"น้องหญิง เ้าไม่ต้องพูดแล้ว พรุ่งนี้ขอเพียงหลินเอ๋อร์ทำให้เต็มที่ก็พอ"อัครมหาเสนาบดีกู้เล่งซานกล่าวเสียงเข้ม
"นายท่านขอรับ ช่างม่านอายุครบห้าขวบแล้วเช่นกันขอรับ ข้าน้อยอยากขอนายท่านเอ่อ..." พ่อบ้านฟูเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ด้วยคนในจวนแห่งนี้ใช่ว่าจะชอบเอ็นดูเยว่ช่างม่านกันทุกคนเสียเมื่อไร
กู้เล่งซานปรายตาคมดุจพยัคฆ์มองไปยังพ่อบ้านฟูอย่างหยามเหยียด ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างขอไปที เขาตอบอย่างส่งๆ
"แน่นอน เด็กทุกคนในแคว้นเจียงแห่งนี้ ย่อมต้องได้รับการทดสอบพรุ่งนี้เ้าก็พานางไปแล้วกัน อ้อ เอาผ้าคลุมร่างนางไว้ด้วยเล่า หากคนอื่นเห็นเข้าจะพานพาให้ผู้คนจะใเอาได้" กู้เล่งซานกล่าวจบเขาก็หันหลังกลับเรือนของตนเองไป
"ขอบคุณนายท่านขอรับ ขอบคุณนายท่านมากเลยขอรับ"พ่อบ้านฟูคุกเข่าขอบคุณอย่างยินดี
เมื่อเหล่าเ้านายกลับเรือนกันไปแล้วพ่อบ้านฟูก็รีบไปแจ้งข่าวดีกับแม่นมเผิงซีทันที
ประตูไม้เก่าถูกเปิดออกแม่นมเผิงซีเดินไปเดินมาในห้องเล็ก นางสวมใส่ชุดผ้าฝ้ายหยาบสีเทาหม่นพร้อมสีหน้าวิตกกังวลของแม่นมวัยยี่สิบกลางๆ รีบหันมองตามเสียงเมื่อเห็นว่าประตูถูกเปิดออก
"พ่อบ้านฟู ปะเป็ เป็อย่างไรบ้าง" แม่นมเผิงซีรอคำตอบอย่างลุ้นระทึกเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มหน้าผากมน
"นายท่านตกลงแล้ว พรุ่งนี้เ้าก็พาม่านเอ๋อร์ไปลองดูหน่อยก็แล้วกันนะ"พ่อบ้านฟูแย้มยิ้มอย่างดีใจ
"จริงหรือ ขอบคุณท่านมากเลยเ้าค่ะ" แม่นมเผิงซีกล่าวอย่างยินดี
นางวิ่งกลับเข้าห้องนอนนางเอื้อมมือดึงเด็กน้อยที่มีผิวพรรณเหี่ยวแห้งดั่งคนชราทั้งใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยช้ำจ้ำม่วง มากอดแนบอกอย่างไม่รังเกียจ
"ลูกแม่ พรุ่งนี้เ้าต้องทำให้ได้นะลูกรัก หากเ้ามีระดับพลังสูงแล้วล่ะก็นายท่านและฮูหยินจะเลี้ยงดูเ้าอย่างดีเลย แม่เองก็จะเบาใจขึ้นด้วย"แม่นมเผิงซีกล่าวทั้งน้ำตา
ด้วยนางไร้ซึ่งวาสนาไม่อาจฝึกยุทธ์ได้เป็เพียงคนธรรมดาที่ทำงานบ้านทั่วไปได้เท่านั้น นับเป็ชนชั้นต่ำสุดของแคว้นเจียงแต่หากเป็ผู้มีฝีมือมีวรยุทธ์ คนเหล่านี้จะนับว่าเป็คนที่มีชนชั้นยิ่งเก่งก็ยิ่งมีคนนับหน้าถือตา อยู่ในระดับชนชั้นสูงของอาณาจักร
"ท่านแม่ ลูกไม่เข้าใจ" เยว่ช่างม่านเด็กน้อยวัยห้าขวบปีมองมารดาด้วยความมึนงง ด้วยนางยังไม่ทราบความมากนัก
“เด็กดีพรุ่งนี้เ้าเพียงไปกับแม่ก็พอแล้วนะลูก” แม่นมเผิงซีกล่าวพลางกระชับวงแขน
นางกล่อมเยว่ช่างม่านจนหลับไปอีกคราแม่นมเผิงซีอุ้มเด็กน้อยไปที่เตียงไม้เก่า ซึ่งมีผ้าบุเพียงบางๆเมื่อเห็นว่าบุตรสาวนอนแล้ว นางจึงออกไปเตรียมผ้าคลุมให้เยว่ช่างม่านใช้พรางกายในวันพรุ่งนี้
"อาลี่ เ้าเอาผ้าผืนนั้นมาหน่อย" แม่นมเผิงซีเอ่ยกับอาลี่ที่นั่งปักผ้าอยู่ไม่ไกล
อาลี่พยักหน้ารับคำก่อนจะเดินไปหยิบผ้าไหมสีทอง ถักทอลวดลายประหลาด ปักชื่อไว้ตรงมุมว่าเยว่ช่างม่านอาลี่มองแม่นมเผิงซี ไม่เข้าใจว่าจะนำผ้าไปทำอะไร
"ขอบใจนะอาลี่ พรุ่งนี้ม่านเอ๋อร์จะใช้ผ้าผืนนี้คลุมหน้าไว้ประเดี๋ยวคืนนี้ ข้าจะรีบตัดให้เสร็จ" แม่นมเผิงซีกล่าวก่อนจะนำกรรไกรมาตัดผ้า ให้เว้นช่องสำหรับดวงตาให้เพียงมองเห็นเท่านั้น
"อาลี่ กรรไกรนี้ไม่คมเอาเสียเลย ตัดผ้าไม่ได้ เ้าเอาไปลับคมมาหน่อยเถอะ"แม่นมเผิงซีหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อพยายามอย่างไร ก็ตัดผ้ามิได้เสียทีแม้กรรไกรจะลับคมมาแล้วก็ตาม ทว่าตัดผ้าไม่ขาดเลยสักนิด แม่นมเผิงซีมองผ้าด้วยความจนใจถอนหายใจแล้ววางผ้าไว้บนตัก
"อาลี่ ผ้าผืนนี้แปลกนัก ข้าทำอย่างไรก็ไม่ขาด เย็บก็ไม่เข้าด้วยเ้ารู้หรือไม่ว่าเป็เพราะอะไร" แม่นมเผิงซีถามอาลี่อย่างมึนงงก่อนจะเก็บผ้าห่อทารกไว้ในหีบผ้าดังเดิม
อาลี่ส่ายหน้าไปมาจนคำตอบเช่นกัน นางนั่งเย็บผ้าต่อเงียบๆ
เยว่ช่างม่านถูกปลุกแต่เช้าด้วยต้องติดตามมารดาไปยังลานทดสอบพลัง เด็กน้อยวัยห้าขวบมองไปยังรอบๆด้วยความตื่นเต้น เพราะนางไม่เคยออกมาข้างนอกเลยสักครั้ง
เมื่อเห็นบ้านเรือนน้อยใหญ่ผู้คนคลาคล่ำเดินจับจ่ายใช้สอยไปมาสร้างความประหลาดใจให้แก่เยว่ช่างม่านเป็อย่างมากเด็กน้อยเหม่อมองไปรอบกายด้วยความสนใจ
ลานทดสอบพลังนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายผู้าุโจากราชสำนักต่างมานั่งเป็สักขีพยานทั้งยังจดระดับพลังของเด็กแต่ละคนไว้โดยละเอียด
เยว่ช่างม่านมองไปยังตำแหน่งที่นั่งประมุขสายตาสะดุดเข้ากับเด็กชายอายุราวแปดถึงเก้าขวบ เด็กชายผู้นี้ประหลาดนักเขามีเส้นผมสีขาวเงิน รวบรัดเกล้าครึ่งศีรษะอย่างเรียบร้อย ท่าทางของเขาสุขุมหน้าตาเฉยชาทว่าฉายแววหล่อเหลาั้แ่ยังเด็ก
เขาสวมใส่ชุดขาวปักลายัสายตามองไปยังลานทดสอบ เด็กผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือคุณชายน้อยสกุลไป๋ผู้ที่มีพร์มากที่สุดในรุ่นเยาว์ ในปีนี้เขาได้รับเกียรติมาเป็ตัวแทนเด็กที่มีพร์โดดเด่นเพื่อเข้าร่วมชมการทดสอบของเด็กรุ่นใหม่
"ต่อไปตระกูลกู้ คุณหนูกู้เหลียนหลิน"
าุโรูปร่างอวบในชุดสีน้ำเงินลวดลายนกกระเรียน ขานชื่อเสียงดังเรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนที่รายล้อมลานทดสอบได้เป็อย่างดีใครต่างก็ทราบว่ากู้เหลียนหลินนั้น เป็เด็กสาวที่มีพร์
"คุณหนู ทางนี้เ้าค่ะ" แม่นมเผิงซีประคองคุณหนูน้อยขึ้นเวที
คุณหนูกู้เหลียนหลินยืนบนเวทีอย่างสงบเรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังตรงกลางของเวที
"คุณหนู เอามือวางตรงนี้นะขอรับ"
ผู้าุโรูปร่างอวบในชุดสีน้ำเงินคนเดิมเอ่ยก่อนจะจับมือของคุณหนูกู้เหลียนหลิน วางยังบนแท่นศิลาหยกทดสอบพลัง
สีแดงพวยพุ่งขึ้นจากแท่นศิลาหยกก่อนจะแผ่ขยายรังสีไปทั่วบริเวณ เพียงครู่ ก็เปลี่ยนเป็สีขาวฟ้าจางๆ สลับกันไปมาสร้างความฮือฮาแก่ผู้คนรอบข้าง ที่รายล้อมรอชมกันอย่างมาก
"คุณหนูกู้เหลียนหลินช่างมีวาสนานัก ธาตุไฟและธาตุน้ำแข็งขอรับ ระดับตอนนี้แรกเริ่มขั้นกลางแล้ว ยินดีด้วยๆ"าุโในชุดสีน้ำเงินกล่าวกับกู้ฮูหยินที่มาพร้อมกับบุตรสาว
กู้ฮูหยินแย้มยิ้มอย่างยินดีก่อนจะค้อมศีรษะ วาดมือขอบคุณไปทั่วบริเวณ
"ให้ตายเถอะ นางจะเก่งปานใดกัน ดูเถิดเพิ่งห้าขวบปีก็อยู่ขั้นแรกเริ่มระดับกลางแล้ว หากนางอายุยี่สิบไม่ระดับหลอมิญญาแล้วหรือ" ชายคนหนึ่งกล่าว
"ข้าว่าน้อยไปสิ เผลอๆ อาจระดับนักปราชญ์เสียด้วยซ้ำ"หญิงอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้น
"อัจฉริยะจริงๆ แคว้นเจียงกำเนิดอัจฉริยะขึ้นมาอีกแล้ว" ชายชราคนหนึ่งกล่าวก่อนจะมองไปยังคุณหนูน้อยด้วยสายตาครุ่นคิด
"ต่อไป เยว่ช่างม่าน" าุโชุดสีน้ำเงินขานชื่อ
เด็กน้อยเดินไปยังลานเวทีนางเรียกความสนใจจากผู้คนได้มากทีเดียว ด้วยผ้าฝ้ายลวดลายสวยงามที่คลุมทั่วร่างจนดูเหมือนนางจะเดินไม่ถนัด มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ลอดผ่านช่องเล็กๆ
เยว่ช่างม่านเดินไปยังแท่นทดสอบก่อนจะวางมือเหี่ยวย่นลงบนแท่นศิลาหยกทดสอบพลัง
ผู้าุโรูปร่างอวบในชุดสีน้ำเงินชะงักงันไปเล็กน้อยเมื่อมือเล็กของเด็กน้อยเหี่ยวย่น ทั้งยังสีซีดเหลืองนัก จนเขาใ แต่เขาก็ยังควบคุมอาการได้ดีเมื่อเห็นว่าเด็กผู้นี้มาจากตระกูลกู้ ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่เขาไม่ควรเสียมารยาทกับนาง
"ไร้วาสนา" ผู้าุโชุดสีน้ำเงินขานเสียงดังให้ผู้คนได้ยินกันถ้วนทั่ว
เด็กไร้วาสนาไม่อาจฝึกยุทธ์ได้จึงไม่เป็ที่น่าสนใจหรือน่าจดจำเท่าใดนักสำหรับผู้คนเยว่ช่างม่านไม่ค่อยเข้าใจในเื่ที่ได้ยิน เด็กน้อยรู้เพียงว่าหมดเื่แล้วและกำลังจะเดินลงจากลานทดสอบ เพื่อกลับไปหามารดา
ทว่าผู้าุโท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ ในตำแหน่งผู้าุโดูแลความเรียบร้อยของลานทดสอบพลังเอ่ยขึ้นเสียงดัง
"ช้าก่อน! เ้ามายังลานแห่งนี้ เหตุใดจึงไร้มารยาทถึงเพียงนี้เปิดผ้าออกเสีย เผยโฉมของเ้าออกมา"
แววตาเฉยเมยของคุณชายน้อยสกุลไป๋มีแสงแห่งความสนุกไหววูบผ่านั์ตา เขาจ้องมองร่างป้อมราวกับกำลังค้นหาใครต่างก็อยากรู้ว่าภายใต้ผ้าคลุมนี้คือใคร
"มะ ไม่ ไม่ได้นะเ้าคะ" แม่นมเผิงซีรีบวิ่งขึ้นลานเวทีเอ่ยแย้งทันที
ไม่ทันที่แม่นมเผิงซีจะได้รู้สึกตัวนางก็ถูกพลังสายหนึ่งกระแทกร่างจนกระเด็นปลิวตกเวทีไป แม่นมเผิงซีกระอักเืออกมาล้มพับสลบไปในทันที บรรยากาศรอบด้านยามนี้เต็มไปด้วยความกดดัน
เยว่ช่างม่านใเด็กน้อยรีบวิ่งไปหามารดาด้วยความตื่นตระหนก ปากเล็กเอ่ยร้องเรียก “ท่านแม่ท่านแม่” อย่างไร้เดียงสา
ผู้าุโเก็บความสงสัยไม่อยู่จึงใช้ปราณเปิดผ้าคลุมร่างเยว่ช่างม่านออก เด็กน้อยใเล็กน้อยเมื่อลมแรงสายหนึ่งซัดเข้าร่าง ก่อนผ้าคลุมจะปลิวหลุดลอยออกไป
เสียงรอบข้างเงียบลงทันใดราวกับทุกคนพร้อมใจกันปิดปาก
ทว่าเยว่ช่างม่านไม่ได้สนใจอะไรนักสองมือเล็กยังคงเขย่าร่างมารดาที่หมดสติไม่หยุด “ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านแม่เ้าคะท่านแม่ ฮือออ ท่านแม่ ฮือออ”
ผู้คนรอบข้างตกตะลึงลานกับหน้าตาของเด็กน้อยเป็อย่างมากพากันถดกายหนีด้วยความรังเกียจ เด็กชายชุดขาวที่มีใบหน้าเรียบเฉยมาตลอดทั้งงานคุณชายน้อยไป๋เหยียดกายลุกขึ้น