‘ฮั่วเฉินซี’ ขมวดคิ้วนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตัวเก่งพร้อมกับนิ้วที่รัวคีย์บอร์ดอยู่อย่างคร่ำเคร่ง เขาตั้งใจจะรีบทำงานให้เสร็จ แต่พอมองไปดูกล่องข้อความที่ตนเองตั้งเป็ค่าออฟไลน์ไว้ อารมณ์ของเขาก็หงุดหงิดขึ้นมา
“เสี่ยวฟาน! ถ้าโค้ดง่ายๆ แค่นี้ยังแก้ไม่ได้แล้วฉันจะจ้างให้นายมาเป็ผู้ช่วยทำไมเนี่ย จะให้ฉันตัดเงินเดือนหรือไล่นายออกดี!”
“โธ่...บอสครับ บอสจะมาอารมณ์เสียใส่ผมเพราะบอสไม่ได้คุยกับแฟนไม่ได้นะครับ แล้วที่บอกว่าโค้ดง่ายๆ น่ะมันง่ายที่ไหนกัน บอสลืมไปแล้วเหรอว่าโค้ดป้องกันแฮกเกอร์อันนี้บอสเป็คนเขียนขึ้นมาเอง แล้วที่มันวุ่นวายอยู่ตอนนี้ก็เพราะบอสลืมตั้งค่าอัปเดตมันไว้ บอสอย่าโยนความผิดนี้มาให้ผมคนเดียวสิครับ” จางฟานรีบบอก
“นายบอกว่านายเรียนจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยกวางิไม่ใช่เหรอ ต่อให้ฉันจะเป็คนเขียนโค้ดนี้นายก็ต้องแก้ได้สิ”
“บอสครับ บอสลืมไปแล้วเหรอว่าบอสคือ Devil นะ”
“Devil แล้วยังไง มันเกี่ยวอะไรกับที่ฉันกำลังพูดกับนาย”
“บอส!” จางฟานพูดเสียงสูงอย่างใ “ฉายา Devil ของบอสได้มายังไงบอสลืมไปแล้วเหรอครับ อีกอย่างถ้าผมแก้โค้ดของบอสได้ ป่านนี้แฮกเกอร์ทั่วโลกคงเรียกผมว่าพ่อทูนหัวแล้วมั้ง”
“อย่ามาไร้สาระ อัจฉริยะอย่างนายฉันยังต้องเรียกพี่” ฮั่วเฉินซีเคาะคีย์ครั้งสุดท้ายก่อนถอนหายใจ “เรียบร้อย”
“ไฟร์วอลล์ได้รับการแก้ไขแล้วใช่ไหมครับ” จางฟานก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจเช่นกัน “ถ้ามีมือดีกล้ามาแฮกข้อมูลในบริษัทของเราอีก คราวนี้ผมจะเขียนไวรัสทำลายเซิร์ฟเวอร์ของพวกมันให้เจ๊งไม่เป็ท่าเลย ว่าแต่บอสจะเดินทางวันไหนเหรอครับ”
“พรุ่งนี้” ฮั่วเฉินซีเปิดแอปแชท “ออฟไลน์ไปแล้วสินะ”
จางฟานเหล่ตามองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเ้านาย “บอสจะไม่บอกตัวตนที่แท้จริงกับคุณเคจจริงๆ เหรอครับ แล้วถ้าคุณเคจมารู้ทีหลังว่าบอสไปสืบตัวตนที่แท้จริงของเธอมานานแล้ว บอสไม่กลัวคุณเคจจะโกรธเอาเหรอ”
“ฉันก็จะทำให้เธอรักฉันให้ได้ก่อนที่เธอจะโกรธฉันน่ะสิ อีกอย่างเคจเป็คนมีเหตุผล แค่ฉันอธิบายเขาต้องเข้าใจเหตุผลของฉัน”
จางฟานกลอกตา “บอสจะมั่นใจเกินไปแล้ว บอสไม่เคยได้ยินเหรอว่าบนโลกใบนี้มนุษย์ผู้หญิงนี่ล่ะที่เข้าใจยากสุดๆ”
“ทำอย่างกับนายผ่านผู้หญิงมาหลายคนแล้วอย่างนั้นล่ะ” ฮั่วเฉินซีชี้ไปที่ประตูห้องน้ำ “ไปส่องกระจกดูสักหน่อยไหมว่าสภาพนายตอนนี้เป็ยังไง แว่นสายตากรอบพลาสติกทรงลุง ผมหน้าม้าทรงกะลาครอบ เสื้อยืดลายซูเปอร์ฮีโร่ กางเกงยีนส์ขาสั้น แล้วยังรองเท้าแตะสีหวานนั่นอีก ถ้าสาวๆ คนไหนเดินผ่าน พวกเธอคงมองนายเป็ตัวประหลาดกันทั้งนั้น”
จางฟานก้มลงสำรวจตัวเอง “ผมก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นมั้งครับ”
“ให้ฉันถ่ายรูปแล้วส่งไปถามเพื่อนๆ ในโซเชียลของนายให้ไหมล่ะ”
จางฟานนึกเื่หนึ่งขึ้นได้ “บอสครับ ผมได้ยินจากรุ่นน้องว่าฮั่วกรุ๊ปเปิดรับสมัครนักศึกษาและบัณฑิตหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศเพื่อศึกษาโครงการเครือข่ายอัจฉริยะที่จะรวมระบบสาธารณสุข ระบบจราจร ข้อมูลของสำนักความมั่นคงสาธารณะ และระบบอื่นๆ ของหน่วยงานภาครัฐไว้ในแอปเดียว บอสคิดว่างานนี้พวกเขาจะทำสำเร็จไหมครับ ผมยังได้ยินมาอีกว่างานนี้คุณฮั่วเฉินหยวนกับคุณโจวเชี่ยนเชี่ยนเป็ผู้รับผิดชอบหลักของโครงการด้วยนะครับ
เอ่อ...ถ้าผมจำไม่ผิด โครงการนี้บอสเป็คนเขียนขออนุมัติโครงการไปทางฮั่วกรุ๊ปเองไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็โครงการของคุณชายรองเฉินหยวนไปแล้ว เฮ้อ...ทั้งงาน ทั้งความรักจากครอบครัว ยังมีคุณโจวเชี่ยนเชี่ยนคนนั้นอีก ตกลงคุณเฉินหยวนคิดจะแย่งทุกอย่างไปจากบอสให้ได้เลยใช่ไหมครับ”
ฮั่วเฉินซีใช้นิ้วเคาะโต๊ะเหมือนใช้ความคิด ความจริงเขาไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับโครงการเ้าปัญหานั้นเลย เขากำลังคิดถึงเื่ที่สนามบินพรุ่งนี้มากกว่าว่าเขาจะเข้าไปทักทายเธอคนนั้นยังไง
“บอส! บอสฟังผมอยู่หรือเปล่าครับเนี่ย” จางฟานถาม
“ของทุกอย่างที่ตระกูลฮั่วเคยให้ฉันมา ฉันคืนมันให้ฮั่วเฉินหยวนไปหมดแล้ว ส่วนสิ่งที่อยู่ในมือของฉันตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่เป็ของตระกูลฮั่ว แต่ถ้าฮั่วเฉินหยวนยังอยากได้ก็ให้เขาลองมาแย่งดู แต่ก็ต้องดูด้วยนะว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะแย่งของของฉันไปอีกหรือเปล่า” ฮั่วเฉินซีนั่งพิงเก้าอี้แล้วยิ้มอย่างสบายใจ “ฉันจะให้เวลาฮั่วเฉินหยวนเล่นสนุกกับโครงการเก่าของเราไปสักห้าปี ถ้านายท่านฮั่วยังไม่เห็นความคืบหน้า สุดท้ายโครงการเครือข่ายอัจฉริยะก็จะกลับมาเป็ของเราเหมือนเดิม จางฟาน...จำคำของฉันไว้ ของของเรายังไงก็ต้องเป็ของเราอยู่วันยังค่ำ”
จางฟานยิ้มกว้าง “นั่นสินะ ผมกับบอสเก็บข้อมูลเพื่อทำข้อเสนอโครงการเครือข่ายอัจฉริยะด้วยกันมาตั้งหลายปี ใช้คอนเนคชันทั้งในและต่างประเทศไปตั้งมากมาย ฮั่วเฉินหยวนกลับคิดว่าเขาได้กระดาษพวกนั้นไปก็ถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว แต่เขาไม่รู้เลยว่าข้อมูลทั้งหมดยังอยู่ที่เรา”
“เสี่ยวฟาน ฮั่วเฉินหยวนอาจไม่ได้โง่ถึงขนาดนั้น ถ้านายลองสังเกตให้ดีนายจะเห็นว่าระยะนี้มีแฮกเกอร์พยายามเข้ามาล้วงข้อมูลของเราอยู่หลายครั้ง อย่างครั้งนี้ฉันก็เกือบจะแก้ปัญหาไม่ทัน บางทีฮั่วเฉินหยวนอาจรู้แล้วก็ได้ว่าข้อมูลสำคัญยังอยู่ที่เรา”
“บอสครับ! ระหว่างที่บอสไปมีความสุขกับคนรักที่ประเทศ S เรายังติดต่อกันได้จริงๆ ใช่ไหมครับ ถ้าขืนบอสปล่อยให้ผมรับมือกับแฮกเกอร์ใจร้ายพวกนั้นอยู่คนเดียว กลับมาคราวหน้าผมอาจจะเหลือแค่ชื่อบริษัทไว้ให้บอสก็ได้นะครับ”
ฮั่วเฉินซีเบ้ปากมองบน “หยุดพูดไร้สาระสักที นายบอกว่าฉันเป็แฮกเกอร์มือหนึ่ง แล้วแฮกเกอร์เบอร์สองไม่ใช่นายหรือไง ในวงการของเรานอกจาก Devil ยังมีใครที่ไม่รู้จัก Demon บ้างล่ะ”
จางฟานยิ้มทะเล้น “โธ่...พี่เฉินซี วันนี้ผมอุตส่าห์จะเล่นบทเลขาผู้ใสซื่อสักหน่อย พี่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้เล่นบ้างเลย”
“ฉันต้องรีบกลับไปจัดกระเป๋าเดินทางแล้ว โค้ดไฟร์วอลล์ที่เหลือยกให้นายทำต่อก็แล้วกัน”
จางฟานทำท่าวันทยหัตถ์ “รับทราบครับพี่ชาย กลับมาครั้งหน้าผมต้องได้เรียกคุณเคจว่าพี่สะใภ้แล้วนะครับ”
ฮั่วเฉินซีอมยิ้ม “นายเตรียมซองแดงหนักๆ ไว้ได้เลย”
ณ ห้องวีไอพีภายในสนามบิน
เหอหลี่น่านั่งมองโทรศัพท์อยู่นาน แม้จะรู้ว่าการเดินทางไปประเทศ S ในครั้งนี้นอกจากหวังลี่อิงกับ Devil แล้วเธอก็ไม่ได้บอกใครอีก แต่เธอก็ยังแอบหวังว่าเธอจะได้ยินเสียงคุณพ่อคุณแม่เป็ครั้งสุดท้าย
โทรศัพท์ที่อยู่ในมือมีการสั่นเตือน เหอหลี่น่ารีบยกขึ้นมาดูก่อนจะถอนหายใจแล้วกดรับสาย “สวัสดีค่ะคุณน้าลี่อิง”
“หนูนาน่า ดีจังที่หนูยังไม่ขึ้นเครื่อง” หวังลี่อิงพูดอย่างดีใจ
“คุณน้าโทรหาหนูมีอะไรหรือเปล่าคะ หรือที่บ้านหลังใหม่มีปัญหาอะไร”
เมื่อวานหลังจากที่เหอหลี่น่ากับหวังลี่อิงปรึกษากันเื่การตกแต่งร้านและกำหนดวันเปิดร้านกันเสร็จ เหอหลี่น่าก็เอากุญแจห้องแถวทั้งสองห้องให้หวังลี่อิงเป็คนเก็บไว้ และคืนนั้นหวังลี่อิงก็ขนของใช้ส่วนตัวทั้งหมดเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ทันที อย่างน้อยเธอก็ประหยัดค่าเช่าโรงแรมไปได้หนึ่งวัน
“ไม่มีจ้ะไม่มี เมื่อคืนน้านอนหลับสบายมาก หลับสบายจนน้าตื่นสายคิดว่าจะโทรมาหาหนูไม่ทันแล้ว”
“แล้วคุณน้าอยากโทรหาหนูทำไมคะ”
“น้าอยากโทรมาลาหนูน่ะจ้ะ แล้วก็อยากโทรมาอวยพรให้หนูเดินทางอย่างปลอดภัย ไปถึงประเทศ S แล้วก็ขอให้หนูได้เจอแต่สิ่งดีๆ นะจ๊ะ เื่ไม่ดีที่เมืองกวางิก็ปล่อยให้มันเป็อดีตไป อีกห้าปีข้างหน้าตอนที่หนูกลับมา น้าหวังว่าน้าจะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของหนูนะจ๊ะ”
เหอหลี่น่าน้ำตาคลอ คุณน้าลี่อิงเป็เพียงคนแปลกหน้าที่เธอเพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วัน แต่คุณน้ากลับเป็ห่วงและจริงใจกับเธอมาก บางทีความรู้สึกที่เธออยากช่วยเหลือคุณน้าและยังไว้ใจให้คุณน้าดูแลผลประโยชน์ต่างๆ ให้ก็คงจะเป็ความรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณน้ามีให้เธอกระมัง
