จารึกที่ 369 : หอคัมภีร์ต้นกำเนิด : หยาดหมึกหยดแรกแห่งการสรรค์สร้าง
ภายใต้โดมสุญญากาศอันกว้างใหญ่ไพศาล ณ ก้นบึ้งของทะเลน้ำหมึกที่ไร้แสงสว่างคอยสาดส่อง แสงสีเทาเงินยวงที่ทอประกายออกมาจากแผ่นศิลาหยกดำเบื้องล่าง คือสิ่งเดียวที่ขับไล่ความมืดมิดออกไป ป้อมปราการหมื่นอักขระจอดนิ่งสนิทอยู่ริมขอบของลานกว้าง อาณาบริเวณแห่งนี้ปราศจากกระแสลม ปราศจากเสียงสะท้อนใดๆ มีเพียงความเงียบงันที่เก่าแก่และลึกซึ้งประดุจลมหายใจของห้วงจักรวาลที่หลับใหล
อาเจียหยัดยืนอยู่บนระเบียงของตำหนักประธาน อาภรณ์สีครามที่ขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีคล้ำ ไม่ได้ทำให้ความสง่างามของชายหนุ่มลดน้อยลงแม้แต่น้อย ท่อนแขนขวาที่ถูกสลักเสลาด้วยเส้นสายอักขระสีเทายังคงเต้นระริก มันสั่นพ้องอย่างรุนแรงเมื่อได้มาอยู่เบื้องหน้า 'หอคัมภีร์ต้นกำเนิด' ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานศิลา หอคัมภีร์แห่งนี้มีรูปทรงประดุจพู่กันขนาดยักษ์ที่ปักคว่ำลงสู่ผืนดิน ยอดแหลมของมันชี้ทะลุขึ้นไปสัมผัสกับม่านสุญญากาศเบื้องบน ผิวของอาคารสร้างจากวัสดุที่คล้ายกับกระดูกสีขาวบริสุทธิ์ ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมที่มืดมิดอย่างสิ้นเชิง
"ความยิ่งใหญ่ที่ถูกสวรรค์จงใจลบเลือน..." มู่เฉินที่ยืนอยู่เคียงข้างศิษย์รัก ทอดสายตามองสถาปัตยกรรมเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ดวงตาของปรมาจารย์เฒ่าสั่นสะท้าน "อาเจีย... สถานที่แห่งนี้ มิใช่เพียงแหล่งรวบรวมตำรา ทว่ามันคือ 'แท่นศิลาจารึก' ที่เหล่าบรรพชนผู้ริเริ่มวิถีแห่งอักขระ ใช้เพื่อบันทึกกฎเกณฑ์แรกของโลกใบนี้ โครงสร้างของมันไม่ได้ถูกค้ำยันด้วยอิฐหรือปูน ทว่าถูกค้ำยันด้วยความเข้าใจในวัฏจักรของสรรพสิ่ง"
"ศิษย์รับรู้ได้ถึงน้ำหนักของมันขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม รอยยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว "หากวิหารเทพอนันตกาลสร้างสวรรค์ขึ้นด้วยการช่วงชิงสิทธิ์ในการปกครอง เช่นนั้นสถานที่แห่งนี้ ย่อมเป็นบิดาที่ให้กำเนิดสิทธิ์เหล่านั้น วันนี้... พวกเราผู้ถูกลบนาม จะก้าวเข้าไปทวงถามความชอบธรรมคืนมาจากอดีต"
อาเจียหันกลับมามองสหายทั้งห้าที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหลัง ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ทุกคนต่างมีสภาพที่เหนื่อยล้าจากการฝ่ามรสุมมิติ ทว่าดวงตาทุกคู่กลับลุกโชนด้วยไฟแห่งเจตจำนงที่ไม่มีวันมอดดับ พวกเขาไม่ได้รอคอยให้อาเจียเป็นผู้กางปีกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป บัดนี้พวกเขาคือเสาหลักที่พร้อมจะแบกรับน้ำหนักของฟ้าดินไปพร้อมกัน
"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์..." เสียงของอาเจียกังวานและลุ่มลึก "การก้าวเข้าสู่หอคัมภีร์ต้นกำเนิด ย่อมแตกต่างจากการเข้าสู่สุสานวิหารทั่วไป ที่นั่นปราศจากค่ายกลอาคมที่ตื้นเขิน ทว่ามันเต็มไปด้วย 'แรงกดดันแห่งการบัญญัติ' ความรู้ที่บริสุทธิ์ที่สุด ย่อมมีน้ำหนักที่รุนแรงที่สุด หากผู้ใดที่รากฐานวิถีเต๋าไม่แข็งแกร่งพอ เพียงแค่ก้าวผ่านประตูเข้าไป ทารกวิญญาณย่อมถูกความรู้เหล่านั้นบดขยี้จนแหลกสลาย"
ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตวัดปลายพู่กันวาดเส้นสายอักขระลงบนอากาศธาตุ ไม่ใช่เพื่อโจมตี แต่เพื่อร้อยรัด! เส้นสายสีเทาเงินยวงพุ่งกระจายออกเป็นห้าสาย ถักทอประสานเข้ากับ 'อักขระพิทักษ์' บนร่างกายของสหายทั้งห้าอย่างนุ่มนวล
"ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารออยู่ข้างนอก" อาเจียสบตากับทุกคนด้วยความหนักแน่น "พวกเราฝ่าฟันความตายมาด้วยกัน ย่อมต้องก้าวเข้าไปทอดพระเนตรความยิ่งใหญ่ของอดีตพร้อมกัน สายใยอักขระนี้ จะเชื่อมโยงห้วงวิญญาณของพวกเราเข้าด้วยกัน หากแรงกดดันจากภายในหอคัมภีร์ถาโถมเข้าใส่ผู้ใด ความหนักอึ้งนั้นจะถูกกระจายออกไปให้พวกเราทั้งหกคนร่วมกันแบกรับ ข้าจะไม่ยอมให้ใครต้องสูญเสียรากฐานของตนเองไปแม้แต่เสี้ยวเดียว"
คำกล่าวของอาเจียทำให้หัวใจของสหายทุกคนสั่นไหว เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น เปลวเพลิงที่ต้นคอสว่างวาบ "นี่สิถึงจะเรียกว่าสหายร่วมเป็นร่วมตาย! หากต้องแบกขุนเขา ข้าก็จะขอเป็นคนแรกที่เอาหลังเข้าดัน!"
"กระบี่ของข้า พร้อมที่จะตัดความสับสนทุกประการ เพื่อรักษาสมดุลของสายใยนี้" ฉินมู่หลางเชิดหน้าขึ้น รังสีอำมหิตในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเยือกเย็น
"เช่นนั้นก็อย่าให้เสียเวลาเลย" อาเจียลดพู่กันลง เขาหันหน้าเข้าหาหอคัมภีร์ต้นกำเนิด ทะยานร่างนำหน้าทุกคนลงจากป้อมปราการหมื่นอักขระ เหยียบย่ำลงบนพื้นศิลาหยกดำที่ทอดยาวไปสู่โครงสร้างกระดูกสีขาวบริสุทธิ์
ทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวเดินผ่านลานศิลา อากาศธาตุรอบตัวเริ่มแปรปรวน มันมิใช่กระแสลม ทว่ามันคือกระแสของ 'เส้นสาย' นับอสงไขยที่ลอยวนเวียนอยู่รอบหอคัมภีร์ ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้มีชีวิตและกำลังหายใจเข้าออกเป็นภาษาโบราณ เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เบิกเนตรดาราอยู่ตลอดเวลา ถึงกับต้องหรี่ตาลง
"อาเจีย... เส้นสายเหล่านี้... มันกำลังขยับตัวตามจังหวะชีพจรของพวกเรา" ดรุณีน้อยเอ่ยเตือน "มันพยายามจะแทรกซึมเข้ามาเพื่อ 'อ่าน' รากฐานของพวกเรา หากพวกมันพบว่าพวกเราไม่มีคุณสมบัติ ข้าเกรงว่าโครงสร้างของสถานที่นี้จะปฏิเสธและผลักไสพวกเราออกไปอย่างรุนแรง"
"อย่าได้หวั่นไหว ปล่อยให้มันอ่านไป" อาเจียตอบเสียงเรียบ "พวกเรามิใช่ขโมยที่ลอบเร้นเข้ามา ทว่าพวกเราคือผู้สืบทอดที่เดินเข้ามาทางประตูหน้า จงเปิดรับความรู้สึกเหล่านั้น แต่อย่าสูญเสียความเป็นตัวตน"
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงฐานของหอคัมภีร์ ซึ่งมีลักษณะคอดเว้าประดุจด้ามพู่กันที่ถูกปักลงดิน เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเข้าที่เป็นเพียงซุ้มโค้งสูงตระหง่าน ปราศจากบานประตู ปราศจากสลักเกลียว ทว่าภายในซุ้มประตูนั้น กลับถูกปิดกั้นด้วยม่านพลังงานสีดำสนิทที่หมุนวนดั่งวังวนน้ำหมึก
มันคือ 'กำแพงหมึกต้นกำเนิด'
"กำแพงนี้... ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงจุดอ่อนใดๆ เลย" เย่ปิงอวิ๋นพยายามส่งเจตจำนงพฤกษาเข้าไปตรวจสอบ ทว่าเถาวัลย์ศิลาที่จับต้องม่านหมึก กลับสลายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตน "มันไม่ใช่ค่ายกลที่สร้างขึ้นจากการทับซ้อน แต่มันคือการ 'ดำรงอยู่' อย่างสมบูรณ์แบบ"
"การจะก้าวผ่านจุดเริ่มต้น ไม่อาจอาศัยการทำลาย" อาเจียก้าวออกมายืนเบื้องหน้ากำแพงหมึก ชายหนุ่มยกมือขวาที่มีลวดลายอักขระสีเทาเงินยวงขึ้นมา ชี้ตรงไปยังใจกลางของวังวนสีดำนั้น "เมื่อสรรพสิ่งเริ่มต้นจากความว่างเปล่า การจะเปิดทาง ย่อมต้องใช้ความว่างเปล่าในการแทรกซึม"
อาเจียหลับตาลง เขาไม่ได้ใช้พู่กันวาด ทว่าเขาผลักดัน 'อักขระสูญตา (零)' ที่เป็นแก่นแท้ของวิถีเต๋าของเขา ผ่านทางมวลธาตุในแขนขวา ให้แผ่ซ่านออกไปข้างหน้า!
