ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 432 : เงามรณะทาบทับฟ้า

จารึกที่ 432 : เงามรณะทาบทับฟ้า : นาวาเซียนแห่งความสิ้นหวัง


เมื่อดวงตะวันถูกบดบังด้วยความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินแสงสว่างจากทิศตะวันตก ผืนดินของทวีปตะวันออกเริ่มสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักหน่วง ประหนึ่งจังหวะการเต้นของหัวใจอสูรร้าย ลมที่พัดผ่านวิหารสุริยันจันทรามิได้นำพาความเย็นสดชื่น แต่กลับหอบเอากลิ่นคาวเลือดและความโศกเศร้าของดวงวิญญาณนับหมื่นมาด้วย


เหนือหน้าผาพยัคฆ์หมอบ มิติเบื้องหน้าถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกขนาดยักษ์ เสียงลั่นเปรี๊ยะของอากาศธาตุดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ส่วนหัวของ 'นาวาเซียนบรรพกาล' จะค่อยๆ โผล่พ้นออกมาจากความว่างเปล่า


หัวกะโหลกสัตว์เทวะขนาดยักษ์ที่ประดับอยู่หน้าเรือ คายหมอกสีดำคล้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างของเรือที่หล่อหลอมจากกระดูกขาวโพลนและผิวหนังที่ถูกถักทอด้วยอักขระสีเลือด แผ่รังสีอำมหิตจนพฤกษารอบด้านเหี่ยวเฉาและกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา เสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาหลอมแกนกลาง ดังระงมบีบคั้นประสาทสัมผัสของทุกคนที่ได้ยิน


บนดาดฟ้าเรือที่กว้างใหญ่ไพศาล กองทัพศัสตราเทวะนับแสนนายยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทวนศิลาและง้าวสีเลือดทอประกายเย็นเยียบ ผู้อาวุโสคุมกฎระดับข้ามผ่านมหายานนับสิบคนยืนสงบนิ่ง และเหนือสิ่งอื่นใด บนบัลลังก์ที่สร้างจากกระดูกมังกร... ตี้เทียนอู๋นั่งประทับอยู่ด้วยท่วงท่าของมัจจุราชผู้ชี้ขาดความเป็นตาย


"นี่คือ... พลังที่แท้จริงของแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?"


ศิษย์สำนักหมื่นอักขระบางคนที่มีระดับรากฐานไม่สูงนัก เริ่มมีอาการสั่นเทิ้ม แม้จะสวม 'เกราะสูญญตา' ที่อาเจียเพิ่งหลอมขึ้น แต่แรงกดดันจากนาวาเซียนบรรพกาลก็ยังคงแทรกซึมเข้ามาบีบคั้นเจตจำนงของพวกเขา


"รักษาสมาธิ! ดึงปราณวิญญาณเข้าสู่ศูนย์กลางค่ายกล!" หลี่ชางไห่ตวาดก้อง เสียงของเจ้าสำนักเปรียบเสมือนระฆังทองคำที่ดึงสติของเหล่าศิษย์กลับมา "เกราะสูญญตาจะเปล่งอานุภาพสูงสุดเมื่อพวกเจ้าหลอมรวมเจตจำนงเป็นหนึ่งเดียว!"


สิ้นคำสั่ง ศิษย์นับหมื่นก็เร่งเร้าปราณหมึกวิญญาณ ลวดลายอักขระสีเทาบนเกราะเปล่งประกายสว่างจ้า เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายขนาดยักษ์ ก่อเกิดเป็นม่านพลังรูปครึ่งวงกลมครอบคลุมวิหารสุริยันจันทราและลานกว้างทั้งหมด แรงกดดันจากนาวาโบราณถูกตาข่ายสูญญตาดูดซับและเบี่ยงเบนออกไปด้านข้าง ทำให้ทุกคนสามารถหายใจได้คล่องขึ้น


อาเจียยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าขบวนทัพ ชุดคลุมสีครามสะบัดพลิ้ว นัยน์ตาสูญตาของเขาทอดมองผ่านม่านพลังป้องกัน เจาะทะลุหมอกควันสีดำ ไปสบตากับตี้เทียนอู๋ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์


"ใช้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ในแผ่นดินตนเอง มาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนศัสตรา..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานด้วยปราณเซียนแท้ "ตระกูลเซียนโบราณเรียกขานตนเองว่าสวรรค์ แต่การกระทำกลับต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานในขุมนรก"


บนดาดฟ้าเรือ ตี้เทียนอู๋แค่นเสียงเย็นชา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า "ผู้ชนะคือผู้เขียนกฎเกณฑ์ ไอ้เด็กเหลือขอ ชีวิตของพวกมดปลวกเหล่านั้นเกิดมาก็เพื่อเป็นรากฐานให้แก่ผู้แข็งแกร่ง... เจ้าคิดว่าเศษเหล็กที่เจ้านำมาสลักลวดลายมาร จะสามารถทนทานต่อการบดขยี้ของนาวาเซียนบรรพกาลได้กระนั้นหรือ?"


ผู้นำตระกูลเซียนโบราณชูมือขวาขึ้นฟ้า ปราณสีเลือดระดับจุดสูงสุดของข้ามผ่านมหายานระเบิดออก "กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือแม้แต่ซากกระดูก!"


ครืนนนน!


นาวาเซียนบรรพกาลตอบสนองต่อคำสั่ง หัวกะโหลกยักษ์หน้าเรืออ้าปากกว้าง ลำแสงสีเลือดที่อัดแน่นด้วยความตายและความอาฆาตของวิญญาณนับหมื่น พุ่งทะลวงฝ่าอากาศธาตุลงมายังวิหารสุริยันจันทรา!


"เตรียมรับแรงปะทะ!" หลี่ชางไห่ตะโกนสั่ง


มิตรสหายทั้งห้าพุ่งทะยานไปประจำจุดศูนย์กลางของค่ายกลย่อย ฉินมู่หลางปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ เฟิงอวี้หรานระเบิดเพลิงอัคคีบรรพกาล หลินซิงเสวี่ย เย่วปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเออร์ต่างผสานพลังสนับสนุน


ตูมมมมม!


ลำแสงมรณะกระแทกเข้ากับม่านพลังสูญญตาอย่างจัง! เสียงระเบิดดังกึกก้องประดุจโลกแตกสลาย ม่านพลังสีเทาสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง ลวดลายอักขระบนเกราะของศิษย์นับหมื่นกระพริบไหวอย่างบ้าคลั่ง ทว่า... มันไม่แตกสลาย!


วิถีแห่งสูญญตาที่อาเจียจารึกลงไป ทำหน้าที่ 'กลืนกิน' และ 'กระจาย' แรงกระแทกอันมหาศาลนั้นออกไปยังความว่างเปล่ารอบด้าน ภูเขาหลายลูกในรัศมีร้อยลี้ถูกคลื่นสะท้อนกระแทกจนราบเป็นหน้ากลอง แต่ผู้ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองกลับปลอดภัย!


"รับการโจมตีระดับนั้นได้โดยไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ..." ผู้อาวุโสคุมกฎบนเรือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


ตี้เทียนอู๋หรี่ตาลง "ค่ายกลที่แปลกประหลาดนัก... มันดึงพลังจากเกราะนับหมื่นชิ้นมาผสานกัน... ถ้าเช่นนั้น ข้าอยากรู้นักว่าพวกเจ้าจะรับการบุกทะลวงโดยตรงได้หรือไม่! กองทัพศัสตราเทวะ บุก!"


เงาร่างนับแสนนายกระโจนลงจากดาดฟ้านาวาเซียนบรรพกาล ประหนึ่งฝูงตั๊กแตนสีเลือดที่พุ่งลงมาบดบังท้องฟ้า พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มขึ้นไป สวมเกราะหนักและถืออาวุธยาว


"อย่าให้พวกมันตั้งขบวนได้!" อาเจียหันไปสั่งการ "เจ้าสัว ถุงเงิน! ป่วนกระบวนทัพพวกมัน! มู่หลาง อี้หราน นำทัพทะลวง!"


โฮกกกก!


เจ้าสัวพยนต์เทวะศิลาทมิฬกระโดดขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างอันใหญ่โตของมันกระแทกเข้ากลางดงศัตรู หมัดศิลาบดขยี้เกราะและร่างของทหารเซียนโบราณจนแหลกเหลว ขณะที่เจ้าถุงเงินพ่นใยสีเงินออกมารัดพันดึงศัตรูให้ตกลงมา


ฉินมู่หลางและเฟิงอวี้หรานทะยานนำหน้าศิษย์สำนักหมื่นอักขระ แสงกระบี่สีเงินและมังกรเพลิงสีทองพุ่งทะลวงดุจหัวหอกที่แหลมคมที่สุด


การปะทะกันทางกายภาพเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมลานหยกขาวจนแดงฉาน ทว่าในครั้งนี้ ศิษย์สำนักหมื่นอักขระมิได้เสียเปรียบ 'เกราะสูญญตา' ที่พวกเขาสวมใส่ ไม่เพียงแต่ป้องกันการโจมตี แต่ยังทำให้การไหลเวียนปราณของศัตรูที่สัมผัสถูกเกิดความปั่นป่วน เปิดช่องโหว่ให้พวกเขาโต้กลับได้อย่างเด็ดขาด


ทว่า บนดาดฟ้าเรือ ตี้เทียนอู๋กลับไม่แยแสต่อการสูญเสียกำลังพล เขากำลังรอจังหวะ...


"ท่านผู้นำ..." มู่เฉินที่ยืนอยู่ข้างอาเจีย เอ่ยเตือนด้วยกระแสจิต "ทัพนับแสนเป็นเพียงเป้าล่อ ตี้เทียนอู๋กำลังรวบรวมเจตจำนงแห่งความตายในนาวาเซียนบรรพกาล... มันกำลังเล็งมาที่เจ้า"


อาเจียเงยหน้าขึ้นมอง นัยน์ตาสูญตาของเขาทะลุผ่านความวุ่นวายของสมรภูมิ ไปยังแกนกลางของนาวาโบราณ ที่นั่น เตาหลอมวิญญาณกำลังลุกโชนด้วยไฟสีเขียวคล้ำ ผู้อาวุโสคุมกฎนับสิบคนกำลังประสานอินเพื่อดึงพลังนั้นมาสู่ตัวเรือ


"ถ้ามันเล็งมาที่ข้า... ข้าก็จะเป็นเป้านิ่งให้มันเอง" อาเจียตอบกลับอย่างเยือกเย็น


เขาก้าวทะยานขึ้นสู่กลางเวหา ลอยตัวโดดเด่นอยู่เหนือสมรภูมิ ชุดคลุมสีครามเป็นจุดสนใจเพียงหนึ่งเดียว พู่กันนิรันดร์ในมือถูกชูขึ้น


"ตี้เทียนอู๋! ท่านซ่อนตัวอยู่หลังศพของผู้ใต้บังคับบัญชามามากพอแล้ว!" อาเจียประกาศกร้าว "หากท่านคิดว่ากฎเกณฑ์ของท่านเหนือกว่า ก็จงนำมันมาบดขยี้ข้าด้วยมือของท่านเอง!"


คำท้าทายนั้นดังก้องไปทั่วฟ้าดิน


ตี้เทียนอู๋ลุกขึ้นจากบัลลังก์ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้า "ช่างรนหาที่ตายเสียนี่กระไร... ในเมื่อเจ้าอยากสัมผัสความสิ้นหวัง ข้าก็จะสนองให้!"


ผู้นำตระกูลเซียนโบราณชี้ปลายนิ้วมายังอาเจีย นาวาเซียนบรรพกาลตอบสนองในทันที ปีกกระดูกขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ข้างลำเรือกางออก กลิ่นอายความตายระดับที่สามารถล้างบางทวีปได้ในพริบตา พุ่งตรงมายังจุดที่อาเจียลอยอยู่เพียงผู้เดียว!


มหาสงครามได้ก้าวเข้าสู่จุดวิกฤต อาเจียผู้ครอบครองวิถีแห่งความว่างเปล่า กำลังจะเผชิญหน้ากับศัสตราที่อัดแน่นไปด้วยความอาฆาตที่สุดในโลกเซียน การปะทะครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า ทวีปตะวันออกจะรอดพ้น หรือจะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังใต้ร่มเงาของนาวาบรรพกาล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน