เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 ฆ่าไม่ละเว้น

            เซียวเฉินกอดเสิ่นเล่ยไว้แล้วมองทุกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาเย็นชาไอสังหารจางๆ ค่อยๆ แทรกซึมออกมา ทำให้สายตาของทุกคนจับนิ่ง

            สีหน้าเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง

            ไอสังหารแบบนี้คือสิ่งที่เซียวเฉินฝึกฝนในหนึ่งเดือนนี้ถือเป็นการเก็บเกี่ยวอย่างหนึ่ง ท่วงท่าเช่นนี้มิใช่ใครๆ ก็มีได้บวกกับเซียวเฉินมีความสามารถขั้นเสวียนฟ้าสองชั้นฟ้ารังสีที่เปล่งออกมาจึงยิ่งแข็งแกร่ง

            เสิ่นเล่ยในอ้อมกอดร่างกายอ่อนแอ ได้แต่พิงอยู่ในอกของเซียวเฉินแม้จะไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้แต่กลับไม่มีทางเลือก แขนอันแข็งแรงของเซียวเฉินกอดนางไว้กับอกยามเขาหายใจบางครั้งยังถูกแก้มของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของนางยิ่งระทวย

            ไม่รู้ว่ามือทั้งสองข้างกอดเอวของเซียวเฉินไว้ตั้งแต่เมื่อใด

            ยามนี้ เสิ่นเล่ยสับสนในใจ

            เด็กหนุ่มตรงเบื้องหน้าช่วยนางไว้อีกครั้งเหตุใดทุกครั้งที่ตนเองเจออันตรายจะพบกับเขานะ บังเอิญหรือ...

            สายตาของเซียวเฉินจับจ้องทุกคนฝั่งตรงข้าม

            “ฉวยโอกาสที่ข้ายังไม่มีความคิดสังหารแล้วไสหัวไปเสีย”

            น้ำเสียงของเซียวเฉินกังวานเปี่ยมพลัง แฝงด้วยรังสีแข็งแกร่งทำให้ซงเยี่ยผู้นำฝ่ายตรงข้ามมีสีหน้าไม่น่ามอง

            “สหาย เหตุใดเจ้าต้องมาเกลือกกลั้วกับเรื่องนี้ด้วยมอบนางให้ข้าแล้วเรื่องทุกอย่างพวกเราคุยกันได้ ไม่เช่นนั้น แม้แต่เจ้าก็ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

            ซงเยี่ยก็มีความสามารถขั้นเสวียนฟ้าสองชั้นฟ้าเช่นกันจึงไม่กริ่งเกรงเซียวเฉินมากนัก เพียงแต่เขาไม่คิดจะเพิ่มความลำบากที่ไม่จำเป็นให้ตนเองแต่ถ้าเซียวเฉินหัวช้า เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือให้คนทั้งสองทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เขามั่นใจว่าตนเองมีความสามารถนั้น

            เซียวเฉินยิ้มให้ซงเยี่ย

            แต่น้ำค้างแข็งบนใบหน้ากลับหนาขึ้น

            “ข้าให้พวกเจ้าไสหัวไป ท่าทางพวกเจ้าคงไม่ใส่ใจเลยสินะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนก็ไม่ต้องไป ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่” ระหว่างที่พูดจา เบิกฟ้าก็กลับมาอยู่ในมือของเซียวเฉินรัศมีกระบี่ฟันลง เงาร่างสองสายตรงเบื้องหน้าก็ถูกฆ่าตาย

            กระบี่เดียวฆ่าสองคน!

            ซงเยี่ยเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าหนู ในเมื่อเจ้ายืนกรานจะทำเช่นนี้ก็อย่าตำหนิข้า พวกเจ้าสองคนต้องตายทั้งคู่!”

            ตูม!

            ซงเยี่ยใช้ฝ่าเท้ากระทืบพื้น กล้ามเนื้อบนร่างนูนขึ้นทันทีเหมือนทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เซียวเฉินยิ้ม ถึงกับมาในรูปแบบของพละกำลังน่าสนใจ

            เซียวเฉินวางเสิ่นเล่ยไว้ด้านข้าง จากนั้นยิ้มกล่าว “พวกเราคงมีวาสนาต่อกันจริงๆเจอกันสองครั้ง ข้าก็ช่วยเจ้าไว้ทั้งสองครั้ง คราวนี้เจ้าติดหนี้น้ำใจข้าแล้วนะ”

            เสิ่นเล่ยมองเซียวเฉินด้วยแววตาเป็นห่วง

            “เขาร้ายกาจมาก เจ้าระวังตัวหน่อย...”

            ว่าแล้วก็เบือนหน้าไป ใบหน้างามปรากฏสีแดงก่ำ ดวงตาของเซียวเฉินฉายประกายหยอกเย้า

            “ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เจ้าน่าจะต้องเป็นห่วงเจ้าอัปลักษณ์ฝั่งตรงข้ามมากกว่า”

            คำว่าอัปลักษณ์ทำให้ซงเยี่ยมีโทสะสุดขีด ซงเยี่ยหน้าตาไม่ค่อยดีนักเรือนร่างล่ำสัน ผิวสีเข้ม ดูแล้วเหมือนหมีดำตัวใหญ่

            “หมีดำใหญ่ ข้าจะเล่นสนุกเป็นเพื่อนเจ้าเอง”

            สีหน้าของเซียวเฉินเรียบเฉย ทว่าแฝงการล้อเลียนสนุกสนาน

            “ฮึ้ย...” ซงเยี่ยส่งเสียงร้องตลอดอย่างเดือดดาล “เดรัจฉานน้อยข้าจะฉีกเจ้าทั้งเป็น”

            ตูม!

            โจมตีหนึ่งหมัด แสงเสวียนแล่นพล่าน เซียวเฉินยิ้มหยัน ลอบโคจรพลังเสวียนชั่วพริบตา สภาวะของเซียวเฉินเพิ่มขึ้นปะทุความสามารถขั้นเสวียนฟ้าสองชั้นฟ้าออกมาอย่างดุดันดุจหินหนืดอันร้อนระอุจากนั้น เซียวเฉินก็กำมือทั้งสองข้างเป็นหมัดและโจมตีด้วยกำปั้นเช่นกันในเวลาเดียวกับที่เรี่ยวแรงมหาศาลสองขุมปะทะกันเซียวเฉินและซงเยี่ยก็ล่าถอยโดยพร้อมเพรียง เซียวเฉินมีสีหน้าหนักใจ

            “กำปั้นแข็งแกร่งนัก” ไม่ด้อยไปกว่าตนเองเลย ต้องรู้ก่อนว่า ต่อให้ตนเองไม่ได้ใช้แรงมังกรเถื่อนยุคบรรพกาลก็มีเรี่ยวแรงเกินหมื่นชั่งซงเยี่ยถึงกับต้านรับได้ เห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อของเขาแข็งแกร่งเช่นกัน

            ส่วนซงเยี่ยก็เช่นเดียวกัน

            หมัดของตนเองสามารถต่อยสัตว์ปิศาจระดับหกตาย ต่อให้เป็นสัตว์ปิศาจระดับเจ็ดก็ไม่กล้าปะทะด้วยกำลังกับตนเองทว่าเด็กหนุ่มตรงเบื้องหน้าถึงกับแข็งแกร่งสูสีตนเอง หรือว่าฝึกศาสตร์ร่างกาย?

            เสิ่นเล่ยที่อ่อนแออยู่ก็ตกใจเช่นกัน

            ความสามารถขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าอย่างตนเองยังเอาชนะซงเยี่ยไม่ได้ แต่เซียวเฉินถึงกับแข็งแกร่งสูสีเขา!

            หรือว่าเซียวเฉินจะแข็งแกร่งกว่าตนเอง?

            แต่เมื่อครั้งที่แล้วตนเองเหนือกว่าเขาหลายระดับตอนนี้ถึงกับถูกเขาทิ้งไว้ข้างหลัง หากเป็นเช่นนี้จริงๆพรสวรรค์ของเขาก็วิปริตเกินไปแล้ว

            ทันใดนั้น ภาพตนเองที่อยู่ในอ้อมอกของเซียวเฉินเมื่อครู่ก็ปรากฏขึ้นในห้วงสมองอีกครั้งตนเองไม่ผลักไส แถมยังกอดเขาด้วย ใบหน้าซีดขาวของเสิ่นเล่ยปรากฏสีแดงระเรื่ออีกครั้งดุจสาวงามขี้โรคเช่นไซซีทำให้คนรักและสงสาร

            จากนั้น แววตาก็จับจ้องการต่อสู้ตรงเบื้องหน้า

            เซียวเฉินปะทะซงเยี่ย

            “หมีดำใหญ่ เมื่อครู่ข้าใช้กำลังแค่หกส่วนคราวนี้เจ้าลองรับหมัดข้าดูอีกที?” ว่าแล้ว เซียวเฉินก็ลอบเร่งเร้าแรงมังกรเถื่อนยุคกำเนิดโลกให้เพิ่มขึ้นผ่านเคล็ดวิชาระหว่างที่ไม่รู้ตัว กำลังของเขาเพิ่มถึงระดับน่าสะพรึง เขาไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อกลุ่มคนตรงเบื้องหน้าเพียงคิดจะรีบสู้รีบจบ เท้าทั้งสองข้างกระทืบพื้น พื้นดินปรากฏรอยแตกจากนั้นต่อยออกหนึ่งหมัด ลมรุนแรงแหวกอากาศ เหมือนลมงวงช้างพวยพุ่งจากดินขึ้นสู่ฟ้าทรงอานุภาพยิ่งขึ้น ก้อนหินที่อยู่บนพื้นถูกบดขยี้แหลกลาญ

            ซงเยี่ยยิ้มหยัน

            “ไม่กลัวว่าจะคุยโวเกินไปหรือ รับก็รับ ดูสิว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้?” ซงเยี่ยมั่นใจตนเองในเรื่องพละกำลังเป็นอย่างยิ่งถึงอย่างไรเขาก็เดินในแนวทางวิชายุทธ์ร่างกาย มีพละกำลังเหนือผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาในสายตาของเขา เซียวเฉินก็แค่ผู้ฝึกวิชาที่มีเรี่ยวแรงเยอะหน่อยเท่านั้น

            ตูม!