“ขอบคุณค่ะคุณน้า หนูก็หวังว่ากลับมาคราวหน้าคุณน้าจะลืมเื่แย่ๆ ที่ผ่านมาได้เหมือนกันนะคะ”
เหอหลี่น่ากับหวังลี่อิงพูดกันสักพักก็วางสาย ขณะที่เหอหลี่น่ากำลังจะปิดเครื่องเพื่อถอดซิมการ์ดทิ้ง สายเรียกเข้าจากหมายเลขที่ไม่ระบุชื่อก็สว่างขึ้นที่หน้าจอ เธอกดรับสาย “สวัสดีค่ะ”
“พี่นาน่า นั่นพี่ใช่ไหมคะ ฉัน...ฉันเองนะคะ” เหอหลี่จิ้งพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ “พี่พักอยู่ที่ไหนคะ คือว่า...คุณพ่อกับคุณแม่อยากเจอพี่น่ะค่ะ ให้พวกท่านไปหาพี่ได้ไหมคะ”
“ไม่เป็ไร ฝากเธอลาพวกเขาแทนฉันด้วย” เหอหลี่น่าตอบ
“พี่หมายความว่ายังไงคะ ทำไมต้องให้ฉันบอกลาคุณพ่อคุณแม่ด้วย”
“ฉันกำลังจะไปแล้ว เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ”
“พี่อย่าพูดประชดอย่างนั้นเลยค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่คิดถึงพี่มากจนล้มป่วยเลยนะคะ พี่ให้พวกท่านไปพบพี่เถอะ” เหอหลี่จิ้งพูดอย่างร้อนใจ เธอไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว คุณพ่อกับคุณแม่คิดถึงพี่สาวมากจนล้มป่วยไปจริงๆ เธอตั้งใจว่าจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาพี่สาวสักครั้ง เพราะเธอไม่อยากเห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องล้มป่วยอีก
“เหอหลี่จิ้ง ตอนนี้เธอเป็ลูกสาวคนเดียวที่พวกเขายอมรับ เพราะฉะนั้นเธอก็ดูแลพวกเขาให้ดี ส่วนฉันจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา” เหอหลี่น่าวางสาย เธออธิบายอารมณ์ของตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน ั้แ่เช้าเธอนั่งจ้องโทรศัพท์และหวังว่าคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวจะโทรมา แต่พอน้องสาวโทรมา เธอกลับไม่อยากคุย
ทั้งคำพูดที่น้องสาวบอกว่าคุณพ่อคุณแม่คิดถึงเธอจนล้มป่วย เธอก็อยากจะบอกออกไปเหมือนกันว่าเธอก็คิดถึงพวกเขามาก แต่คำพูดที่ออกจากปากกลับเป็คำพูดประชดประชันไปเสียอย่างนั้น
เหอหลี่น่าปิดเครื่องแล้วถอดซิมการ์ดทิ้งลงถังขยะที่วางอยู่ใกล้ๆ จากนั้นเธอก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า
“สวัสดีครับ คุณกำลังจะเดินทางไปประเทศ S เหมือนกันใช่ไหมครับ”
เหอหลี่น่าเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามองมาที่เธอแล้วยิ้ม เธออึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตอบ “ใช่ค่ะ ฉันกำลังจะเดินทางไปประเทศ S”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอแนะนำตัว ผมชื่อฮั่วเฉินซีนะครับ”
“ฉันเหอหลี่น่า ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”