ข้ายังจดจำความรู้สึกของตัวเองได้ดี หลายครั้งมักจะรู้สึกว่าแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าและแสนนาน ข้าอยากจะเติบโตเป็ผู้ใหญ่เร็ว ๆ จะได้ไปไหนมาไหนได้
นั่นคงเป็การสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่เป็สุขกับปัจจุบันที่ข้ารู้จักมันั้แ่วัยเด็ก และเริ่มเป็นักฝันนับแต่วัยนั้น
ฝันเริ่มแรกคือการฝันอยากเป็ผู้ใหญ่ในเร็ววันนั่น ข้าเคยเอามือน้อย ๆ ในวัยนั้นบดบังที่ดวงตาเพื่อให้เห็นก้อนเมฆบนท้องฟ้าได้ชัดเจนขึ้น และคิดไปว่านิ้วมือของตัวเองใหญ่กว่าก้อนเมฆที่ข้ามองเห็นเป็ตัวนางฟ้า
“ข้าวฟ่างที่เพาะปลูกออกรวงแล้ว เราหวังว่าจะมีพอให้รับประทาน แต่มันกลับมีเพียง 1 เมล็ดต่อหนึ่งต้นเท่านั้น แคว้นอื่น ๆ ประสบปัญหาต่างๆ ไม่ต่างกัน ไปตงโจวครั้งนี้ ดีร้ายยากจะรู้ ์ลงทัณฑ์มนุษย์ต้องมีสาเหตุจากเมืองหลวงแน่ ๆ”
หลัง 2 ปีแห่งชัยชนะต่อการปราบชนเผ่าทางเหนือ ฮ่องเต้เฉินอี้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างใหญ่โตในท้องพระโรง 3 แคว้นส่งตัวแทนเข้าร่วมงานกันอย่างแข่งขัน ของบรรณาการไม่มีใครยอมใคร แคว้นเป่ยส่งม้าศึกพันธุ์ดีพร้อมเตาคลายหนาวสุดอบอุ่น แคว้นหนานมาด้วยใบชารสััล้ำลึก ผ้าไหมแพรพันอย่างดี แคว้นซีมีชุดเกราะแบบต่างๆ ให้ได้ชม ด้านอาวุธแคว้นซีต้องแสดงที่ด้านนอกท้องพระโรงตามระเบียบ ถึงกระนั้นอาวุธแต่ละอย่างช่างวิจิตรสมชื่อ บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง สุรา อาหารมีมากล้นเกินจะชิมได้หมดจากฮ่องเต้เฉินเ้าบ้าน
ขณะที่เหล่านางรำเข้ามาแสดงการร่ายรำพัดอย่างเพลินตา พร้อมดนตรีระฆังราวห้อยเสียงใสกังวาน เฉินป๋อรัชทายาท เข้ามาดื่มอวยพรให้เฉินอี้พระบิดาพร้อมขอกระบี่อาญาสิทธิ์ไปแสดงการรำดาบร่วมด้วย
“ลมเป่ยโจวหนาวเหน็บ เพลงหนานเศร้าสลด รวดร้าวเพียงไหนยามพรากจาก…”
สิ้นท่อนเพลงนี้เพียงไม่กี่ลมหายใจ กระบี่คมกริบในมือเฉินป๋อพุ่งแหวกอากาศปะทะเข้าร่างฮ่องเต้เฉินอี้เต็ม ๆ กลางหัวใจ นางกำนัลข้างพระวรกายยังไม่ทันได้ตอบโต้ ถูกกระบี่เชือดคอเกือบขาดจากบ่าไปอีกคน โลหิตแดงฉานพุ่งนองไปทั้งบัลลังก์ ท่ามกลางเสียงกรี้ดร้องสนั่นของนางกำนัลอีกคนที่ถูกเฉินป๋อกระหน่ำแทงจนเืและอวัยวะภายในพุ่งกระจายเต็มฉากกั้น เมื่อนางสิ้นใจเฉินป๋อหัวเราะอย่างชอบใจ ใช้กระบี่นั้นเฉือนเนื้อของนางมายืนกินอย่างสยดสยอง ทั้งยังเอามือล้วงเข้าไปดึงไส้ของนางกำนัลผู้นั้นมาคล้องคอ
ตัวแทน 3 แคว้นหยิบแท่นเชิงเทียนมาป้องกันตัว พวกนางกำนัล ขันที พร้อมเหล่าขุนนาง ต่างวิ่งมารวมกันหลังพวกเขา หน่วยองครักษ์ต้องใช้เวลาอีกสักพักจึงจะมาถึง ฮ่องเต้มีรับสั่งไว้ให้พวกเขาออกห่างจากท้องพระโรง 300 ก้าว สายตาของเฉินป๋อไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ เมื่อมองมายังกลุ่มคนตรงหน้า ทั้งยังเอากระบี่ฟันลม หยอกเย้าคนในโถงราวกับคนบ้า ยังดีว่าในเวลานั้น เฉินโจว หรือที่รู้จักกันในนามองค์ชายหกมาถึงหน้าท้องพระโรงพอดี เขาจึงยังไม่ได้ปลดอาวุธ เร่งเขามาช่วยเหลือเหล่าผู้แทนแคว้นและแขกในงานที่วิ่งหลบการโจมตีของเฉินป๋อพัลวัน
“ค่าย 4 ผสาน!!”
