แม้อัลเบิร์ตจะถูกเด็กสาววัยลูกตะคอกใส่ แต่เขาก็ยังดูสงบ พร้อมอธิบายอย่างใจเย็น
“สาเหตุที่ข้าต้องการเก็บปีศาจตนนี้ เพราะเกิดเหตุประหลาดหลายประการ อาทิเช่นนางสามารถกลายพันธุ์ในเวลาไม่กี่นาที แถมยังกำเนิดจากแวมไพร์ที่มีอายุไม่ถึงวัน”
“จะ….จริงเหรอ ลุง ไม่น่าเป็นไปได้ ” ใบหน้าของเด็กสาวเริ่มถอดสี เพราะเธอรู้ดีว่าการที่แวมไพร์ตนหนึ่งจะทำให้มนุษย์เป็นสาวก จะต้องอยู่มานานนับเดือน แถมการกลายพันธุ์แต่ละครั้งล้วนกินเวลาเป็นวันๆ
“ จริง เพราะข้าได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง ” อัลเบิร์ตย้ำ น้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาสีเหล็กดูแน่วนิ่ง อันบ่งบอกว่าเขาไม่ได้โกหกแน่ๆ
“เฮือก…..” เด็กสาวร่างเล็กนิ่งงัน ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ ปิดท้ายด้วยการคล้อยตาม สองมือยื่นไปค้นหาบางสิ่งในลิ้นชักรถ
“แล้วรออะไรอยู่ล่ะ ลุงรีบประคองเธอขึ้นมาที่เบาะท้าย ชั้นจะหากุญแจมือและผ้าปิดปากเอง”
อัลเบิร์ตส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เขายอมรับว่าตามอารมณ์ของเด็กสาวไม่ทัน เพราะคุณเธออะเลิทสุดๆ
พอทั้งสองมัดมือและเท้าของหมวยสาวเสร็จ ก็ป้องกันอีกชั้นด้วยผ้าปิดปากที่ค่อนข้างหนา จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนรถ แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อบังคับพาหนะคู่ใจไปยังสถานที่ๆต้องการ
ระหว่างนั้น เด็กสาวขอให้อัลเบิร์ตเล่าทุกสิ่งให้ฟัง พอได้รู้ข้อมูล เจ้าหล่อนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แสดงออกถึงความหนักใจ
“เฮ้อ…..แบบนี้ก็แปลว่าเราน่าจะได้เจอสายพันธุ์ใหม่อีกแล้วสินะ ”
“อืม….ข้าก็คิดเช่นนั้น และนั่นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องศึกษาที่มาของพวกมัน จะได้หาวิธีต่อสู้ที่เหมาะสมต่อไป ” อัลเบิร์ตกอดอกนิ่ง ดวงตาสีเหล็กมองตรงไปข้างหน้า มาดของชายวัยฉกรรจ์ ทำให้เด็กสาวผู้ทำหน้าที่สารถีรู้สึกขัดใจ เลยเอ่ยแซวแบบตรงๆ
“ที่ลุงพูดแบบเป็นงานเป็นการ มันก็ดีอยู่หรอก แต่เลิกเก๊กซักทีได้มั้ย สมัยนี้เขาไม่ทำท่าแบบนั้นกันแล้ว ”
ทว่าอัลเบิร์ตกลับไม่เก็ท แถมยังหันมาตีหน้าสงสัย ปากก็เอ่ยถาม
“ไอ้คำว่า…เก๊ก แปลว่าอะไร ข้าไม่เข้าใจ ”
“อืม…..ก็หมายความว่า….ทำท่าทางเว่อร์เกินเหตุ วางมาดมากไปหน่อย อะไรประมาณนั้น ”เด็กสาวหน้าใสขบคิด เพราะต้องสรรหาคำจำกัดความที่ชายฉกรรจ์น่าจะเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเธอจะไร้ผล