            ปึก!

            แต่เมื่อปะทะกับหมัด ซงเยี่ยก็รู้ว่าตนคิดผิดแล้ว

            พลังมหาศาลยกเขาลอยไปในพริบตา ยามลอยคว้างถึงขั้นได้ยินเสียงกระดูกข้อมือของเขาหักและแขนมีโลหิตไหล

            “อ๊า...” ซงเยี่ยร้องอุทานอย่างเจ็บปวด สีหน้าอำมหิต

            สายตาที่มองเซียวเฉินมีเจตนาสังหาร

            “ลุย สับมันเป็นชิ้นๆ ต้องการสตรีตัวเป็นๆ ส่วนบุรุษฆ่าทิ้งเสีย!” คนสี่สิบห้าสิบคนบุกเข้าไปพร้อมกันส่วนมากมีความสามารถขั้นตานฟ้าหกชั้นฟ้าขึ้นไป และมีขั้นเสวียนฟ้าอยู่ด้วย

            เซียวเฉินใช้เบิกฟ้าในมือจู่โจมด้วยแสงเสวียน

            สิบปีเป็นตายไร้ขอบเขต จักรวาลทอดแสงทอง!

            คัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์กระบวนท่าที่สามโจมตีใส่ อัสนีเป็นสายๆดุจแสงศักดิ์สิทธิ์ร่วงลงมาจากนภา เซียวเฉินทะยานเข้าสังหาร แทงกระบี่ออกเป็นต้องเห็นเลือดเสียงกรีดร้องค่อยๆ ดังขึ้น ถึงขั้นมีแขนปนโลหิตปลิดปลิว

            ที่นั่นทำให้คนกลัวจนตัวสั่น

            ระหว่างที่คนหลายสิบคนกำลังหายใจก็มีคนถูกสังหารไปสิบกว่าคน

            ทุกคนไม่กล้าขึ้นหน้า

            เซียวเฉินมองทุกคนแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่ฆ่าพวกเจ้า จะฆ่าแต่เขาถอยไป ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

            เซียวเฉินชี้ซงเยี่ย คนอื่นๆ พากันหลีกทางให้

            ซงเยี่ยขลาดเขลาอยู่บ้าง

            คนผู้นี้คือสัตว์ป่าตัวเป็นๆ โหดร้ายขนาดนี้

            ตนเองตอนอยู่ในสภาพสุดยอดก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา ตอนนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ดังนั้น ซงเยี่ยจึงถอยหลังติดต่อกัน เซียวเฉินยิ้มหยัน

            “เมื่อครู่เจ้าเหิมเกริมมิใช่หรือ? เจ้าจะสังหารข้านี่? ทำไมตอนนี้ถอยหลัง? ไม่กล้าแล้ว?”

            เซียวเฉินเข้ามาใกล้ทุกที ซงเยี่ยสีหน้าเขียวคล้ำ

            “สหาย เหลือทางถอยให้บ้าง ต่อไปจะได้มีหน้ามาเจอกัน อย่าหักหาญเกินไปนัก”ซงเยี่ยกล่าวพลางถอยหลัง แต่เซียวเฉินกลับดูแคลน

            “ตอนนี้เพิ่งคิดได้หรือว่าต้องเหลือทางถอยให้?”เซียวเฉินสีหน้าอึมครึม ชี้ไปที่เสิ่นเล่ย“ตอนไล่ล่านางเจ้าเคยคิดจะเหลือทางถอยให้หรือไม่? ตอนเจ้าจะหยามเกียรตินางเคยคิดจะเหลือทางถอยให้หรือไม่แล้วตอนเจ้าจะฆ่าข้าเล่าเคยคิดบ้างหรือไม่? เจ้าไม่คู่ควรจะเหลือทางถอยให้”

            สิ้นเสียง รังสีกระบี่ก็กวาดไปทางซงเยี่ย

            “อ๊า...”

            ซงเยี่ยยกมือขึ้นกัน แต่แขนกลับถูกฟันขาดไปด้วย โลหิตสดฉีดพุ่งเซียวเฉินไม่หยุดมือ สืบเท้าหนึ่งก้าว แทงคอหอยซงเยี่ย ร่างของซงเยี่ยร่วงพื้น

            ชั่วขณะ ไร้สรรพสำเนียง

            เซียวเฉินกลับมาที่เดิม อุ้มเสิ่นเล่ยที่ร่างกายอ่อนแอขึ้นและเหินจากไป…

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน