บทที่55
ทวงคืนเมืองหลวง
ฉันได้แต่มองจากบนฝั่งขณะหนิงหลงหนิงเหอ และโอรสสวรรค์ออกทะเลไปปิดล้อมกองเรือของโทโคโยะ
การต่อสู้เป็นไปอย่างทุลักทุเล ฝ่ายนั้นแกร่งกว่าที่คาดจนต้องฝืนใช้เวทตอนที่ยังไม่เข้าที่แต่อย่างน้อยสามารถสร้างความเสียหายให้กองเรือฝั่งนั้นได้บางส่วนจมเรือเสบียงได้หลายลำ
ก่อนหน้านี้ โอรสสวรรค์เฟิงหยวนจินเฟิ่งกล่าวว่าถนัดเวทบทใหญ่ฉันนึกภาพเขาหัวเราะร่าขณะสาดสายฟ้าฟาดใส่เรือรบโทโคโยะก็เผลอยิ้มออกมา
ระหว่างนั้น ซูเหลียงและนายทหารอีกสองนายรับหน้าที่เดินทางไปยังวังของนักรบสัตว์เทพโดยถือตราหยกของโอรสสวรรค์ไปด้วยหากผู้ใดยังภักดีก็เท่ากับว่าเฟิงหยวนจินเฟิ่งยังมีกำลังทหารบ้าง
เด็กหนุ่มไม่กล้าใช้เวทเคลื่อนย้ายเพราะต้องเหลือพลังไว้ป้องกันตัวใช้ยันต์เคลื่อนที่เร็วเดินทางได้ทีละแค่สิบกว่าลี้ แต่บวกด้วยความเร็วม้าที่พวกเขาขี่อีกไม่นานคงถึงเทียนซู
หลังเวทพายุซัดเข้าใส่กองเรือโทโคโยะ รวมทั้งเจอกำลังเสริมจากตระกูลสั่วข้าศึกต้องถอยกลับไปจัดทัพและหาเสบียงใหม่
หนิงเหอพักความเคลือบแคลงในตัวตระกูลสั่วไว้ชั่วคราวถือโอกาสนั้นสอบถามแม่ทัพของกำลังเสริมว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองหลวง แม่ทัพของตระกูลสั่วกล่าวว่าโอรสสวรรค์หายตัวไปหัวหน้าตระกูลจึงรักษาการแทน
“ท่านไม่ทราบหรือว่าราชวงศ์ถูกนำไปกักตัวไว้ที่ตำหนัก?”
ยิ่งพูดคุยยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายคิดว่าตัวเองกำลังป้องกันเมืองหลวงในยามศึกจริงๆพอทราบข่าวว่าแท้จริงตระกูลตนวางแผนให้โทโคโยะโจมตีแต่แรกจากปากแม่ทัพฝ่ายโทโคโยะที่เป็นเชลยทำให้แตกตื่นตกใจอย่างมาก ตกลงเข้าร่วมกับหนิงเหอ
“แน่ใจรึ? หากท่านไม่ทำอะไรตระกูลสั่วจะได้กุมอำนาจ ท่านจะสุขสบายไปทั้งชีวิต” หนิงเหอถามอีกฝ่ายตรงไปตรงมา
“ข้ายังรู้สึกมีหลายสิ่งไม่ถูกต้อง บรรพบุรุษข้ามาจากเหยากวงข้าจึงไม่ชอบที่มีคนก่อสงครามหวังลาภยศ”
หนิงเหอฟังแล้วเหลือบมองถิงถิงที่นั่งอยู่ในห้องด้วยกัน
“เด็กหญิงผู้นั้นเองก็มาจากเหยากวง”
คู่สนทนาเหลือบมองถิงถิงแวบหนึ่งก็หันกลับไปพูดคุยกันต่อคุเรไนที่อยู่ในห้องด้วยอุ้มถิงถิงขึ้น
“เสี่ยวถิง เราออกไปข้างนอกกัน”
เด็กหญิงพยักหน้านิ้วมือม้วนเส้นผมสีแดงของคุเรไนเล่นชายหนุ่มมองก็คงคิดเรื่องที่ทั้งเธอและตนเองสืบสายเลือดของเหยากวงเหมือนกัน
ฉันออกมาข้างนอกด้วยและนั่งเล่นกับทั้งสองคน
“ออกมาได้หรือ?นึกว่าเป็นเครื่องตรวจเท็จ” คุเรไนพูดติดตลก
“มาถึงจุดนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะแม่ทัพคนนั้นจริงใจ” ฉันเหยียดขาไปด้านหน้า “ทีนี้เราจะไปเทียนซูสินะคะ”
“อืม...” คุเรไนเงยหน้าขึ้น“ซูเหลียงนี่!”
เด็กหนุ่มกลับมาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่งรีบเอาเข้าไปยื่นให้หนิงเหอ
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากฉันสงสัยว่ามีเรื่องอะไรก็ได้คำตอบในอีกหลายชั่วโมงถัดมา
ยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน มีกองทัพหนึ่งเดินทางมาทหารทุกนายใส่เกราะสีขาว ดูแล้วราวกับกองทัพวิญญาณผู้ที่นำทัพเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่โตบึกบึน ดวงตาใสกระจ่างกะแล้วอายุน่าจะแค่ยี่สิบนิดๆ เท่านั้น
“นักรบพยัคฆ์ขาว ซุนสิงชิวถวายความเคารพโอรสสวรรค์!”
“สิงชิว!” เฟิงหยวนจินเฟิ่งที่มีสภาพเหมือนอดนอนมาสามวันเข้าไปทักทาย“เจ้าได้รับเลือกเป็นไป๋หู่แล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ! เพิ่งได้รับเลือกหลังสหายซูเหลียงส่งสาสน์มา”
ฉันมองกองทัพคนเกราะขาวที่เขาพามาด้วยมองแล้วน่าเกรงขามจนขนลุก
“เช่นนั้นดีเยี่ยม เราออกเดินทางกันได้ยิ่งเร็วยิ่งดี”
หนิงหลงเหนื่อยล้าจากการใช้เวทบทใหญ่แต่ในเมื่อน้องชายยังทำงานต่อ เขาก็ไม่ยอมหยุดพักฉันพยายามกล่อมให้เขาพักอยู่นานกว่าชายหนุ่มจะยอมแต่พอเขานอนเตียงตัวเองได้พักเดียวก็ลุกขึ้นและเข้ามานอนในห้องฉัน
“ท่านหนิงหลง ท่านเหนื่อยแล้วเอาแต่ใจ”ฉันล้มตัวลงนอนข้างเขา ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆตอนอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่เคยใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน
ชายหนุ่มดึงร่างฉันเข้าไปใกล้และห่มผ้าจากนั้นผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ทันพูดอะไร
ฉันมองใบหน้าของคนที่หลับพริ้ม มองแพขนตายาวและคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยฉันจึงเอานิ้วโป้งเกลี่ยให้เลิกขมวดคิ้ว
ยามเขาหลับ ชายหนุ่มดูเด็กลงไปหลายปี
ตอนนั้นก็เกิดคำถามขึ้นว่าคนคนนี้เป็นอะไรกับฉัน...
ใกล้ชิดขนาดนี้... เป็นคนรักใช่ไหม?
เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาทำตัวกับฉันเหมือนปกติตลอดเวลาบางทีเลยลืมไป... ว่าพวกเราใกล้ชิดกันมากถึงเพียงนี้
ฉันหลับไปในอ้อมกอดเขาพอตื่นขึ้นมาก็ได้เวลาเดินทัพไปยังเมืองหลวงเพื่อจบเรื่องทั้งหมด
รั่วหลาน...อีกไม่นานฉันจะสามารถสะสางเรื่องกับคนที่ทำร้ายเธอ
ฉันนึกว่าการกรีธาทัพบุกเมืองหลวงคราวนี้จะเป็นศึกยิ่งใหญ่ยืดเยื้อเหมือนคราวสู้กับโทโคโยะแต่ไม่เลย ทัพของพยัคฆ์ขาวซุนสิงชิวทำให้ทุกด่านข้ามเขตปล่อยเราผ่านตลอด...ก็จนมาถึงเขตเทียนซู
หากจะไปทางน้ำต้องผ่านกองเรือของวังมังกรฟ้า หากผ่านทางบกก็ต้องเข้าใกล้วังหงส์แดง ทั้งสองมีส่วนรู้เห็นกับการก่อกบฏครั้งนี้หรืออาจเพียงโดนปั่นหัวให้ช่วยเหลือตระกูลสั่ว
“นักรบหงส์แดงคุมคลังแสง หากตัดกำลังของส่วนนี้ไปได้จะทำให้กำลังของฝ่ายนั้นอ่อนแอลงในขณะเดียวกันหากเราชิงมาได้ก็เป็นเปรียบใหญ่หลวง” ซุนสิงชิว นักรบพยัคฆ์ขาวอธิบาย“ก่อนอื่น กระหม่อมจะใช้ฐานะของตนเรียกเจรจากับนักรบหงส์แดง”
“หากนางไม่ยอมเล่า?” เฟิงหยวนจินเฟิ่งถาม