“ก็ยังไม่กระจ่างอยู่ดี เพราะข้าไม่เข้าใจคำว่าเว่อร์ ”
“โอ๊ย….กลุ้ม ไหงชั้นต้องมาทำงานกับตาลุงตกยุคคนนี้ ” เด็กสาวหน้าใสถึงกับกุมขมับ แต่ไม่นาน เธอก็หันไปวีนเรื่องอื่น
“ว่าแต่ลุงก็พอมีทุน แต่ทำไมถึงใช้รถโบราณ แถมยังเป็นรุ่นพวงมาลัยซ้ายอีกด้วย รู้มั้ยว่ามันขับยากแค่ไหน เพราะที่นี่คือประเทศไทย ”(ที่ประเทศนี้ รถทุกคันใช้พวงมาลัยขวา)
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอัลเบิร์ตรำคาญหรือมีเรื่องอื่นๆให้ขบคิดในใจ จึงไม่ได้ตอบคำใดออกมา สายตามองตรงไปข้างหน้า พร้อมกอดอกนิ่ง ทิ้งให้เด็กสาวหน้าใสบ่นพึมพำตามลำพัง
“ตาลุงบ้าเอย พูดด้วย ก็ไม่พูดด้วย น่าโมโหชะมัด ”
………………………
ทั้งสองเดินทางไม่นาน ก็มาถึงโกดังร้างย่านชานเมือง และพอจอดรถที่อู่ ซึ่งมีตู้เติมน้ำมันตั้งอยู่ไม่ห่าง อัลเบิร์ตก็เป็นฝ่ายอุ้มหมวยสาวออกจากเบาะหลัง แล้วก้าวเข้าสู่ภายใน โดยมีเด็กสาวหน้าใสตามมาติดๆ
เมื่อมาถึงส่วนในสุดของโกดัง ทั้งสองก็พบกับสาวร่างสูงเพรียวที่สวมเสื้อคลุมยาวสีขาว บนใบหน้าปิดแมสสีเดียวกัน ดูคล้ายว่ากำลังทดลองบางอย่าง สังเกตได้จากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานที่เธอประจำอยู่
“อ้าว…..คุณอัลเบิร์ตกับยูมิโกะ กลับมาแล้วเหรอ ” พอเห็นสองหน่อต่างวัย สาวร่างสูงเพรียวก็ถอดแมสออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยเย็นๆสไตค์หญิงจากแดนกิมจิ ดวงตาเรียวเปล่งประกายแวววาว บ่งบอกถึงความดีใจ
“ ไง พี่วอนจอง ทำอะไรอยู่เหรอ ” เด็กสาวร่างเล็ก ผู้มีนามว่า “ยูมิโกะ” รีบตรงเข้าไปทักทายเสียงใส ทำให้รู้ว่าพวกเธอน่าจะสนิทกันพอสมควร
“ พี่กำลังหาวิธีทำลายไวรัสที่แฝงในน้ำลายของพวกแวมไพร์ เผื่อจะหาทางรักษาคนที่กลายพันธุ์ได้ ” สาวสวยจากแดนกิมจิยิ้มรับ ซึ่งก็สดใสพอจะทำให้หนุ่มน้อยใหญ่ใจละลาย แต่แล้ววอนจองก็สะดุ้งตกใจ เมื่อเห็นสตรีที่อัลเบิร์ตอุ้มมา
“นะ…นั่นใครน่ะ คุณอัลเบิร์ต”
“ คนที่ข้าช่วยเหลือจากพวกปีศาจ และนางกำลังกลายพันธุ์ ” ชายฉกรรจ์ตาสีเหล็กตอบสั้นๆ ท่วงท่าดูแน่วนิ่ง และเพื่อไม่ให้เสียเวลา ยูมิโกะก็รีบเข้ามาอธิบายให้พี่สาวคนสวยฟัง
“เดี๋ยวชั้นเล่าให้พี่วอนจองฟังเอง เพราะขืนให้ตาลุงนี่พูด ก็อีกนานกว่าจะรู้เรื่อง ”
แน่นอนว่ายูมิโกะย่อมใช้เวลาไม่นานจริงๆ เพราะเธอเป็นคนช่างเจรจา แถมวอนจองก็ฉลาดหลักแหลม จึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว พร้อมตั้งคำถาม
“แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าแวมไพร์ที่กัดเธอคนนี้ เป็นปีศาจที่เพิ่งเกิดใหม่ ”
ยูมิโกะเองก็จนด้วยเกล้าจะให้คำตอบ เพราะเธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ อัลเบิร์ตเลยกล่าวขึ้นมาบ้าง
“เพราะตอนที่ข้าสู้กับมัน พบว่าปีศาจตนนั้นอ่อนแอเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพวกแวมไพร์ที่เพิ่งกลายพันธุ์ ”
“อืม…..ถ้าคุณอัลเบิร์ตยืนยันแบบนี้ ก็คงเป็นความจริง แต่ถ้าพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ดูประหลาดเหลือเกิน ไม่เคยมีแวมไพร์เกิดใหม่ตนใด แพร่เชื้อให้เหยื่อได้เลยนะ ” วอนจองอยากจะเชื่ออยู่เหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงดูจะห่างไกลจากคำว่าปกติถึงหลายส่วน
“ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาความรู้ของท่านวอนจอง และความสามารถพิเศษของเจ้า ” อัลเบิร์ตสรุป พร้อมพยักพเยิดไปทางสองสาว ทว่ายูมิโกะกลับแอบฉุน
“ ชิ ทีพี่วอนจอง ลุงเรียกว่าท่าน แต่กับเราดันขนานนามกันห้วนๆ แบบนี้มันเลือกปฏิบัตินี่หว่า”
แต่ถึงยูมิโกะไม่พอใจ แต่เธอก็ยินดีจะใช้ความสามารถของตนเอง เลยยื่นสองมือมากดขมับของหมวยสาว พร้อมหลับตานิ่ง เพื่อเพ่งสมาธิ
“รบกวนให้เจ้าช่วยดูเหตุการณ์ในช่วงที่นางเผชิญหน้ากับแวมไพร์ ”อัลเบิร์ตระบุเป้าหมาย ทันใดนั้นเอง แสงสว่างก็แผ่ออกมาจากสองมือบางของยูมิโกะ คิ้วเรียวขมวดนิ่ว
“ อืม…….”
วอนจองลุ้นตัวโก่ง ใบหน้าขาวผ่องแลตื่นๆ ส่วนอัลเบิร์ต แม้เขาจะไม่แสดงอาการใดๆออกมา แต่มือขวาก็แอบขย้ำโค๊ทดำที่สวมใส่เล็กน้อย
เวลาผ่านไปประมาณสองนาที แสงสว่างบนสองมือของยูมิโกะก็พลันหายไป พร้อมถอยออกมานั่งแผ่หลา ลมหายใจหอบถี่ ด้วยเธอกำลังเหนื่อย
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……”
“ยูมิโกะเป็นไงบ้าง เอาน้ำหน่อยมั้ย ” วอนจองดูเป็นห่วง พร้อมขยับไปหยิบแก้วน้ำ แต่อัลเบิร์ตคว้าข้อมือของสาวสวยไว้ แล้วถามหน้าตาเฉย
“เจ้าพบอะไรบ้าง รีบเล่าให้ข้าฟัง ”
ยูมิโกะแอบฉุนนิดๆ เพราะอัลเบิร์ตไม่ค่อยเอาใคร แต่เรื่องราวที่พบในความทรงจำของหมวยสาวก็เป็นเรื่องเร่งร้อนจริงๆ จึงรีบแถลงให้พลพรรคหายสงสัย
“แย่แล้ว ลุง เหยื่อไม่ได้มีแค่พี่สาวคนนี้ แต่เป็นพี่ชายหน้าหล่ออีกคน และเขากำลังหนีแวมไพร์ผู้หญิงอยู่ เราต้องรีบไปช่วย ”
…………………….
หรั่งโซซัดโซเซไปตามทาง และเหมือนว่าเขาจะมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงพอตัว เลยดลบันดาลให้หนุ่มลูกครึ่งเลือกหนีไปยังตรอกซอกซอยที่คับแคบ
“ไอ้ผีบ้านั่นเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเรามาก ถ้าหนีไปตามถนนใหญ่ไร้ที่กำบัง มันต้องไล่ตามทันอย่างแน่นอน ”
ถึงกระนั้น หนุ่มหล่อก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่น่าสะพรึงกลัวเป็นระยะ และกระแสพวกนี้ก็ไล่ตามเขามาติดๆ
“ กรี๊ด……ข้ารู้นะว่าเจ้าอยู่ที่ไหน เลิกหนี แล้วยอมเป็นสาวกของข้าแต่โดยดีเถอะ ”
แม้หรั่งจะหวาดกลัว แต่ก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน ไอ้การยอมเป็นสาวกนี่หมายถึงเราต้องกลายเป็นปีศาจแบบพวกมันน่ะเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาขอตายซะยังดีกว่า
“บ้าหรือเปล่า ใครจะไปยอมเป็นแบบพวกแก ”
ความหวาดกลัววิ่งพล่านไปทั่วหัวใจ ทำให้พระเอกหนุ่มกัดฟันวิ่งจนสุดกำลัง เพราะรู้ดี ถ้าสองเท้าหยุดเคลื่อนที่เมื่อไหร่ มรณภัยย่อมมาเยือนอย่างแน่นอน
“ วิ่ง ต้องวิ่งต่อไปเรื่อยๆ และพอเช้า เราก็จะรอด เพราะปีศาจพวกนั้นน่าจะแพ้แสงอาทิตย์ ” หรั่งคิดเช่นนั้น และนี่คือทางรอดเดียวที่เขานึกออก ทว่าจิตเบื้องลึกกลับแอบค้าน
“และถ้าพวกมันไม่กลัวแสงอาทิตย์ล่ะ ไม่สิ เราจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ”หรั่งรีบสะบัดศีรษะ หวังขับไล่ความคิดด้านลบออก แต่แล้ว ความหวังก็พังทลาย เมื่อได้พบกับทางตัน
“ เฮ้ย! ซวยแล้ว ไปต่อไม่ได้ มีกำแพงขวางกั้น ”
หรั่งนิ่งงันไปอึดใจ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้
“ ไม่สิ เราจะหมดหวังไม่ได้ เมื่อไม่มีทางไปต่อ ก็ต้องย้อนกลับทางเก่า ” แต่พอหรั่งขยับเท้า ก็มีใครบางคนเดินตามเข้ามา คนๆนั้นก็คือ.......อลิซ
“ เฮ้ย! มันตามเราทันแล้ว จบสิ้นแน่ ”หัวใจของหรั่งร่วงหล่นลงไปกองที่ตาตุ่ม ขนทั่วกายลุกชูชัน แถมยังเย็นยะเยือกแถวไขสันหลัง มือไม้สั่นเทาจนบังคับไม่อยู่
“ บ้าน่า เราจะมัวแต่ยืนขาแข็งไม่ได้ ขยับสิ ไอ้หรั่ง ” หนุ่มลูกครึ่งพยายามปลุกปลอบตัวเอง แต่สองเท้าก็ยังแช่อยู่ในจุดเดิม แวมไพร์สาวจึงเดินมาถึง
“ หึ หึ หึ ในที่สุด ข้าก็ตามเจ้าทัน คราวนี้ จะหนีไปไหนอีก ” นี่เป็นคำแรกที่ออกจากปากของอลิซ ดวงตาคมซึ้งมองหรั่งอย่างมีนัยยะ
ถ้าเป็นเวลาปกติ หรั่งคงไม่ปฏิเสธ เพราะรู้ชัดว่านี่คือสัญญาณท้าทายให้เข้าไปมีเซ็กส์ แต่เจ้าของดวงตาคู่นั้นกลับเป็นบางสิ่งที่ห่างไกลจากคำว่า......มนุษย์ แล้วเขาจะมีอารมณ์ร่วมได้อย่างไร
“บ้าไปแล้ว นี่มันฝันร้ายชัดๆ ”
“ หึ หึ หึ แน่ใจได้ไงว่านี่คือฝันร้าย บางทีพอจบเรื่อง เจ้าอาจชอบมันก็ได้ เพราะจะได้คงความหนุ่มตลอดกาล แถมยังมีพลังมหาศาล ได้ความสามารถต่างๆที่น่าอัศจรรย์ ชนิดที่พระเจ้ายังไม่อาจมอบให้ ” ปีศาจสาวพยายามเกลี้ยกล่อม ก่อนจะค่อยๆย่างเข้าหาหรั่งจนเหลือระยะห่างเพียงหกก้าว
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