ความว่างเปล่าของอาเจีย ไม่ใช่การดับสูญ ทว่ามันคือ 'ผืนกระดาษที่ยังไม่ได้ขีดเขียน'
ทันทีที่อำนาจของอักขระสูญตาสัมผัสกับกำแพงหมึกต้นกำเนิด วังวนสีดำสนิทที่เคยปฏิเสธทุกสรรพสิ่ง พลันหยุดชะงัก มันสัมผัสได้ถึงรากฐานที่สอดคล้องกันอย่างลึกซึ้ง หมึกสีดำเริ่มแหวกออกช้าๆ จากกึ่งกลาง ประดุจผ้าม่านที่ถูกมือที่มองไม่เห็นคลี่คลายออก เผยให้เห็นโถงกว้างใหญ่ไพศาลที่ซ่อนอยู่ภายใน
*ครืดดดด...*
เสียงสะท้อนแห่งความเก่าแก่กังวานขึ้นต้อนรับ อาเจียลืมตาขึ้น รอยยิ้มแห่งความตระหนักรู้ปรากฏบนใบหน้า "ทางเปิดแล้ว... ตามข้ามา ก้าวเดินอย่างมั่นคง และอย่าได้ปล่อยให้จิตใจหลุดลอยไปกับสิ่งที่พวกเจ้าเห็น"
เมื่อทั้งหกคนก้าวเท้าข้ามผ่านซุ้มประตูเข้ามา บรรยากาศรอบด้านก็พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
ภายในหอคัมภีร์ต้นกำเนิด หาใช่ชั้นวางตำราที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ามันคือ 'จักรวาลจำลอง' ขนาดยักษ์! ไม่มียอดเพดาน ไม่มีพื้นดินให้เหยียบย่ำอย่างแท้จริง สิ่งที่รองรับฝ่าเท้าของพวกเขาคือม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่เก่าแก่ที่ทอดยาวเป็นสะพานลอยคว้างอยู่กลางอากาศธาตุ รอบด้านของพวกเขามี 'หมู่เกาะคัมภีร์' นับหมื่นนับแสนเกาะลอยสลับซับซ้อน แต่ละเกาะประกอบขึ้นจากจารึกศิลา ม้วนกระดาษ และแผ่นหยกที่ส่องแสงเรืองรอง
เส้นสายสีทองและสีเงินพาดผ่านไปมาระหว่างหมู่เกาะเหล่านั้น ประดุจเส้นทางสัญจรของดวงดาว ทุกสิ่งลอยอยู่อย่างไร้น้ำหนัก ทว่ากลับแผ่แรงกดดันที่หนักอึ้งบีบคั้นลงมาที่ร่างของพวกเขาในทันที!
*อึก!*
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นทรุดเข่าลงทันที เลือดไหลซึมจากมุมปาก แรงกดดันแห่งอดีตกาลนี้ รุนแรงกว่ามรสุมในทะเลดาวสิ้นสูญนับสิบเท่า! มันไม่ได้บีบอัดร่างกาย แต่มันพุ่งตรงเข้ากระแทกทารกวิญญาณ บังคับให้ผู้รุกล้ำก้มหัวศิโรราบต่อความรู้ที่หลับใหล!
"อย่าฝืนต้านทานด้วยตัวคนเดียว! ถ่ายเทน้ำหนักมาตามสายใย!" อาเจียแผดเสียงก้อง ชายหนุ่มกัดฟันแน่น เส้นสายสีเทาที่เชื่อมโยงทุกคนไว้สว่างวาบขึ้น
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานรีบเร่งเร้าเจตจำนงของตน ดึงรั้งแรงกดดันจากสองสตรีให้ไหลมารวมที่สายใยส่วนกลาง อาเจียทำหน้าที่เป็นแกนกลางสูบซับน้ำหนักมหาศาลเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายของตน ทว่าแขนขวาที่ฝังมวลธาตุปฐมกาลของเขากลับสั่นพ้องอย่างยินดี มันซึมซับแรงกดดันเหล่านั้นและแปรสภาพเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของเขาแทน!
"ข้าไหว... พยุงร่างขึ้นมา สหายข้า!" หลินชิงเสวี่ยปาดเลือดที่ริมฝีปาก นางฝืนยันกายลุกขึ้นยืน ดวงตาทอประกายเด็ดเดี่ยว "ค่ายกลสะท้อนมิติของข้า... จะช่วยกระจายแรงกระเพื่อมนี้ออกไปอีกแรง!"
เมื่อทุกคนปรับสมดุลผ่านสายใยอักขระได้สำเร็จ พวกเขาก็สามารถยืนหยัดท่ามกลางจักรวาลแห่งคัมภีร์นี้ได้อย่างมั่นคง
"ที่นี่มัน... กว้างใหญ่เกินกว่าจะสำรวจได้หมดในชั่วชีวิตมนุษย์" เฟิงอี้หรานกวาดสายตามองหมู่เกาะคัมภีร์ที่ลอยคว้างอย่างตื่นตะลึง "เราจะเริ่มหาจากจุดใด? หรือต้องหยิบอ่านทีละม้วน?"
"เราไม่ได้มาเพื่อเป็นหนอนตำรา" อาเจียส่ายศีรษะ ชายหนุ่มทอดสายตามองลึกลงไปในความว่างเปล่าใจกลางจักรวาลจำลองนี้ "คัมภีร์เหล่านี้ คือผลผลิตที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลัง... สิ่งที่เราตามหา คือ 'ต้นกำเนิด' ของผลผลิตเหล่านี้ต่างหาก"
อาเจียหันไปหาดรุณีน้อยที่อยู่ด้านหลัง "หลิงเอ๋อร์ ใช้เนตรดาราของเจ้า มองข้ามตัวอักษรและม้วนคัมภีร์ทั้งหมดไป สังเกตเพียง 'ทิศทางการไหล' ของเส้นสายสีทองและสีเงินเหล่านั้น ว่าพวกมันไหลไปบรรจบกันที่จุดใด"
เฟิงหลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับ นางประสานมือที่หน้าอก เบิกเนตรดาราสาดแสงสีฟ้าอมม่วงทะลุทะลวงผ่านมิติที่ซับซ้อน รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตาของนางหมุนวนอย่างรวดเร็ว ช่วยกลั่นกรองความรู้มหาศาลที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาทำร้ายจิตใจ
"เส้นสายทั้งหมด... แม้จะดูยุ่งเหยิงและตัดกันไปมานับล้านเส้น ทว่าแท้จริงแล้ว พวกมันมีจุดศูนย์กลางร่วมกันเจ้าค่ะ!" หลิงเอ๋อร์ชี้นิ้วขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดของพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องบน "พวกมันไหลย้อนกลับขึ้นไป บรรจบกันที่ 'หยาดน้ำหมึก' หยดหนึ่ง ที่ลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น!"
คำกล่าวของนางทำให้สายตาของทุกคนพุ่งตรงไปยังทิศทางนั้น ท่ามกลางแสงเรืองรองของคัมภีร์นับแสน มีจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่ดำมืดและไร้การสะท้อนแสง ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่ลึกล้ำและดึงดูดสายตาอย่างประหลาด มันคือหยาดหมึกสีดำสนิทขนาดเท่าปลายนิ้ว ที่ลอยนิ่งสนิทอยู่เหนือวัฏจักรทั้งปวง
"หยาดหมึกหยดแรก..." น้ำเสียงของมู่เฉินสั่นสะท้านด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "นั่นคือจุดเริ่มต้นที่บรรพชนใช้ในการบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งโลกใบนี้! มันคือมวลธาตุบริสุทธิ์ที่ไม่ถูกเจือปนด้วยปราณฟ้าดิน!"
อาเจียไม่ได้รอช้า ชายหนุ่มทะยานร่างขึ้นจากสะพานคัมภีร์ไม้ไผ่ มุ่งตรงไปยังหยาดหมึกหยดแรกนั้น สหายทั้งห้าทะยานร่างตามไปติดๆ โดยรักษาระยะห่างผ่านสายใยอักขระ เพื่อรักษาเสถียรภาพของการกระจายแรงกดดัน
ทว่า ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้หยาดหมึกหยดแรกมากเท่าใด สภาพแวดล้อมรอบด้านก็ยิ่งเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ม้วนคัมภีร์ที่ลอยอยู่รอบๆ เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นกำแพงพายุอักษรขัดขวางเส้นทางของพวกเขา!
ตัวอักษรโบราณนับไม่ถ้วนหลุดลอยออกมาจากม้วนไม้ไผ่และแผ่นหยก พวกมันขยายตัวใหญ่ขึ้นและกลายสภาพเป็น 'อสูรตัวอักษร' ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป บ้างเป็นพยัคฆ์ที่ประกอบจากอักขระธาตุลม บ้างเป็นวิหคที่สร้างจากอักขระธาตุสายฟ้า พวกมันพุ่งเข้าจู่โจมกลุ่มของอาเจียจากทุกทิศทาง!
"สิ่งก่อเกิดจากภูมิปัญญาที่ถูกทอดทิ้ง..." อาเจียวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็น "พวกมันไม่ได้มีเจตจำนงชั่วร้าย ทว่านี่คือระบบป้องกันตนเองของรากฐานดั้งเดิม... พี่มู่หลาง อี้หราน! อย่าได้ใช้พลังเข้าปะทะกับตัวอักษรโดยตรง การทำลายความรู้ด้วยกำลัง ย่อมนำมาซึ่งการสะท้อนกลับที่รุนแรงกว่าเดิม!"
"ถ้าไม่ให้ฟัน แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! ปล่อยให้มันกัดคอหรือ!" เฟิงอี้หรานตะโกนถามขณะที่สะบัดแส้เพลิงปัดป้องกรงเล็บของอสูรพยัคฆ์อักขระ
"ตีความเส้นสายของพวกมัน!" อาเจียแผดเสียงตอบ พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายตวัดวาดอักขระ 'ผกผัน' ลอยไปประทับที่หลังของสหายทั้งห้า "อสูรพวกนี้ประกอบขึ้นจากตัวอักษร หากเราฟันตัวอักษรขาด มันก็จะประกอบใหม่ ทว่าหากเรา 'ลบ' โครงสร้างที่เชื่อมต่อตัวอักษรเหล่านั้น... พวกมันจะกลับไปเป็นเพียงน้ำหมึกธรรมดา!"
ฉินมู่หลางเข้าใจความหมายในทันที ยอดกระบี่หนุ่มหลับตาลง สัมผัสถึงการไหลเวียนของมิติรอบด้ามกระบี่ รังสีอำมหิตของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและเฉียบคมประดุจเข็มเล่มเล็ก "ข้าเข้าใจแล้ว... ตัดรอยต่อ หาใช่ตัดเนื้อแท้!"
มู่หลางพุ่งทะยานเข้าใส่วิหคอักขระสายฟ้าที่โฉบลงมา เขามิได้ฟันกระบี่ใส่ลำตัวของมัน ทว่าเขาแทงกระบี่ทะลวงเข้าไปในช่องว่างระหว่าง 'ตัวอักษรปีก' กับ 'ตัวอักษรลำตัว' รังสีดาบที่ผสานอักขระมิติทำการตัดเส้นใยความถี่ที่เชื่อมต่อโครงสร้างนั้น!
*ฟุ่บ!*
ไร้เสียงระเบิดกึกก้อง วิหคอักขระสายฟ้าสูญเสียการเชื่อมต่อ ร่างของมันพังทลายลงกลายเป็นเพียงหยาดหมึกสีทองที่ร่วงหล่นกลับลงสู่ม้วนคัมภีร์ด้านล่างอย่างสงบ!
"ฮ่าๆๆ! เช่นนี้เอง! เผามันไม่ได้ ก็ใช้ความร้อนคลายกาวที่ยึดติดพวกมันไว้เสีย!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า ดาวนำโชคเปลี่ยนรูปแบบการใช้เพลิงอัคคีบรรพกาล จากการแผดเผาเป็นการใช้รังสีความร้อนแทรกซึมเข้าไปตามข้อต่อของอสูรพยัคฆ์ ทำให้อักขระที่ประกอบกันอยู่เกิดการขยายตัวและหลุดร่วงออกจากกันไปเอง
เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยประสานงานกันอย่างเข้าขา หลินชิงเสวี่ยใช้มิติพับซ้อนบิดเบือนทิศทางการโจมตีของอสูรอักขระ ในขณะที่เย่ปิงอวิ๋นใช้เถาวัลย์ศิลาร้อยรัดและชักจูงตัวอักษรบางตัวให้หลุดออกจากโครงสร้างหลัก ทำให้กองทัพอสูรปัญญาที่ถาโถมเข้ามา ถูกสลายการก่อตัวลงอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล
การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการหลั่งเลือด ทว่ามันคือ 'การแก้สมการ' ด้วยกระบวนท่าแห่งวิถีเต๋า อาเจียมองดูความก้าวหน้าของสหายด้วยความภาคภูมิใจ พวกเขาไม่ได้พึ่งพาขุมพลังของพู่กันนิรันดร์อีกต่อไป ทว่าพวกเขาสามารถประยุกต์ใช้วิถีของตนเองในการรับมือกับตรรกะอันซับซ้อนของโลกอักขระได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในที่สุด เมื่ออุปสรรคถูกรื้อถอนลง กลุ่มของอาเจียก็ฝ่าทะลวงขึ้นมาจนถึงจุดที่ 'หยาดหมึกหยดแรก' ลอยนิ่งสนิทอยู่
มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศธาตุ ขนาดเล็กเพียงปลายนิ้ว ทว่าแผ่กลิ่นอายที่ทรงพลังและลึกล้ำที่สุดในจักรวาล น้ำหมึกสีดำสนิทนี้ดูราวกับจะบรรจุความมืดมิดของราตรีและความสว่างของดาราไว้ในหยดเดียวกัน
"ความบริสุทธิ์ของมัน... เหนือล้ำกว่าหมึกในร่างกายของข้านับแสนเท่า" อาเจียพึมพำด้วยความหลงใหล ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายที่ถือพู่กันนิรันดร์ออกไปข้างหน้า องค์หญิงน้อยที่หลับใหลอยู่ภายในด้ามพู่กันถึงกับส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น
"เจ้านาย! นั่นมันของอร่อยที่สุดในสามภพเลยนะ! หากข้าได้ดูดซับมัน ขนพู่กันของข้าจะวิวัฒนาการไปสู่อีกระดับเลยทีเดียว!"
อาเจียส่ายศีรษะเบาๆ "หยาดหมึกนี้ มิได้มีไว้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ศาสตราเพียงชิ้นเดียว ทว่ามันคือ 'รากฐาน' ที่เราจะนำไปหล่อหลอมจิตวิญญาณให้แก่กองทัพหุ่นศิลาหนึ่งหมื่นตัว และใช้มันเป็นหมึกในการบัญญัติกฎเกณฑ์ใหม่ เพื่อปกป้องบ้านของพวกเรา"
ชายหนุ่มหลับตาลง ไม่ได้ใช้กำลังไขว่คว้า ทว่าเขาส่งเจตจำนงแห่ง 'อักขระสูญตา' ผ่านปลายพู่กัน เข้าไปทาบทามหยาดหมึกหยดแรกอย่างนอบน้อม
"ข้าคือผู้บัญญัติ ผู้ก้าวเดินมาเพื่อสืบทอดเจตจำนงที่ถูกลืมเลือน..." อาเจียกล่าวถ้อยคำผ่านห้วงวิญญาณ "หยาดหมึกแห่งอดีตกาลเอ๋ย... จงตามข้ากลับไปสู่สมรภูมิแห่งความจริง และร่วมกันรังสรรค์มหาทวีปที่แตกสลายให้หวนคืนอีกครา!"
*วูบบบบ!*
หยาดหมึกหยดแรกสั่นพ้องตอบรับเจตจำนงของอาเจีย มันมิได้ขัดขืน ทว่ามันลอยเคลื่อนเข้ามาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับปลายพู่กันนิรันดร์ในมือของชายหนุ่ม!
ในวินาทีที่หยาดหมึกสัมผัสกับพู่กัน แสงสีดำสนิทที่แฝงประกายสีทองก็ระเบิดออกกวาดผ่านห้วงวิหาร! ความหนักอึ้งและมวลความรู้มหาศาลไหลทะลักเข้าสู่พู่กันและตัวของอาเจีย ทารกวิญญาณของเขาเปล่งแสงสว่างจ้า รอยร้าวในเส้นชีพจรที่เคยปริแตกจากการรับภาระก่อนหน้านี้ ถูกเจตจำนงของหยาดหมึกหยดแรก 'เติมเต็ม' และยกระดับให้แข็งแกร่งประดุจศิลาดาวตกในพริบตา!
"พลังนี้... มันคือสิทธิ์ขาดในการเปลี่ยนแปลงวัฏจักร!" อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาอันลึกล้ำของเขามีเส้นสายของจักรวาลหมุนวนอยู่ภายใน บัดนี้ เขาไม่ใช่เพียงผู้หยิบยืมพลังแห่งอักขระ ทว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของ 'ผู้ถือสิทธิ์' แห่งต้นกำเนิดอย่างแท้จริง
สหายทั้งห้าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ผ่านสายใยที่เชื่อมโยงกัน พวกเขาต่างยิ้มกว้างด้วยความปีติ การเสียสละและความพยายามทั้งหมดบรรลุผลแล้ว
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้ชื่นชมกับความสำเร็จนานไปกว่านั้น...
*เปรี้ยงงงงงง!*
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านไปทั่วหอคัมภีร์ต้นกำเนิด โดมสุญญากาศภายนอกที่ครอบคลุมพื้นที่ใต้ทะเลน้ำหมึกเกิดรอยแตกร้าวอย่างรุนแรง! กลิ่นอายแห่งความพิโรธและสูงส่งที่ต่างออกไปจากอำนาจของอักขระ แผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน ทะลวงผ่านทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้งลงมาโดยตรง!
"กลิ่นอายนี้..." มู่เฉินเบิกตากว้าง สีหน้าของบรรพชนเฒ่าเคร่งเครียดถึงขีดสุด "วิหารเทพอนันตกาล... พวกมันสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนตอนที่หยาดหมึกหยดแรกถูกดึงออกจากวัฏจักร! พวกมันไม่ได้ส่งผู้สอดแนมมา ทว่ากลิ่นอายนี้... มันคือเจตจำนงของตัวตนระดับ 'มหาปราชญ์' ผู้คุมกฎแห่งสวรรค์โดยตรง!"
อาเจียกระชับพู่กันนิรันดร์ที่บัดนี้อาบไล้ด้วยหยาดหมึกหยดแรกไว้แน่น รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า ชายหนุ่มมิได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป แขนขวาที่เคยหนักอึ้งบัดนี้ประสานกับวิญญาณอย่างสมบูรณ์
"สวรรค์มักจะมาเยือนในเวลาที่เจ้าบ้านไม่ต้อนรับเสมอ..." อาเจียหันไปมองสหายทุกคน ดวงตาทอประกายแห่งการต่อสู้อย่างดุดัน "สหายเอ๋ย... การรวบรวมรากฐานจบลงแล้ว บัดนี้ ถึงเวลาที่เราจะใช้หมึกหยดใหม่นี้... ขีดเขียน 'ความตาย' เพื่อเป็นของกำนัลแก่แขกผู้มาเยือน!"
ป้อมปราการหมื่นอักขระกำลังจะถูกทดสอบด้วยพายุลูกใหญ่ที่สุด ความขัดแย้งที่เคยเป็นการหลบซ่อนและแกะรอย บัดนี้ได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นการปะทะกันซึ่งหน้า ระหว่างรากฐานแห่งการสร้างสรรค์ในอดีตกาล และอำนาจแห่งการปกครองของสวรรค์ปัจจุบัน! สมรภูมิแห่งมรรคาที่แท้จริงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!