จารึกที่ 324 : เลือดบรรพชนสลักฟ้า : ห้วงสูญตากลืนราชันย์
ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งที่ค่อยๆ กลืนกินแสงดาวเหนือแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ ล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาที่เงาราตรีอันหนาวเหน็บทอดตัวลงปกคลุมสรรพสิ่ง บรรยากาศภายในวิหารหยกขาวที่เคยอบอวลและบิดเบี้ยวไปด้วยแรงกดดันของเจตจำนงเทพบรรพกาล บัดนี้หลงเหลือเพียงความเงียบสงัดอันลึกซึ้งและหนักอึ้ง ประหนึ่งสุสานที่ถูกปิดตายมานับหมื่นปี
บนลานหินอ่อนบริสุทธิ์เบื้องหน้าแท่นบูชาทองคำม่วง ร่างของอาเจียนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าและออกของเขาเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ราวกับการขยับตัวของผืนทวีปที่ซ่อนอยู่ใต้ห้วงมหาสมุทร เลือดสีดำคล้ำที่เจือปนด้วยสิ่งสกปรก ซึ่งถูกขับออกจากเส้นชีพจรเซียน แห้งกรังติดอยู่ตามรอยขาดวิ่นของอาภรณ์สีเทา ทว่าภายใต้สภาพที่ดูเอนอนาถนั้น กลับมีคลื่นพลังชีวิตที่บริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้แผ่ซ่านออกมา
ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนของเขาที่เพิ่งกลืนกิน 'เจตจำนงตกค้าง' ของเทพบรรพกาลเข้าไป กำลังทอประกายสีเงินยวงสลับกับเส้นสายสีทองอร่ามที่หมุนวนเป็นวัฏจักร มันมิใช่การทะลวงขอบเขตพลังที่บ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผล ทว่าเป็นการขยาย 'รากฐาน' ของภาชนะแห่งเต๋าให้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าเดิม อาเจียใช้ทรัพยากรระดับเทพที่ริบมาจากศัตรู มาตอกเสาเข็มแห่งมรรคาให้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความเข้าใจใน อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ที่กำลังจะเติบโตขึ้นไปอีกขั้น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดังก้องขึ้นบนพื้นหินอ่อน มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างเนื้อที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบของท่าน แผ่กลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่ลึกล้ำและทรงอำนาจประดุจขุนเขา
วิญญาณผู้เฒ่าที่เคยผ่านความตายมาแล้วเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ทอดมองศิษย์รักด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความปีติ ศรัทธา และความสะท้อนใจ แม้ในอดีตท่านจะเป็นถึงศิษย์คนสุดท้ายผู้สืบทอดเจตจำนงของสำนัก ทว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มเบื้องหน้ากำลังกระทำอยู่ คือการก้าวข้ามขีดจำกัดที่แม้แต่ปฐมบรรพชนยังต้องหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
"การบำเพ็ญวิถีอักขระ มิใช่เพียงการขีดเขียนเส้นสายลงบนแผ่นกระดาษ... ทว่าคือการแบกรับน้ำหนักของฟ้าดิน" มู่เฉินรำพึงเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าที่มีเลือดเนื้อและลมหายใจ ฝ่ามืออันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นของท่านไพล่ไว้เบื้องหลังอย่างสง่างาม
วูบ!
เปลือกตาของอาเจียเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่เคยเป็นสีดำขลับประดุจน้ำหมึก บัดนี้มีสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) หมุนวนอยู่ภายในส่วนลึก มันสะท้อนถึง 'มหาภาวะซวี' หรือความว่างเปล่าที่หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ เขาระบายลมหายใจขุ่นมัวระลอกสุดท้ายออกมายาวเหยียด ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน
ฉับพลัน พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ที่วางอยู่ข้างกายพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลำแสงสีเงินสว่างวาบขึ้น พร้อมกับร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนาน ที่กระโจนพรวดออกมาจากด้ามพู่กันหยกดำ นางยืนเท้าสะเอว ใบหน้างดงามบึ้งตึง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
"เจ้าคนบ้าระห่ำ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋ว ทว่าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนห่วงใย "เจ้าคิดว่าพู่กันนิรันดร์เป็นถังขยะก้นรั่วหรืออย่างไร! ดันทุรังกลืนกินเจตจำนงของเทพบรรพกาลเข้ามา หากข้าไม่รีบกางค่ายกลคุ้มครองแกนอักขระและจัดระเบียบข้อมูลให้ ป่านนี้ทั้งจุดตันเถียนของเจ้าและตัวพู่กันคงระเบิดเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว! หัดรู้จักประมาณตนเสียบ้าง!"
อาเจียไม่ได้โกรธเคืองท่าทีเย่อหยิ่งนั้น เขาแย้มยิ้มบางเบาและประสานมือคารวะจิตวิญญาณพู่กันอย่างนอบน้อม "เป็นความผิดของข้าเองที่ใจร้อนเกินไป หากมิได้เจ้าคอยประคับประคองโครงสร้างสมการไว้ ข้าคงไม่อาจขยายรากฐานได้สำเร็จ ต้องรบกวนองค์หญิงน้อยแล้วจริงๆ"
องค์หญิงน้อยสะบัดหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจคำชม ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "หึ! รู้ตัวก็ดี คราวหน้าคราวหลังจะทำสิ่งใดก็ปรึกษาข้าก่อน... ข้าจะกลับไปพักฟื้นแล้ว การย่อยสลายเจตจำนงสวรรค์ทำเอาข้าสูญเสียพลังวิญญาณไปไม่น้อย" สิ้นคำ ร่างของนางก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีเงิน ไหลกลับเข้าไปสถิตในพู่กันนิรันดร์เพื่อบ่มเพาะพลังอย่างเงียบเชียบ
"ท่านอาจารย์..." อาเจียหันไปก้มศีรษะให้มู่เฉิน "ศิษย์รวบรวมเจตจำนงตกค้างนั่นได้เพียงสามในสิบส่วน ที่เหลือจำต้องสลายทิ้งและคืนกำไรให้กลับสู่วัฏสงสาร ทว่าเพียงเท่านี้ รากฐานปราณเซียนแท้ของข้าก็ถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่งพอที่จะรองรับน้ำหนักของคัมภีร์โลหิตแล้วขอรับ"
มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ แววตาฉายความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด "ความโลภคือหุบเหวไร้ก้นที่กลืนกินผู้บำเพ็ญเพียรมานักต่อนัก เจ้าทำถูกต้องแล้วที่สลายส่วนเกินทิ้ง หากเจ้าดันทุรังฝืนกลืนกินทั้งหมด ทารกวิญญาณของเจ้าคงถูกกฎเกณฑ์แห่งราชันย์เทวะฉีกกระชากจากภายใน... บัดนี้ เจ้าพร้อมที่จะเปิดอ่านความจริงที่เหลือในม้วนคัมภีร์แล้วหรือยัง?"
อาเจียเลื่อนสายตาลงไปมองม้วนคัมภีร์ที่บันทึกด้วยเลือดบรรพชน ซึ่งเขาเก็บรักษาไว้อย่างแนบแน่นในอ้อมอก เขาสัมผัสได้ถึงความรวดร้าว ความเคียดแค้น และความคาดหวังที่แฝงอยู่ในทุกอักขระโลหิต
"ความจริงมิใช่สิ่งที่ต้องรอคอย หรือถูกฝังกลบอยู่ในความมืดมิดขอรับท่านอาจารย์..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดุดันลึกซึ้ง "พวกเรากลับไปที่มหานาวากันเถิด สหายของข้ายังรออยู่"
เมื่อศิษย์และอาจารย์ก้าวพ้นกรอบประตูวิหารที่เคยถูกผนึกด้วย กระดาษไม้ไผ่ร้อยปี 百年竹纸 (ไป๋เหนียนจูจื่อ) อาณาเขตของวิหารหยกขาวก็เริ่มสั่นสะเทือน โครงสร้างที่ถูกแช่แข็งและคงสภาพมานับพันปีด้วยปณิธานของคนตาย เริ่มพังทลายลงทีละส่วน เสาหินสลักมังกรหงส์แตกหักกลายเป็นผุยผง ภารกิจของมันเสร็จสิ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ ความลับที่ถูกจองจำโดยศาลสวรรค์ ได้ถูกส่งมอบให้แก่ผู้ที่คู่ควรแล้ว
---
ณ ดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตาที่ลอยลำอยู่นอกวิหาร ค่ายกลสี่ทิศที่สหายทั้งสี่กางไว้ยังคงทำหน้าที่อย่างแข็งขัน โดมปราณสีประกายรุ้งปกป้องตัวเรือจากความแปรปรวนของมิติในหุบเขาสูญตาที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก
"นายท่านกลับมาแล้ว!"
เสียงทุ้มลึกทว่ากังวานและหนักแน่นของ 'เจ้าสัว' ศิลาพิทักษ์สูญตาดังขึ้น หุ่นกลศิลาร่างกำยำยืนตระหง่านอยู่หน้าแกนปราณ ดวงตาอัญมณีสีเงินยวงสาดประกาย มันลดพฤติกรรมพูดพล่ามโอ้อวดลงอย่างเห็นได้ชัดในสภาวะศึก ทว่ายังคงแฝงความมั่นใจตามวิสัย "นายท่าน ข้าได้ผสานกลไกฟ้าของนาวาลำนี้ เข้ากับค่ายกลของผู้อาวุโสทั้งสี่อย่างสมบูรณ์แบบ กระแสมิติรอบด้านที่บิดเบี้ยวถูกตรึงไว้จนราบเรียบแล้วขอรับ!"
"ทำได้ดีมาก เจ้าสัว" อาเจียพยักหน้าให้หุ่นพยนต์ของตน ก่อนจะก้าวเดินอย่างมั่นคงไปหาสหายทั้งสี่ที่รีบลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหาด้วยความห่วงใย
"เจ้าบ้าเอ๊ย..." เฟิงอี้หราน ดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิง ผู้ครอบครองเพลิงอัคคีบรรพกาล สบถเบาๆ ทว่าดวงตากลับฉายแววโล่งใจอย่างปิดไม่มิด "กลิ่นอายของเจ้าลึกล้ำขึ้นจนน่าขนลุก... แม้แต่เพลิงอัคคีบรรพกาลในจุดตันเถียนของข้ายังสั่นไหวราวกับหวาดกลัว อย่าบอกนะว่าเจ้าเพิ่งไปปอกลอกสมบัติของสวรรค์มาอีกแล้ว?"
"ข้ามิได้ปอกลอก หรือลักขโมยผู้ใด" อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ตีหน้าเศร้าและเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับนักปราชญ์ผู้เปี่ยมเมตตา "ข้าเพียงแค่ 'ยึดทรัพย์' เจตจำนงของเศษสวะที่แอบอ้างตนเป็นสวรรค์ เพื่อนำมาเป็นทุนรอนในการทวงความยุติธรรมให้แก่วัฏสงสารเท่านั้น การปล่อยให้ทรัพยากรล้ำค่าตกอยู่ในมือของคนพาล ย่อมเป็นบาปต่อฟ้าดิน"
ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ เผยรอยยิ้มบางที่มุมปาก "วาจาของเจ้ายังคงพลิกแพลงและเฉียบคมประดุจเดิม ทว่าจากร่องรอยบาดแผลและกลิ่นอายที่เจ้าแบกรับกลับมาด้วยนั้น ข้าสัมผัสได้ว่ามันหนักอึ้งกว่าขุนเขา... เจ้าพบสิ่งใดในวิหารนั้นกันแน่?"
อาเจียไม่ปิดบังความจริงต่อสหายร่วมเป็นร่วมตาย เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบม้วนคัมภีร์โลหิตออกมา แผ่กางลงบนโต๊ะหินหยกดำกลางดาดฟ้าเรืออย่างทะนุถนอม เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยรีบขยับเข้ามาใกล้ ปราณพฤกษาและโสตสวรรค์ของพวกนางถูกกระตุ้นโดยสัญชาตญาณทันทีที่สัมผัสถึงกลิ่นอายความอาฆาตอันเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากตัวอักษร
"นี่คือประวัติศาสตร์ที่ถูกศาลสวรรค์ลบเลือน..." อาเจียชี้ไปยังอักษรที่จารึกด้วยเลือด บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงฉับพลัน "เบื้องบนใช้ดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนเป็นทรัพยากร สร้างวัฏสงสารให้เป็นดั่งฟาร์มปศุสัตว์ ปรมาจารย์บรรพชนของสำนักหมื่นอักขระค้นพบวิธีตัดวงจรการขูดรีดนั้น พวกมันหวาดกลัวสูญเสียอำนาจ จึงยัดเยียดข้อหา 'มารอักขระ' ให้แก่เรา และกวาดล้างทุกสิ่ง... ทว่าสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในคัมภีร์นี้ มิใช่เพียงการแฉความจริง"
ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของอาเจียสาดประกายความมุ่งมั่นที่ทะลวงฟ้าดิน "แต่มันคือ 'โครงสร้างรากฐาน' ของการสร้างมหาค่ายกล ที่สามารถนำกฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันของฟ้าดินมาผสานเข้าด้วยกัน... ข้าสั่งสมรากฐานมาเพียงพอแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องยกระดับวิถีแห่งอักขระ เพื่อเตรียมรับมือกับหายนะที่กำลังจะตามมา"
เด็กหนุ่มตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าม้วนคัมภีร์ พู่กันนิรันดร์ถูกเรียกออกมาสถิตอยู่ในมือขวา แผ่กลิ่นอายบรรพกาลออกมาจางๆ
"พี่มู่หลาง อี้หราน" อาเจียเงยหน้าขึ้น "ข้าต้องการให้พวกท่านปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่และเพลิงอัคคีบรรพกาลออกมาเล็กน้อย ข้าจะใช้พลังของพวกท่านเป็นตัวแปรในการค้นคว้าและทดลองสมการใหม่"
สหายทั้งสองพยักหน้ารับโดยปราศจากความลังเล ฉินมู่หลางชี้สองนิ้วตวัดขึ้นกลางอากาศ เกิดเป็นปราณกระบี่หยกเย็นที่คมกริบและแผ่รังสีอำมหิต ในขณะที่เฟิงอี้หรานดีดนิ้วชี้ เกิดเป็นลูกไฟสีชาดที่ร้อนระอุจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว พลังทั้งสองสายลอยเด่นอยู่กลางอากาศธาตุ ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ พลังหนึ่งปรารถนาจะตัดสรรพสิ่ง อีกพลังหนึ่งปรารถนาจะเผาผลาญ
อาเจียเพ่งสมาธิ นำความรู้และสมการจากคัมภีร์โลหิตมาวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "อักขระหลิง (零) หรือ อักษรสูญตา คือความว่างเปล่า คือมหาภาวะซวี... หากข้าใช้ความว่างเปล่านี้เป็น 'โซ่' รัดรึงความขัดแย้งของสองธาตุไว้ มันย่อมก่อเกิดเป็นพลังทำลายล้างที่ผสานกันอย่างลงตัว"
ปลายพู่กันตวัดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด อาเจียวาดอักขระสูญตาประทับลงบนปราณกระบี่และลูกไฟ จากนั้นวาดเส้นสายปราณแห่งการ 'เชื่อมโยง' หวังจะบีบบังคับให้พลังทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
เปรี๊ยะ! บรึ้ม!
ทันทีที่เส้นสายอักขระเข้าเชื่อมต่อและบีบอัด พลังทั้งสองกลับต่อต้านกันอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง! ปราณกระบี่ฉีกกระชากอักขระสูญตา ลูกไฟระเบิดออกกวาดกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียจนร่างของเขาถอยครูดไปกับพื้นกระดานเรือ!
"อั่ก!" อาเจียกระอักเลือดสีสดออกมา ทารกวิญญาณในร่างสั่นสะเทือนอย่างหนัก เส้นชีพจรที่เพิ่งได้รับการหล่อหลอมปั่นป่วน
แสงสีเงินวูบขึ้นอีกครั้ง องค์หญิงน้อยพุ่งพรวดออกมาจากพู่กัน ชี้นิ้วด่าทอทันที "นี่ไง! ข้าบอกแล้วว่าอย่าใจร้อน! เจ้าคิดว่าวิถีแห่งเต๋าเป็นการปั้นดินน้ำมันหรืออย่างไร เอาของร้อนกับของเย็นมาบีบอัดกันดื้อๆ มันก็ระเบิดใส่หน้าเจ้าน่ะสิ!"
"อาเจีย!" เย่ปิงอวิ๋นถลันเข้ามาประคองร่างของเขา ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนแผ่ซ่านเข้าสมานเส้นชีพจรที่บอบช้ำ นางขมวดคิ้วดุ "พลังสองสายนี้มีเต๋าที่ขัดแย้งกันโดยสมบูรณ์ การใช้กำลังบีบบังคับให้พวกมันรวมกัน ย่อมนำมาซึ่งการระเบิดทำลายล้าง ไม่ต่างจากการจับพยัคฆ์และมังกรขังไว้ในกรงเดียวกัน!"
อาเจียยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาของเขาไม่ได้ฉายแววท้อแท้หรือหวาดกลัว ทว่ากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการวิเคราะห์และการตระหนักรู้ "ข้าเข้าใจผิด... ข้าลุ่มหลงในอำนาจของความว่างเปล่ามากเกินไป จนคิดว่ามันสามารถบีบบังคับและกดขี่ได้ทุกสรรพสิ่ง... แต่ท่านอาจารย์เคยสอนข้าไว้ อักขระหลิง คือ 'พื้นที่' มิใช่ 'โซ่ตรวน' ข้าพยายามใช้มันเพื่อรัดรึง ซึ่งเป็นตรรกะแห่งการกดขี่... ตรรกะเดียวกับเงาทัณฑ์สวรรค์ที่ข้าเพิ่งจะรื้อถอนและทำลายไป!"
อาเจียยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ร่างกายของเขากลับมาตั้งตรงประดุจทวนที่รอการทะลวงฟ้า "อี้หราน พี่มู่หลาง ขอรบกวนพวกท่านอีกครั้ง! องค์หญิงน้อย คราวนี้ช่วยข้าประคองพื้นที่ว่างเปล่าด้วย!"
"ชิ! คราวนี้อย่าพลาดอีกล่ะ!" องค์หญิงน้อยกอดอก แต่ก็ยอมแผ่พลังวิญญาณเข้าไปหล่อเลี้ยงแกนพู่กันให้เสถียรที่สุด
คราวนี้ อาเจียไม่ได้รีบร้อน เขาสูดลมหายใจลึก ปรับภาวะจิตเข้าสู่ความสงบนิ่งระดับมหาภาวะซวี เมื่อปราณกระบี่และลูกไฟอัคคีปรากฏขึ้นอีกครา เขาไม่ได้วาดอักขระพุ่งเข้าไปครอบงำพวกมัน ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดใหญ่ขึ้นบนพื้นกระดานเรือ สร้างเป็น 'อาณาเขตแห่งการรองรับ'
"สวรรค์เบื้องบนใช้การบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์ ทว่าวิถีแห่งหมื่นอักขระ คือการโอบอุ้มสรรพสิ่ง มอบพื้นที่ให้วัฏสงสารได้ไหลเวียน!"
เขาตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างพลิ้วไหว วาดอักขระธาตุ 'โลหะ' ขึ้นมารองรับใต้ปราณกระบี่ เพื่อเสริมคมให้มัน และวาดอักขระธาตุ 'ไม้' ขึ้นมารองรับใต้อัคคี เพื่อเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยง จากนั้น เขาจารึกอักขระหลิง (零) ลงตรงกึ่งกลางของวงกลม ทว่าไม่ได้เชื่อมโยงพวกมันเข้าหากันโดยตรง
อักขระหลิงทำหน้าที่เป็นประหนึ่งห้วงลึกแห่งอวกาศ ที่คอยดูดซับ 'ความก้าวร้าวส่วนเกิน' ของพลังทั้งสองสาย
เมื่อความก้าวร้าวและแรงผลักไสถูกขจัดออกไป ปราณกระบี่หยกเย็นและอัคคีบรรพกาลก็เริ่มไหลเวียนเข้าหากันอย่างนุ่มนวล ก่อเกิดเป็น 'ปราณกระบี่อัคคีไร้รูป' ที่เปล่งประกายสีชาดสลับเงินยวง มันทรงพลัง ดุดัน ทว่ากลับสงบนิ่งจนน่าขนลุก!
"สำเร็จ..." มู่เฉินที่จับตาดูอยู่ลูบเครายาวพร้อมรอยยิ้มกว้าง "เจ้าวิเคราะห์ความล้มเหลว และนำวิถีแห่งเต๋ามาขัดเกลาจนพบเส้นทางที่ถูกต้อง... การผสานอักขระของเจ้า บัดนี้ได้ทะลวงขอบเขตของข้อจำกัดในตำราไปเรียบร้อยแล้ว!"
---
ทว่า ความปีติยินดีในการบรรลุมรรคานั้น ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วจิบชา!
ครืนนนนน! เปรี๊ยะ!
ท้องฟ้าเหนือหุบเขาสูญตาที่เคยปกคลุมด้วยเงามืดมิด พลันถูกมหาพลังลึกลับฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง! แรงกดดันมหาศาลที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเจตจำนงตกค้างของเทพบรรพกาลหลายสิบเท่า กวาดโถมลงมาประหนึ่งมหาสมุทรแห่งดวงดาวที่คลุ้มคลั่ง ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้าบาดตา แสงสว่างนั้นไม่ได้มอบความอบอุ่นหรือชีวิต ทว่ามันแผดเผาเจตจำนงและวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรให้แทบมอดไหม้!
"นี่มัน... กองทัพศาลสวรรค์!" หลินชิงเสวี่ยทรุดตัวลงคุกเข่า เลือดสีสดไหลซึมออกจากโสตสวรรค์ทั้งสองข้าง นางต้องรีบใช้ปราณเซียนแท้ปิดกั้นการได้ยินอย่างเร่งด่วน "พวกมันไม่ได้ส่งเงาทัณฑ์มา ทว่าพวกมันเคลื่อนทัพข้ามผ่านมิติมาด้วยตนเอง!"
จากรอยแยกมิติสีทองคำ รถม้าศึกนับร้อยคันที่เทียมด้วยกิเลนสวรรค์ขนสีเพลิง ทะยานออกมาพร้อมกับเสียงย่ำเท้าที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน นำทัพโดยบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีทองคำม่วง รัศมีสัจธรรมรอบกายของเขาเบ่งบาน บ่งบอกถึงตบะระดับ เซียนอมตะ (Golden Immortal) ขั้นสูงสุด! ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น คือเบื้องหลังรอยแยก ยังมีเจตจำนงของ 'ราชันย์เซียน' (Immortal King) ที่แผ่กลิ่นอายคอยชักใยและคุมเชิงอยู่อย่างเงียบงัน!
บุรุษชุดเกราะทองคำม่วงชี้ทวนสวรรค์ในมือลงมาที่มหานาวาปราณสูญตา น้ำเสียงแฝงความหยิ่งผยองและโอหังอย่างถึงที่สุด "เหล่าผู้ล่วงละเมิดลิขิตฟ้า! การที่พวกเจ้าบังอาจปล้นชิงมรดกและล่วงรู้ความลับของวิหารเทพ ถือเป็นบาปมหันต์ที่มิอาจชดใช้ด้วยความตายเพียงหมื่นครั้ง! วันนี้ ศาลสวรรค์จะลบเลือนตัวตนของพวกเจ้า และบดขยี้คัมภีร์โสมมนั่นให้สิ้นซาก ไม่ให้เหลือแม้แต่เถ้าธุลี!"
สิ้นเสียงคำราม รถม้าศึกนับร้อยก็กระจายขบวนทัพ ปลดปล่อยค่ายกลระดับสูง 'อาณาเขตปิดกั้นฟ้าดิน' ครอบคลุมพื้นที่ร้อยลี้ในพริบตา!
อาณาเขตนี้ไม่ได้โจมตีด้วยคลื่นพลังปราณดิบเถื่อน ทว่ามันเข้าไป 'ตัดขาด' และปิดกั้นการไหลเวียนของกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ภายในอาณาเขตนี้ พลังปราณ พฤกษา อัคคี หรือแม้แต่เจตจำนงกระบี่ของพวกอาเจีย ล้วนถูกทำให้สูญเสียสภาวะและไร้การตอบสนองไปโดยสิ้นเชิง!
"ปราณพฤกษาของข้าถูกสะกดไว้จนมิด!" เย่ปิงอวิ๋นอุทาน ใบหน้างดงามซีดเผือด
"พวกมันใช้อาณาเขตระดับสวรรค์ปิดกั้นกฎเกณฑ์... เพื่อบีบให้พวกเราต้องต่อสู้ในสมรภูมิที่พวกมันเป็นผู้กำหนด!" ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่นิรันดร์แน่น ทว่าปราณกระบี่กลับไม่อาจเปล่งประกายได้
มู่เฉินก้าวออกมาเบื้องหน้าศิษย์รัก ปราณเซียนแท้จากร่างเนื้อของท่านปะทุขึ้นเพื่อเตรียมเข้าปะทะ "อาเจีย ถอยไป! พลังระดับนี้ เจ้ายังรับมือไม่ไหว!"
ทว่า อาเจียกลับก้าวออกมายืนเคียงข้างอาจารย์ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าที่ซูบเซียว เขาคือผู้เพิ่งศึกษาและลิ้มรสความล้มเหลวของการ 'บีบบังคับ' มาหมาดๆ นี่คือสิ่งที่เขาเพิ่งวิเคราะห์จนทะลุปรุโปร่ง!
"ท่านอ้างลิขิตฟ้า อ้างบาปมหันต์แห่งวัฏสงสาร..." อาเจียเอื้อนเอ่ย เสียงของเขาถูกขยายด้วยจิตเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ก้องกังวานและเสียดแทงไปทั่วหุบเขา "ทว่าสิ่งที่พวกท่านหวาดกลัวอย่างแท้จริง มิใช่การล่วงละเมิดของข้า แต่พวกท่านกำลังขลาดเขลา หวาดกลัวว่าความจริงที่ถูกฝังไว้ จะตื่นขึ้นมาเปิดโปงความเน่าเฟะและคำลวงที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะทองคำของพวกท่าน!"
อาเจียไม่ได้วาดอักขระเพื่อต้านทานพลังมหาศาลนั้นด้วยกำลังดิบ เขาตีหน้าเศร้า ส่ายหน้าด้วยความเวทนาเย้ยหยัน "การตัดขาดการไหลเวียนของฟ้าดินอย่างฝืนธรรมชาติ ย่อมสร้างแรงดันที่ซ่อนเร้น... ท่านคิดว่าท่านกำลังขังพวกข้า ทว่าเนื้อแท้แล้ว ท่านกำลังสร้างหลุมศพและตอกฝาโลงให้ตนเองต่างหาก!"
อาเจียพลิกข้อมือ ทิ่มปลายพู่กันนิรันดร์ที่อัดแน่นด้วยสัจธรรม ลงบนแกนปราณหลักของมหานาวา!
"องค์หญิงน้อย! ผสานจิตวิญญาณเข้ากับแกนปราณเรือ!"
"รู้แล้วน่า! ข้าจะแสดงให้พวกสวรรค์จอมปลอมเห็นว่าพลังของพู่กันนิรันดร์ที่แท้จริงเป็นเช่นไร!" นางคำรามลั่นในห้วงวิญญาณ ปลดปล่อยขีดจำกัดของศัสตราวุธระดับตำนานจนถึงขีดสุด
"เจ้าสัว! ถ่ายโอนพลังและกลไกฟ้าทั้งหมดของเรือ เข้าสู่ค่ายกลที่ข้ากำลังจะวาดเดี๋ยวนี้!"
"รับบัญชานายท่าน!" เจ้าสัวแผดเสียงกังวาน ปลดปล่อยอัญมณีสีเงินยวงสาดแสงเจิดจ้า
อาเจียไม่ได้วาดอักขระทำลายล้าง ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์มหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดมหึมาลงบนแกนปราณ จากนั้น จารึกอักขระแห่ง 'การดึงดูด' และ 'การสะท้อน' สลับซ้อนทับกันอย่างซับซ้อนนับหมื่นตัวอักษร โดยมี 'ความว่างเปล่า' เป็นจุดศูนย์กลาง!
