นักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์)

    เลิอดหยดที่ 38 ฝันร้าย

          แม้อัลเบิร์ตจะถูกเด็กสาววัยลูกตะคอกใส่  แต่เขาก็ยังดูสงบ  พร้อมอธิบายอย่างใจเย็น 


    “สาเหตุที่ข้าต้องการเก็บปีศาจตนนี้  เพราะเกิดเหตุประหลาดหลายประการ อาทิเช่นนางสามารถกลายพันธุ์ในเวลาไม่กี่นาที  แถมยังกำเนิดจากแวมไพร์ที่มีอายุไม่ถึงวัน” 


    “จะ….จริงเหรอ  ลุง  ไม่น่าเป็นไปได้ ” ใบหน้าของเด็กสาวเริ่มถอดสี  เพราะเธอรู้ดีว่าการที่แวมไพร์ตนหนึ่งจะทำให้มนุษย์เป็นสาวก  จะต้องอยู่มานานนับเดือน แถมการกลายพันธุ์แต่ละครั้งล้วนกินเวลาเป็นวันๆ 


    “ จริง  เพราะข้าได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง ” อัลเบิร์ตย้ำ  น้ำเสียงราบเรียบ  ดวงตาสีเหล็กดูแน่วนิ่ง  อันบ่งบอกว่าเขาไม่ได้โกหกแน่ๆ 


    “เฮือก…..” เด็กสาวร่างเล็กนิ่งงัน  ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ  ปิดท้ายด้วยการคล้อยตาม  สองมือยื่นไปค้นหาบางสิ่งในลิ้นชักรถ 


    “แล้วรออะไรอยู่ล่ะ  ลุงรีบประคองเธอขึ้นมาที่เบาะท้าย  ชั้นจะหากุญแจมือและผ้าปิดปากเอง” 



            อัลเบิร์ตส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เขายอมรับว่าตามอารมณ์ของเด็กสาวไม่ทัน  เพราะคุณเธออะเลิทสุดๆ 



            พอทั้งสองมัดมือและเท้าของหมวยสาวเสร็จ ก็ป้องกันอีกชั้นด้วยผ้าปิดปากที่ค่อนข้างหนา จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนรถ  แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์  เพื่อบังคับพาหนะคู่ใจไปยังสถานที่ๆต้องการ 



            ระหว่างนั้น เด็กสาวขอให้อัลเบิร์ตเล่าทุกสิ่งให้ฟัง พอได้รู้ข้อมูล  เจ้าหล่อนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ  แสดงออกถึงความหนักใจ 


    “เฮ้อ…..แบบนี้ก็แปลว่าเราน่าจะได้เจอสายพันธุ์ใหม่อีกแล้วสินะ ” 


    “อืม….ข้าก็คิดเช่นนั้น  และนั่นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องศึกษาที่มาของพวกมัน  จะได้หาวิธีต่อสู้ที่เหมาะสมต่อไป ” อัลเบิร์ตกอดอกนิ่ง  ดวงตาสีเหล็กมองตรงไปข้างหน้า มาดของชายวัยฉกรรจ์ ทำให้เด็กสาวผู้ทำหน้าที่สารถีรู้สึกขัดใจ เลยเอ่ยแซวแบบตรงๆ 


    “ที่ลุงพูดแบบเป็นงานเป็นการ  มันก็ดีอยู่หรอก  แต่เลิกเก๊กซักทีได้มั้ย  สมัยนี้เขาไม่ทำท่าแบบนั้นกันแล้ว ” 



             ทว่าอัลเบิร์ตกลับไม่เก็ท แถมยังหันมาตีหน้าสงสัย  ปากก็เอ่ยถาม 


    “ไอ้คำว่า…เก๊ก แปลว่าอะไร  ข้าไม่เข้าใจ ” 


    “อืม…..ก็หมายความว่า….ทำท่าทางเว่อร์เกินเหตุ  วางมาดมากไปหน่อย  อะไรประมาณนั้น ”เด็กสาวหน้าใสขบคิด เพราะต้องสรรหาคำจำกัดความที่ชายฉกรรจ์น่าจะเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเธอจะไร้ผล 


    “ก็ยังไม่กระจ่างอยู่ดี  เพราะข้าไม่เข้าใจคำว่าเว่อร์ ” 


    “โอ๊ย….กลุ้ม ไหงชั้นต้องมาทำงานกับตาลุงตกยุคคนนี้ ” เด็กสาวหน้าใสถึงกับกุมขมับ  แต่ไม่นาน  เธอก็หันไปวีนเรื่องอื่น 


    “ว่าแต่ลุงก็พอมีทุน  แต่ทำไมถึงใช้รถโบราณ แถมยังเป็นรุ่นพวงมาลัยซ้ายอีกด้วย รู้มั้ยว่ามันขับยากแค่ไหน  เพราะที่นี่คือประเทศไทย ”(ที่ประเทศนี้  รถทุกคันใช้พวงมาลัยขวา) 



            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอัลเบิร์ตรำคาญหรือมีเรื่องอื่นๆให้ขบคิดในใจ  จึงไม่ได้ตอบคำใดออกมา  สายตามองตรงไปข้างหน้า  พร้อมกอดอกนิ่ง ทิ้งให้เด็กสาวหน้าใสบ่นพึมพำตามลำพัง 


    “ตาลุงบ้าเอย  พูดด้วย  ก็ไม่พูดด้วย  น่าโมโหชะมัด ” 


    ……………………… 


            ทั้งสองเดินทางไม่นาน ก็มาถึงโกดังร้างย่านชานเมือง  และพอจอดรถที่อู่  ซึ่งมีตู้เติมน้ำมันตั้งอยู่ไม่ห่าง อัลเบิร์ตก็เป็นฝ่ายอุ้มหมวยสาวออกจากเบาะหลัง แล้วก้าวเข้าสู่ภายใน  โดยมีเด็กสาวหน้าใสตามมาติดๆ 



           เมื่อมาถึงส่วนในสุดของโกดัง ทั้งสองก็พบกับสาวร่างสูงเพรียวที่สวมเสื้อคลุมยาวสีขาว  บนใบหน้าปิดแมสสีเดียวกัน ดูคล้ายว่ากำลังทดลองบางอย่าง  สังเกตได้จากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานที่เธอประจำอยู่ 


    “อ้าว…..คุณอัลเบิร์ตกับยูมิโกะ  กลับมาแล้วเหรอ ” พอเห็นสองหน่อต่างวัย สาวร่างสูงเพรียวก็ถอดแมสออก  เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยเย็นๆสไตค์หญิงจากแดนกิมจิ  ดวงตาเรียวเปล่งประกายแวววาว บ่งบอกถึงความดีใจ 


    “ ไง  พี่วอนจอง  ทำอะไรอยู่เหรอ ” เด็กสาวร่างเล็ก  ผู้มีนามว่า “ยูมิโกะ” รีบตรงเข้าไปทักทายเสียงใส  ทำให้รู้ว่าพวกเธอน่าจะสนิทกันพอสมควร 

    “ พี่กำลังหาวิธีทำลายไวรัสที่แฝงในน้ำลายของพวกแวมไพร์  เผื่อจะหาทางรักษาคนที่กลายพันธุ์ได้ ” สาวสวยจากแดนกิมจิยิ้มรับ  ซึ่งก็สดใสพอจะทำให้หนุ่มน้อยใหญ่ใจละลาย แต่แล้ววอนจองก็สะดุ้งตกใจ เมื่อเห็นสตรีที่อัลเบิร์ตอุ้มมา 


    “นะ…นั่นใครน่ะ  คุณอัลเบิร์ต” 


    “ คนที่ข้าช่วยเหลือจากพวกปีศาจ  และนางกำลังกลายพันธุ์ ” ชายฉกรรจ์ตาสีเหล็กตอบสั้นๆ  ท่วงท่าดูแน่วนิ่ง  และเพื่อไม่ให้เสียเวลา  ยูมิโกะก็รีบเข้ามาอธิบายให้พี่สาวคนสวยฟัง 


    “เดี๋ยวชั้นเล่าให้พี่วอนจองฟังเอง  เพราะขืนให้ตาลุงนี่พูด ก็อีกนานกว่าจะรู้เรื่อง ” 



           แน่นอนว่ายูมิโกะย่อมใช้เวลาไม่นานจริงๆ เพราะเธอเป็นคนช่างเจรจา  แถมวอนจองก็ฉลาดหลักแหลม  จึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว  พร้อมตั้งคำถาม 


    “แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าแวมไพร์ที่กัดเธอคนนี้  เป็นปีศาจที่เพิ่งเกิดใหม่ ” 



           ยูมิโกะเองก็จนด้วยเกล้าจะให้คำตอบ  เพราะเธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์  อัลเบิร์ตเลยกล่าวขึ้นมาบ้าง 


    “เพราะตอนที่ข้าสู้กับมัน  พบว่าปีศาจตนนั้นอ่อนแอเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพวกแวมไพร์ที่เพิ่งกลายพันธุ์ ” 


    “อืม…..ถ้าคุณอัลเบิร์ตยืนยันแบบนี้  ก็คงเป็นความจริง แต่ถ้าพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ก็ดูประหลาดเหลือเกิน  ไม่เคยมีแวมไพร์เกิดใหม่ตนใด แพร่เชื้อให้เหยื่อได้เลยนะ ” วอนจองอยากจะเชื่ออยู่เหมือนกัน  แต่ข้อเท็จจริงดูจะห่างไกลจากคำว่าปกติถึงหลายส่วน 


    “ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาความรู้ของท่านวอนจอง  และความสามารถพิเศษของเจ้า ” อัลเบิร์ตสรุป พร้อมพยักพเยิดไปทางสองสาว  ทว่ายูมิโกะกลับแอบฉุน 


    “ ชิ  ทีพี่วอนจอง  ลุงเรียกว่าท่าน  แต่กับเราดันขนานนามกันห้วนๆ  แบบนี้มันเลือกปฏิบัตินี่หว่า” 



          แต่ถึงยูมิโกะไม่พอใจ แต่เธอก็ยินดีจะใช้ความสามารถของตนเอง เลยยื่นสองมือมากดขมับของหมวยสาว  พร้อมหลับตานิ่ง  เพื่อเพ่งสมาธิ 


    “รบกวนให้เจ้าช่วยดูเหตุการณ์ในช่วงที่นางเผชิญหน้ากับแวมไพร์ ”อัลเบิร์ตระบุเป้าหมาย  ทันใดนั้นเอง  แสงสว่างก็แผ่ออกมาจากสองมือบางของยูมิโกะ  คิ้วเรียวขมวดนิ่ว 


    “ อืม…….” 



            วอนจองลุ้นตัวโก่ง  ใบหน้าขาวผ่องแลตื่นๆ  ส่วนอัลเบิร์ต  แม้เขาจะไม่แสดงอาการใดๆออกมา  แต่มือขวาก็แอบขย้ำโค๊ทดำที่สวมใส่เล็กน้อย 



            เวลาผ่านไปประมาณสองนาที แสงสว่างบนสองมือของยูมิโกะก็พลันหายไป  พร้อมถอยออกมานั่งแผ่หลา  ลมหายใจหอบถี่  ด้วยเธอกำลังเหนื่อย 


    “ แฮ่ก  แฮ่ก  แฮ่ก……” 


    “ยูมิโกะเป็นไงบ้าง  เอาน้ำหน่อยมั้ย ” วอนจองดูเป็นห่วง พร้อมขยับไปหยิบแก้วน้ำ แต่อัลเบิร์ตคว้าข้อมือของสาวสวยไว้  แล้วถามหน้าตาเฉย 


    “เจ้าพบอะไรบ้าง รีบเล่าให้ข้าฟัง ” 



            ยูมิโกะแอบฉุนนิดๆ  เพราะอัลเบิร์ตไม่ค่อยเอาใคร  แต่เรื่องราวที่พบในความทรงจำของหมวยสาวก็เป็นเรื่องเร่งร้อนจริงๆ  จึงรีบแถลงให้พลพรรคหายสงสัย 


    “แย่แล้ว  ลุง  เหยื่อไม่ได้มีแค่พี่สาวคนนี้ แต่เป็นพี่ชายหน้าหล่ออีกคน และเขากำลังหนีแวมไพร์ผู้หญิงอยู่  เราต้องรีบไปช่วย ” 


    ……………………. 


             หรั่งโซซัดโซเซไปตามทาง และเหมือนว่าเขาจะมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงพอตัว เลยดลบันดาลให้หนุ่มลูกครึ่งเลือกหนีไปยังตรอกซอกซอยที่คับแคบ 


    “ไอ้ผีบ้านั่นเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเรามาก  ถ้าหนีไปตามถนนใหญ่ไร้ที่กำบัง มันต้องไล่ตามทันอย่างแน่นอน ” 



            ถึงกระนั้น  หนุ่มหล่อก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่น่าสะพรึงกลัวเป็นระยะ  และกระแสพวกนี้ก็ไล่ตามเขามาติดๆ 


    “ กรี๊ด……ข้ารู้นะว่าเจ้าอยู่ที่ไหน  เลิกหนี  แล้วยอมเป็นสาวกของข้าแต่โดยดีเถอะ ” 



           แม้หรั่งจะหวาดกลัว แต่ก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน ไอ้การยอมเป็นสาวกนี่หมายถึงเราต้องกลายเป็นปีศาจแบบพวกมันน่ะเหรอ  ถ้าเป็นแบบนั้นจริง  เขาขอตายซะยังดีกว่า 


    “บ้าหรือเปล่า ใครจะไปยอมเป็นแบบพวกแก ” 



            ความหวาดกลัววิ่งพล่านไปทั่วหัวใจ ทำให้พระเอกหนุ่มกัดฟันวิ่งจนสุดกำลัง  เพราะรู้ดี  ถ้าสองเท้าหยุดเคลื่อนที่เมื่อไหร่  มรณภัยย่อมมาเยือนอย่างแน่นอน 


    “ วิ่ง  ต้องวิ่งต่อไปเรื่อยๆ  และพอเช้า  เราก็จะรอด เพราะปีศาจพวกนั้นน่าจะแพ้แสงอาทิตย์ ” หรั่งคิดเช่นนั้น  และนี่คือทางรอดเดียวที่เขานึกออก ทว่าจิตเบื้องลึกกลับแอบค้าน 


    “และถ้าพวกมันไม่กลัวแสงอาทิตย์ล่ะ  ไม่สิ  เราจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ”หรั่งรีบสะบัดศีรษะ  หวังขับไล่ความคิดด้านลบออก  แต่แล้ว ความหวังก็พังทลาย  เมื่อได้พบกับทางตัน 


    “ เฮ้ย!  ซวยแล้ว  ไปต่อไม่ได้  มีกำแพงขวางกั้น ” 



          หรั่งนิ่งงันไปอึดใจ  ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ 


    “ ไม่สิ  เราจะหมดหวังไม่ได้  เมื่อไม่มีทางไปต่อ  ก็ต้องย้อนกลับทางเก่า ” แต่พอหรั่งขยับเท้า ก็มีใครบางคนเดินตามเข้ามา  คนๆนั้นก็คือ.......อลิซ 


    “ เฮ้ย!  มันตามเราทันแล้ว  จบสิ้นแน่ ”หัวใจของหรั่งร่วงหล่นลงไปกองที่ตาตุ่ม ขนทั่วกายลุกชูชัน  แถมยังเย็นยะเยือกแถวไขสันหลัง  มือไม้สั่นเทาจนบังคับไม่อยู่ 


    “ บ้าน่า  เราจะมัวแต่ยืนขาแข็งไม่ได้  ขยับสิ  ไอ้หรั่ง ” หนุ่มลูกครึ่งพยายามปลุกปลอบตัวเอง  แต่สองเท้าก็ยังแช่อยู่ในจุดเดิม แวมไพร์สาวจึงเดินมาถึง 


    “ หึ  หึ  หึ  ในที่สุด  ข้าก็ตามเจ้าทัน  คราวนี้  จะหนีไปไหนอีก ” นี่เป็นคำแรกที่ออกจากปากของอลิซ  ดวงตาคมซึ้งมองหรั่งอย่างมีนัยยะ 



            ถ้าเป็นเวลาปกติ  หรั่งคงไม่ปฏิเสธ  เพราะรู้ชัดว่านี่คือสัญญาณท้าทายให้เข้าไปมีเซ็กส์  แต่เจ้าของดวงตาคู่นั้นกลับเป็นบางสิ่งที่ห่างไกลจากคำว่า......มนุษย์  แล้วเขาจะมีอารมณ์ร่วมได้อย่างไร 


    “บ้าไปแล้ว  นี่มันฝันร้ายชัดๆ ” 


    “ หึ  หึ  หึ แน่ใจได้ไงว่านี่คือฝันร้าย  บางทีพอจบเรื่อง  เจ้าอาจชอบมันก็ได้ เพราะจะได้คงความหนุ่มตลอดกาล  แถมยังมีพลังมหาศาล  ได้ความสามารถต่างๆที่น่าอัศจรรย์ ชนิดที่พระเจ้ายังไม่อาจมอบให้ ” ปีศาจสาวพยายามเกลี้ยกล่อม  ก่อนจะค่อยๆย่างเข้าหาหรั่งจนเหลือระยะห่างเพียงหกก้าว



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2


    คล้ายกับเรื่องนักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์) ที่คุณอ่าน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136