ตัวแทน 3 แคว้นได้ฟังดังนั้นรีบปฏิบัติตามคำของเฉินโจว พวกเข้าตั้งค่ายกลลองเชิงกับเฉินป๋ออยู่สักพัก ไม่นานเฉินป๋อเข้าโจมตีหนึ่งในผู้แทน เปิดโอกาสให้เฉินโจวเข้าใช้กระบี่แทงใส่เป้าหมาย 3 ผู้แทนเข้าช่วยซ้ำด้วยการรุมฟาดเชิงเทียนใส่ไม่ยั้งเป็การปิดงาน
“ปิดที่เกิดก่อน เื่นี้ต้องมีสาเหตุ”
การตกะทันหันทั้งฮ่องเต้พร้อมรัชทายาท เป็เหตุให้องค์ชายเฉินโจวผู้เข้าระงับเหตุได้รับการสนับสนุนขึ้นเป็ประมุขแผ่นดินสืบต่อไป อีกทั้งเขายังเป็องค์ชายที่อยู่ลำดับสูงสุดในเวลานี้ เนื่องจากองค์ชายสอง องค์ชายสามสิ้นพระชนม์ในสนามรบไปก่อนหน้าหลายปี องค์ชายสี่ไปเป็อ๋องที่แคว้นเป่ย องค์ชายห้านั้นสละฐานันดรแต่งงานกับสตรีสามัญชน พระโอรสเฉินเพ่ยได้รับแต่งตั้งเป็รัชทายาท
เวลาเลยผ่านเข้าสู่วันที่ 9 พิธีสำคัญของราชสำนักได้เริ่มต้นขึ้นอีกหนึ่งพิธี เหล่าพระสนมรวมฮองเฮาจากรัชกาลก่อน 50 องค์เปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดพิธีไว้ทุกข์ ไร้การแต่งหน้าหรือสวมเครื่องประดับใด ๆ ทุกคนเดินอย่างสำรวมมาพร้อมกัน ณ ลานด้านหน้าหอบรรพชน เกอไห่เสนาบดีกรมพิธีการ หลังถวายรายชื่อให้องค์ฮ่องเต้ทรงทราบเสร็จแล้ว จึงเข้ามาถวายสุราม่านราตรีให้กับเหล่าพระสนมรวมฮองเฮาจากรัชกาลก่อนพระหัตถ์ต่อพระหัตถ์ เพียงเวลา 1 เค่อทุกคนต่างหลับไหลไร้สติ
“ราชพินัยกรรม อดีตฮ่องเต้เฉินอี้มีรับสั่งให้ทำการฝั่งเหล่าพระสนมทุกระดับ รวมถึงฮองเฮา เพื่อให้ได้เดินทางไปอยู่รับใช้ในโลกหลังความตาย นับเป็เป็เกียรติต่อวงตระกูลยิ่ง หากในตระกูลมีผู้เป็ขุนนางให้เลื่อนขั้นขึ้นไป 2 ตำแหน่ง ขอิญญาทุกองค์จงไปพบอดีตฮ่องเต้อย่างสงบสุข”
สิ้นการกล่าวราชพินัยกรรม เสาไม้ที่มีชื่อเรียกว่าแท่นปลดปล่อยถูกยกเข้ามาภายในลาน เหล่าขันทีเข้าติดตั้งยังตำแหน่งของพระสนมแต่ละองค์จนพร้อมเริ่ม นางกำนัลเข้ามาพยุงเหล่าพระสนมที่สลบเพราะฤทธิ์ยาให้อยู่ในท่ายืน ก่อนจะใช้ผ้าแพรขาวที่ทำเป็ห่วงไว้ก่อนหน้าสอดพระศอของแต่ละองค์เข้าไป
“ถึงฤกษ์พิธีแล้ว… เริ่มได้!!”
เสียงกลองลั่นบรรเลงเป็สัญญาณให้ขันทีที่ประจำตำแหน่งแต่ละแท่น เริ่มการหมุนลอกมืออย่างช้าๆ เพียงเวลาไม่กี่อึดใจเหล่าพระสนมทั้งหมดถูกแขวนด้วยผ้าแพรขาว ค่อย ๆ หมดลมหายใจกันไปตามแต่ตัวบุคคลอย่างสงบ
“ฝ่าา… มีเื่ใดอยากกล่าวลาเสด็จแม่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าเกอ นี้เป็สิ่งที่เสด็จแม่ร้องขอ ทำตามพิธีเถอะ ส่งเสด็จแม่ข้าไปให้สบายที่สุด”
สำหรับฮองเฮานั้นพิเศษกว่าผู้อื่น เกอไห่เข้ามาถวายพระพรก้มคำนับถึงพื้น แล้วหยิบเข็มยาว 1 ฉื่อจากกล่องพระราชทานขึ้นมาอย่างเบามือ ค่อยๆ บรรจงแทงเข้าพระเศียรจนฮองเฮาหมดลมหายใจไปในที่สุด ทุกฝ่ายจึงจัดการย้ายพระศพทั้งหมดเข้าไปในสุสานจักรพรรดิ เป็อันจบพิธีการในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์
เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือนดี องค์ชายสี่กลับปฏิเสธส่งบรรณาการ ไม่ยอมมาถวายการเข้าเฝ้าพระศพราชมารดา เฉินโจวฮ่องเต้ออกพระราชโองการปราบฏแคว้นเป่ย เดิมศึกครั้งนี้ดูง่ายในสายตาของทุกฝ่าย จนกระทั่งเฉินเฉิงได้แสดงฝีมือออกมา ทัพหลวงที่ส่งไปกว่า 20,000 ถูกถล่มย่อยยับด้วยทหารแคว้นเป่ยเพียง 2,000 คน ความเสียหน้าในครั้งนี้ทำให้ฮ่องเต้เฉินโจวออกนำทัพด้วยตนเอง
เมืองแล้ว เมืองเล่า ทุกพื้นที่อันกองทัพต้าเฉินเคลื่อนผ่านย่อมวอดวายจมทะเลเพลิง ทัพหลวงของต้าเฉินรุกไล่ศัตรูมาจนถึงเมืองฉี นครหลวงแห่งแคว้นเป่ย กำแพงสูงใหญ่เทียมฟ้าเป็อุปสรรคอย่างยิ่งในการบุกฝ่า ครั้งแล้ว ครั้งเล่า เช้าถึงค่ำ ทัพต้าเฉินยังไม่อาจจะทลายการป้องกันลงได้แม้แต่น้อย สิ่งที่ได้มีเพียงกองซากศพ เฉินเพ่ยเสนอพระบิดาให้ลองแผนของตน
่ฤดูนี้อากาศแดนเหนือหนาวเหน็บจนน้ำแปรสภาพเป็น้ำแข็ง ความหนาวลึกซึมถึงกระดูก เฉินเพ่ยสั่งทหารไปตัดไม้มาทำเป็กระบอกฉีดน้ำขนาดใหญ่กว่า 1,000 เครื่อง ผู้เป็พระบิดาถึงกับตั้งใจจดจ่อดูแผนสุดพิสดารของพระโอรสอย่างใกล้ชิด
“่อากาศเช่นนี้ หากเอาน้ำร้อนไปสาดขึ้นบนฟ้า น้ำร้อนจะแข็งตัวเป็สะเก็ดน้ำแข็ง เราจะทำหิมะจำลอง มากเข้าอาคารต้องถล่มถมพวกมันทั้งเมือง เราต้องชนะแน่”
แผนการของเฉินเพ่ยแม้ดูจะไม่มีสาระใด ๆ แม่ทัพหลายคนถึงกับบอกว่าเขาไม่ยอมโต หาของเล่นไปวัน ๆ จนเมื่อได้เริ่มทดลองปฏิบัติการ เครื่องฉีดน้ำร้อนของเฉินเพ่ยระดมฉีดเข้าเมืองฉีตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่มีพัก ภายในเมืองฉี่แรกยังไม่มีใครตระหนักถึงความอันตราย เวลาผ่านไปข้ามคืน โครงสร้างอาคารรับน้ำหนักหิมะจำลองที่สร้างจากเครื่องรดน้ำร้อนไม่ไหว อาคารหลายแห่งเริ่มพังถล่มถมผู้คนไปกับมัน สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขั้นสูงสุดเมื่อยุ้งฉางเกิดความชื้นจนไม่อาจเก็บเสบียง ขุนนางแคว้นเป่ยที่เหลืออยู่เสนอให้องค์ชายสี่หนีออกไปตั้งตนยังนอกด่าน
ผ่านไป 3 วันประตูเมืองฉีค่อย ๆ เปิดออก พร้อมสิ่งที่ฮ่องเต้เฉินโจวไม่ได้คาดเอาไว้ ทหารแคว้นเป่ยทั้งหมดกรูกันออกมาปานน้ำหลาก พุ่งทะลวงค่ายต้าเฉินตรงหน้าอย่างไม่อาจหยุดยั้ง เพียงเวลาไม่นานเฉินโจวเริ่มจับทางได้ ทหารแคว้นเป่ยเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจจะบุกค่าย พวกเขา้าทะลวงให้ขบวนขององค์ชายสี่หนีไปให้ได้ ฮ่องเต้เฉินโจวสั่งให้คลึงเชือกสกัดทหารม้าเอาไว้ แต่มันช้าเกินไปสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งตัว
รถม้าพร้อมกลุ่มทหารส่วนหนึ่งของแคว้นเป่ยฝ่าค่ายออกไปได้ เฉินโจวพร้อมพระโอรสขึ้นม้าจัดกำลังติดตาม ให้การยึดเมืองเป็หน้าที่ของเหล่าแม่ทัพต่อไป ขบวนรถม้าอันไม่คล่องตัวบนหิมะ สุดท้ายถูกตามทันจนเกิดการต่อสู้ องครักษ์แคว้นเป่ยผู้เหนื่อยล้ามีหรือจะรับมือกับทหารต้าเฉินผู้สดใหม่ พวกเขาคุ้มกันองค์เหนือหัวเต็มความสามารถ จนมาจนมุมยังศาลเ้าร้างใกล้เขาถงซาน องค์ชายสี่พาพระเชษฐนีเข้าไปหลบยังด้านในสุด
“ฟางเหนียง เ้าฟังพี่เขยคนนี้ดี ตระกูลของเ้าไม่ควรต้องมาแปดเปื้อน”
องค์ชายสี่มอบปิ่นหยกใบหลิวใส่มือไว้ให้ ฟางเหนียงแม้ไม่ได้ตอบประโยคใดออกมา นางกลับเข้าใจจุดประสงค์ของปิ่นด้ามนี้เป็อย่างดี มือกำปิ่นแน่นจนสั่น หยาดน้ำตาร่วงเผาะดุจดังไข่มุกบนใบหน้างดงามของนาง ก่อนองค์ชายสี่จะชักกระบี่ออกไปสู้ต่อพร้อมทหารที่เหลือ
องค์ชายสี่เข้าปะทะกับพระอนุชา ทั้งคู่สู้กันได้สูสี องค์ชายสี่ทำเอากระบี่ของเฉินโจวหลุดจากมือไปปักเข้ากับแท่นศิลาข้าง ๆ ทำให้เฉินโจวต้องสู้ด้วยมือเปล่า หลบการโจมตีไปมา องค์ชายสี่ผู้มั่นใจเข้าโจมตีอย่างประมาท เฉินโจวชักมีดสั่นใต้ร่มผ้าออกมาแทงเข้าช่องเกราะผ่านขั้วหัวใจ องค์ชายสี่สิ้นใจตในจุดนั้น