"มหาค่ายกลสูญตา... ห้วงลึกกลืนเอกภพ ย้อนศรวัฏจักร!"
วูบ!
เมื่อมหาค่ายกลทำงาน มันมิได้ระเบิดพลังออกไป ทว่ามันทำหน้าที่ประหนึ่ง 'หลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง' ดูดซับเอาแรงกดดันมหาศาลจากอาณาเขตปิดกั้นฟ้าดินของศัตรูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง! เมื่ออาณาเขตที่พยายามจะกักขังสรรพสิ่ง ถูกเจาะทะลวงด้วยโครงสร้างแห่งความว่างเปล่า พลังงานสัจธรรมที่ศาลสวรรค์กดทับไว้ ก็ทะลักทลายเข้าสู่ค่ายกลของอาเจียประหนึ่งเขื่อนแตก!
"เป็นไปไม่ได้! มดปลวกเช่นมัน ดูดซับเจตจำนงสวรรค์ได้อย่างไร!" เซียนอมตะเกราะทองคำม่วงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าที่เย่อหยิ่งบัดนี้มีแต่ความหวาดกลัว
"ข้าบอกแล้วไง... ว่าข้ามิได้ปอกลอก หรือขูดรีดผู้ใด!" อาเจียคำรามลั่น เสียงของเขาดุดันและอหังการ "ทว่าหากท่านจงใจยัดเยียดพลังมาให้ข้าถึงที่ ข้าก็ยินดีที่จะ 'คืนกำไร' นี้กลับสนองให้แก่สวรรค์!"
อาเจียรวบรวมเจตจำนงทั้งหมด ตวัดพู่กันนิรันดร์ชี้ทะยานขึ้นสู่ผืนฟ้าสีทอง!
พลังสัจธรรมแห่งสวรรค์ที่ถูกดูดซับเข้ามา ถูกอักษรสูญตาแปรสภาพความขัดแย้ง และยิงสะท้อนกลับขึ้นไปในรูปแบบของ 'คลื่นความว่างเปล่าสีเงินยวง' ที่รุนแรงและเฉียบขาด ปราศจากความปรานีใดๆ!
เปรี้ยงงงง!
คลื่นพลังไร้รูปพุ่งทะลวงผ่านอาณาเขตปิดกั้นจนแหลกละเอียด ฉีกกระชากรถม้าศึกนับสิบคันและทหารสวรรค์ให้สลายกลายเป็นเถ้าธุลีบรรพกาลในพริบตาเดียว! เซียนอมตะตื่นตระหนก รีบยกทวนสวรรค์และสร้างโล่ปราณขึ้นป้องกันสุดชีวิต ทว่าแรงกระแทกที่สะท้อนจากพลังของเขาเอง กลับส่งร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปไกลหลายสิบลี้ เกราะทองคำม่วงที่ไม่มีวันเสื่อมสลายบัดนี้แตกร้าว โลหิตเซียนสีทองพุ่งกระฉอกออกจากปากและทวารทั้งเจ็ด!
การย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า! อาเจียไม่ได้ใช้พลังอันน้อยนิดของตนเองเอาชนะเซียนอมตะ ทว่าเขาใช้ 'ความบกพร่องและความจองหอง' ในวิชาของศัตรู มาพลิกกลับเป็นมหาศัสตราวุธบดขยี้ผู้ใช้มันเอง!
ท่ามกลางเศษซากของความเย่อหยิ่งแห่งกองทัพศาลสวรรค์ที่ร่วงหล่น เด็กหนุ่มผู้ถือพู่กันยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวทว่าทรงพลังอยู่บนหัวเรือเหาะ โดยมีอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนานคอยเคียงข้าง การเติบโตและการสั่งสมรากฐานของเขา บัดนี้กำลังสั่นคลอนกงล้อแห่งวัฏสงสารอย่างแท้จริง!