“ต้องยอมพ่ะย่ะค่ะ” เขามองตราหยกในมือโอรสสวรรค์“นักรบสัตว์เทพภักดีต่อโอรสสวรรค์ผู้เที่ยงธรรม”
ซุนสิงชิวพาผู้ติดตามไปแค่สองคน หายตัวไปค่อนวันค่อยกลับมาในสภาพแผลเต็มตัว
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นางยอมฟังพวกเราแล้ว”เขาเช็ดเลือดที่หางตา “นางจะไปช่วยเหลือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงอยู่ในตำหนัก กระหม่อมวางแผนจะใช้วังพยัคฆ์ขาวเป็นศูนย์บัญชาการชิงวังหลวงคืน”
หนิงหลงใส่เกราะแล้วดูแปลกตาแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีเสน่ห์ดูหล่อเหลาต่างจากเดิมฉันคงมีความสุขกว่านี้หากเขาไม่ได้ใส่เกราะเพื่อจะไปรบ
ชายหนุ่มจะร่วมทางกับซูเหลียงและน้องชายบุกทะลวงเข้าไปตามหาตัวผู้นำตระกูลสั่วในวังโดยมีซุนสิงชิว นักรบพยัคฆ์ขาวนำทัพเปิดทางให้
โอรสสวรรค์จะคอยแนะนำในฐานะกุนซือเฉพาะกิจฉันกับถิงถิงจะอยู่ในบริเวณเดียวกันโดยมีหลินเยี่ยนอารักขา แม้จะไม่รู้ตัวคนที่พยายามลักพาตัวเด็กหญิงเพราะเป็นเจ้าหญิงของเหยากวงแต่ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
“ไม่ได้ใส่เกราะเสียนาน”ซูเหลียงขยับแขนไปมา “แต่ยังใส่แล้วสบายตัว แย่จริง”
“ซูเหลียง... ฝากท่านหนิงหลงด้วยนะ”ฉันบอก อีกฝ่ายพยักหน้า แกะผมหางม้าและรวบอีกทีให้ตึงกว่าเดิม
“ข้าน้อยจะไม่ปล่อยให้นายท่านตกอยู่ในอันตรายคราวนี้ขอกลับไปเป็นสุนัขสักคืน” เขายืดตัวขึ้น แอ่นหลังและหมุนไหล่ยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อมออกศึก “การสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นอย่างไรก็ดีกว่าการไปตายโดยไม่เข้าใจอะไรเลย”
“ซูเหลียงก็คือซูเหลียงนี่นะ”
“ใช่เพราะฉะนั้นข้าน้อยจะปกป้องนายท่าน เราจะได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตปลูกผักเลี้ยวไก่เช่นแต่ก่อน”เขายิ้มเห็นเขี้ยว “เหมยฟาง ท่านไปพูดกับนายท่านเถอะ”
หนิงหลงนั่งสมาธิเตรียมพร้อมรบ ข้างๆคือคุเรไนผู้สวมเกราะแบบของซิงกวน รวบเก็บเส้นผมสีแดงเรียบร้อย
“แม่นางมาหาเรียว?”
สิ้นเสียงคุเรไน หนิงหลงลืมตาโพลง ลุกพรวดขึ้นมาหาฉันเขายืนนิ่งอยู่ตรงหน้า อ้าปากแล้วก็หุบปาก ฉันเลยพูดขึ้นก่อน
“กลับมาอย่างปลอดภัยนะคะฝากทุกคนด้วย”
“แม่นาง มอบจุมพิตอวยพรให้มันด้วย”คุเรไนยุ
ฉันกับหนิงหลงหันขวับไปมองเขาเป็นตาเดียวก่อนจะหันกลับมามองหน้ากันฉันยืนอึ้งอยู่หลายอึดใจก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขาและเขย่งเท้าชายหนุ่มหลับตาย่อตัวลงมา
ฉันจูบหน้าผากเขา
“...โชคดีนะคะ”
“...อืม”
“ข้าด้วยๆ แม่นาง ข้าด้วย”คุเรไนยกมือและโบกมันไปมา
“ไม่ได้!” หนิงหลงหันไปตะโกนใส่เพื่อน
เราสามคนหัวเราะออกมาช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดได้มาก
ไม่นานหนิงหลงและคุเรไนก็ออกไปพร้อมหนิงเหอ ซูเหลียงหันมาชูนิ้วโป้งให้ฉันและเดินปิดขบวนฉันยิ้มและชูนิ้วโป้งให้เขา หลินเยี่ยนเลิกคิ้วมองการโต้ตอบของเราจากนั้นตบไหล่ฉันสองทีก่อนหมุนตัวกลับเข้าไปข้างในตึก
“เจเจ้” ถิงถิงเข้ามาเกาะเสื้อฉัน“ทุกคนไปข้างนอกกันอีกแล้วเหรอ?”
“อือ เดี๋ยวก็กลับแล้ว อดใจรอก่อนนะ”