ฟางเหนียงนั่งเฝ้ามองพี่เขยพร้อมเหล่าทหารค่อย ๆ ถูกสังหารไปทีละคน เสียงลมหนาวพัดดังหวีดหวิวอื้ออึงอยู่ที่ข้างนอก กอไผ่ข้างอารามไหวเอนตามแรงลมเสียดสีกับผนังไม้ดัง ออดแอด..ออดแอด ในความสลัวรางของยามฟ้าสางนั้น สตรีตัวน้อยได้ััแล้วกับลมหนาวที่พัดมาอย่างครื้นเครงให้หมู่ใบไม้สั่นไหวไกวเอนและส่งเสียงอันราวกับเสียงหัวเราะ
ริมฝีปากบางเฉียบหยักยิ้มเล็กน้อยให้โชคชะตา ปลายปิ่นคมเงาวับแทงทะลุเขาลำคออันบอบบางของฟางเหนียงด้วยแรงอันตั้งใจ เมื่อเฉินโจวเข้ามาถึงร่างของนางกำลังกระตุกเป็จังหวะถี่รัวเพราะกำลังสูญเสียเืในปริมาณมาก ความเ็ปอันแสนสาหัสไม่อาจเปล่งมันออกมาผ่านลำคออันชุ่มไปด้วยโลหิตไหลข้น
“แคว้นเป่ยมีสตรีที่งดงามเพียงนี้เชียว เสียดาย ๆ”
เฉินโจวกล่าวจบกำลังจะใช้กระบี่ส่งนางให้ไปสบายพ้นความทรมาน แต่เสียงหัวใจดวงนั้นค่อย ๆ เต้นช้าลง ก่อนจะหยุดส่งเสียงไปต่อหน้าเขา ทำให้ยังไม่ทันลงมือ เฉินโจวจึงปักกระบี่ลงพื้นเปลี่ยนมาเป็การสวดส่งิญญาแทน
“อะ!!!”
“เฉินเพ่ย เร็ว! ตามหมอหลวง นางยังไม่ตาย"
*
*
*
ค่ายตงโจว
ฮั่วฟางเสนาบดีกรมคดีและการศาลเร่งมาเข้าเฝ้าั้แ่เช้ามืด เหตุอุกอาจในวันงานเลี้ยงท้องพระโรงคงมีความกระจ่างมากขึ้น ฮั่วฟางถึงต้องดั้นด้นลำบากเดินทางมาแนวหน้าถึง 5 วัน เขายื่นฎีกาพร้อมบันทึกสรุปให้ฮ่องเต้เฉินโจวได้ทอดพระเนตร เพียงเริ่มอ่านชุดแรกไปได้เพียงหนึ่งหน้า พระพักตร์ขององค์เหนือหัวกับเต็มไปด้วยความสงสัยมากกว่าการได้คำตอบ
"ทูลฝ่าา หมอประจำพระองค์บอกว่าอดีตรัชทายาทไม่มีอาการป่วยทางจริตมาก่อน ถึงเก็บไว้ยังไงต้องแสดงออกมาบ้าง ผู้ติดตามยังบอกอีกว่า ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม 1 ชั่วยาม อดีตรัชทายาทยังไปนั่งชมดอกไม้ที่สวนไท่ผิงกับพระชายาอู๋อยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ"
“เป็ดั่งข้าคาดไว้ เสด็จพี่ไม่เสียพระจริต แล้วเหตุใดเขาถึงกระทำการเช่นนั้นลงไปได้ ฮั่วฟาง เ้าพักให้หายเหนื่อยก่อน กลับเมืองหลวงให้ไปหาเกอไห่ ค้นตามรอยว่าเสด็จพี่ข้าไปที่ใดมาบ้างก่อนวันงานเลี้ยง อย่าให้พลาดแม้แต่จุดเดียว"