู่เฉินยังคงนั่งอย่างเมินเฉย คนอื่นๆในโรงเตี้ยมมองเขาราวกับสัตว์ประหลาด กำเนิดขั้นเจ็ดซัดกำเนิดขั้นเก้าจนปลิว ช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายยิ่งนัก “เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่?” ถังเป่ยลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เมื่อครู่เขาปล่อยพลังออกไปเต็มสิบส่วนแต่ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้มู่เฉินได้แม้แต่น้อย “ใสหัวไป!!” มู่เฉินพูดอย่างเฉื่อยชา พักพวกทั้งสองคนพยุงถังเป่ยลุกขึ้นพร้อมกับหันตัวจากไป ถังเป่ยมองมู่เฉินด้วยดวงตาเคียดแค้นแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น จึงได้แต่จากไปเท่านั้น “เดี๋ยวก่อน จ่ายค่าเสียหายให้โรงเตี้ยมแล้วค่อยจากไป” มู่เฉินพูดขัดขณะทั้งสามกำลังจะจากไป ถังเป่ยหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนจะหยิบหินปราณออกมาโยนลงพื้นแล้วจากไปพร้อมกับความโกรธและความเสียใจที่เข้าไปหาเรื่องมู่เฉิน ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง คนอื่นๆที่อยู่ในโรงเตี้ยมต่างหลบตามู่เฉินและกระซิบพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่าทุกอย่างที่พวกเขาคุยกัน มู่เฉินล้วนได้ยินอย่างชัดเจนเพียงแต่เขาคร้านจะสนใจเท่านั้น หลังจากดื่มกินจนอิ่มหนำ มู่เฉินเร่งเดินทางเข้าเหวหมื่นอสูรอย่างรวดเร็ว ตลอดเส้นทางมีสัตว์อสูรมากมาย แต่เขาอาศัยสัมผัสเทวะตรวจสอบล่วงหน้าและเลือกที่จะหลบเลี่ยงเหล่าสัตว์อสูรเพื่อลดเวลาในการเดินทาง